ทุกคนไม่รู้สึกสนุกกับมัน คือตัวปัญหา

พูดถึงตอนเด็ก ผมไม่เคยคิดว่าจะเรียนสายภาษาเลย ตอน ประถมห้าหกนี่เบื่อจริงๆ กับการที่ต้องมาตัดบัตรคำศัพท์ เช่นสัตว์ต่างๆ

ant bat จะ rat และ cat อีกแล้ว ภาพอาชีพต่างๆ เช่น police doctor teacher แต่เบื่อสุดๆ คือ secretary เอ่อ คนเก็บความลับ(ใช่ครับเลขานุการ)เพราะเด็กตัวเล็กๆออกเสียงก็ไม่ถูกรู้สึกยากมาก ไม่รู้เอามาเรียนทำไม ตอนเด็กๆนี้ท่องเอาเป็นเอาตายไม่น้อยกว่า สามสิบอาชีพ นี่คือหนึ่งในความทุ่มเทของเด็กไทยต่อการเรียนภาษา แต่ถึงเบื่ออย่างไรก็ตั้งใจเรียนแบบครูสั่งให้ท่องก็ท่อง ท่องทั้งกริยาสามช่อง ท่องทั้ง tense เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานั้นเวลานี้จะถึงแล้วในเวลาอีกไม่นานและก็จบกันโดยได้ดำเนินต่อไปอีกแม้จะต้องเหนื่อยขนาดนี้ (ขอสาบานว่ากว่าจะรู้เรื่องก็เกือบรับปริญญาพอดี ทั้งๆที่จริงไม่มีอะไรเลย แต่ติดที่คำว่าเวลานั้นเวลานี้นี้แหละ ผมว่าคนที่คิดคำอธิบายนี้คงไม่รู้ว่าสร้างกรรมให้แก่คนเรียนที่ต้องนั่งงงจำนวนมาก) แต่มาถึงจุดเปลี่ยน ( turning point) เมื่อได้เรียนอ่านหนังสือนอกเวลาเรื่องแฟรงเกนสไตล์ ถ้าใครได้อ่านจะรู้ว่ามันเป็นหนังสือเล่าเรื่องแบบ flash back คือเล่าตอนจบก่อนย้อนไปหาตอนเริ่มต้น เด็กน้อยไม่เคยเจออะไรที่ตื่นเต้นอย่างนี้มาก่อน แทบจะไม่กระพริบตาทุกบรรทัด เชื่อไหมครับว่าถึงตอนนี้เรื่องราวของ จัสตินที่โดนประหารว่าฆ่าน้องชายของชายของด๊อกเตอร์ หรือตอนที่ ปิศาจแฟรงเก้นส์ ควักหัวใจแอลลิซซาเบ็ธ มันไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำเลย ตั้งแต่นั้นมาจะชอบอ่านมาก และจะสงสัยว่าเขาเขียนอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร และเปิดหนังสือ หรือถามครู พออ่านรู้เรื่องจะดีใจมาก จะเอาจนได้ มันเหมือนเป็นทั้งเป็นแรงบันดาลใจ แรงกระตุ้นจากภายใน เพราะมันสนุก มันไม่เบื่อ และที่สำคัญที่สุดคือความตื่นเต้น และมากทีสุดคือท้าทาย ผมว่านี่คือจุดที่สำคัญทีสุดของการเรียนภาษา ปัจจุบันที่ว่า ภาษาอังกฤษเหมือนยาขมหม้อใหญ่ เพราะไม่ได้ให้สิ่งนี้แก่นักเรียน สิ่งที่นำเสนอบางทีมันไม่ได้สร้างความรู้สึกว่าภาษาเป็นสิ่งที่ทำให้เราสนุก ได้เรียนรู้เรื่องราวแปลกๆ และตระหนักถึงคุณค่าแต่ติดอยู่ในรูปแบบที่จริงจังมากเกิน ไป เป็นทางการมาก หรือ มุ่งทำคะแนน เกินพอดี ทำให้มีลักษณะเหมือนอย่างที่เห็นทุกคนไม่รู้สึกสนุกกับมัน มองมันว่ายาก น่าเบื่อ และก็พากันเฟ้นหา สรรหาวิธีการแปลกๆมาเรียนกัน แต่ไม่เคยทำให้ผู้เรียนรู้สึกดีกับสิ่งที่เรียนเลย