ลีลาไพเราะประสานบัณเฑาะว์ขับประสาน

มาแต่งกาพย์กันเถอะ

ลีลาไพเราะประสานบัณเฑาะว์ขับประสาน

  

               กาพย์  เป็นคำประพันธ์ที่ไม่ใช่ของไทยครับ  แต่เรารับมาจากตำรากาพย์คันถะ และกาพย์วิลาสินี  ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18-19   กาพย์มีลีลาไพเราะเสนาะหูยิ่งชนิดหนึ่ง  กวีมักนำมาแต่งในการขับขานเห่กล่อมประสานดนตรี ในหลายๆ ชนิด   เก่าแก่ที่สุดก็จะเห็นเป็นหนังสือจำพวก  คำสวด   ซึ่งมีมาก่อนสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแต่งมหาชาติคำหลวง   ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม(พ.ศ.2155-2171)  มีประเพณีการอ่านหนังสือคำสวดโอ้เอ้วิหารราย   ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ  กาพย์เป็นที่รู้จักกันดีมาก  พระศรีมโหสถได้แต่งกาพย์ห่อโคลงขึ้น  รวมทั้งในอนิรุทธคำฉันท์ของพระโหราธิบดีก็มีกาพย์ปนอยู่ด้วย   กาพย์เฟื่องฟูมากในปลายแผ่นดินอยุธยา สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์  โดยเฉพาะ  กวีเอกอย่างเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง)  ราชโอรส  ได้รจนากาพย์ได้ไพเราะยิ่ง  แม้จนปัจจุบันเกือบ 300 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีกวีคนใดแต่งกาพย์ได้ไพเราะเท่าพระองค์  เรารู้จักกันดีในวรรณคดีเอกของท่านคือ  กาพย์เห่เรือ   ซึ่งนำกาพย์มาขับเห่ในพระราชพิธีทอดผ้าพระกฐิน ในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค   คนไทยในปัจจุบันคงได้รับรู้รสการขับกาพย์เห่เรือในกระบวนเรือพระที่นั่ง ในโอกาสสำคัญๆ ของบ้านเมืองอย่างประทับใจไม่รู้ลืมมาแล้ว

  

             กาพย์สำคัญ  ที่นิยมนำมาแต่งอย่างแพร่หลาย มี 4 ชนิด  คือ กาพย์ยานี 11  กาพย์ฉบัง 16  กาพย์สุรางคนางค์ 28 และกาพย์ขับไม้

               ในบันทึกตอนแรกนี้ จะชวนมาแต่งกาพย์ยานี 11 ก่อนครับ เพราะแต่งง่าย และไพเราะด้วย 

กาพย์ยานี 11    ๐๐ / ๐๐              ๐๐ / ๐๐

                        ๐๐ / ๐๐              ๐๐๐ / ๐๐ 

                                             ๐๐ / ๐๐               ๐๐ / ๐๐

 

                       ๐๐ / ๐๐              ๐๐๐ / ๐๐

  

          พึงทราบ   กาพย์ยานี    บังคับมี สิบเอ็ดคำ

          วรรคหน้า   ห้าประจำ     วรรคหลังหก  ยกให้เห็น  

          จังหวะ  จะไพเราะ       คำเหมาะเจาะ  วางให้เป็น

 

          ความหมาย มีประเด็น   สัมผัสนอก สัมผัสใน

  

ความไพเราะของกาพย์     กาพย์ 1 บท มี 2 บาท  บาทละ 2 วรรค การสัมผัสนอกบังคับตามตัวอย่างข้างบนนี้  กาพย์จะไพเราะต้องวางจังหวะ  วรรคหน้า 2/3   วรรคหลัง  3/3   และถ้าเพิ่มสัมผัสใน (สัมผัสสระเดียวกันหรือสัมผัสอักษรเดียวกันก็ได้) คือ คำที่ 2 กับ 3 ของวรรคหน้าทุกวรรค  จะไพเราะมาก  ส่วนคำท้ายวรรคที่ส่งสัมผัสระหว่างวรรคไม่ควรลงท้ายด้วยคำที่มีรูปวรรณยุกต์อยู่

  ตัวอย่างกาพย์ยานี 11 ในกาพย์เห่เรือ (เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์) 

        พระเสด็จ โดยแดนชล   ทรงเรือต้น งามเฉิดฉาย

 

กิ่งแก้ว แพร้วพรรณราย          พายอ่อนหยับ จับงามงอน

 

        นาวา แน่นเป็นขนัด      ล้วนรูปสัตว์ แสนยากร

 

เรือริ้ว ทิวธงสลอน              สาครลั่น ครั่นครื้นฟอง

 

        เรือครุฑ ยุดนาคหิ้ว     ลิ่วลอยมาพาผันผยอง

 

พลพาย กรายพายทอง        ร้องโห่เห่โอ้เห่มา

 

        สรมุข มุขสี่ด้าน        เพียงพิมานผ่านเมฆา

 

ม่านกรอง ทองรจนา         หลังคาแดงแย่งมังกร

 

    มรรถไชยไกรกาบแก้ว  แสงแวววับจับสาคร

 

เรียบเรียง เคียงคู่จร           ดั่งร่อนฟ้ามาแดนดิน

 

    สุวรรณหงส์ ทรงพู่ห้อย  งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

 

เพียงหงส์ ทรงพรหมินทร์    ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม

 

   เรือไชย ไวว่องวิ่ง          รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม

 

เสียงเส้า เย้าระดม            ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน

  เห่เรื่องกากี (ของเดิม) 

 

      กางกรอุ้มโอบแก้ว      เจ้างามแพร้วสบสรรพางค์

 

ปีกปกอกเอวนาง             พลางคลึงเคล้าเต้าจรจรัล

 

      ฉวยฉาบคาบนาคา     เป็นภักษาพาผกผัน

 

หางกระหวัดรึงรัดพัน        ดั้นเมฆามาฉิมพลี

 

      ดลสถานพิมานมาศ    เกลียวกลมสวาดินาฏกากี

 

เหิมหวนยวนกามี            ปรีดาแนบแอบอิงองค์

 

     เริงรื่นชื่นเชยปราง      พลางคลึงเคล้าเต้าบุษบง

 

กอดเกื้อเนื้อนวลหง         ปลงสวาดิชมสมเสพย์สมร

 

     กากีแน่งน้อยนาฏ       อภิวาทประณมกร

 

ก้มเกล้ากล่าวฉะอ้อน       ซอนซบหน้าตาเมียงมัน

  

กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน (รัชกาลที่ 2)

  

      มัสมั่น แกงแก้วตา         หอมยี่หร่ารสร้อนแรง

 

ชายใด ได้กลืนแกง              แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา

 

     ยำใหญ่ ใส่สารพัด           วางจานจัดหลายเหลือตรา

 

รสดี ด้วยน้ำปลา                 ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ

 

     ตับเหล็ก ลวกหล่อนต้ม    เจือน้ำส้มโรยพริกไทย

 

โอชาจะหาไหน                  ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง

  

กาพย์ตอนนางลอย (รัชกาลที่ 2)

        

      มาดแม้นจะหาดวง             วิเชียรช่วงเท่าคิรี

 

หาดวงพระสุริย์ศรี                    ก็จะได้ดุจดังใจ

      จะหาโฉมให้เหมือนนุช        จนสุดฟ้าสุราลัย

ตายแล้วและเกิดใหม่               ไม่ได้เหมือนเจ้านฤมล

  การนำกาพย์ยานีไปใช้       ส่วนมาก  กวีนิยมนำกาพย์ยานีไปแต่งพรรณนาชมความงามสิ่งต่างๆ เช่นพืชพรรณไม้  ชมเครื่องคาวหวาน ชมกระบวนเรือ ชมนาง ฯลฯ  ไม่ค่อยนิยมนำไปแต่งเล่าเรื่องอย่างนิทาน นิยายคำกลอน  ดังนั้นถ้าเราจะแต่งกาพย์ยานี  ก็ควรจะนำไปใช้ในเรื่องดังกล่าวนี้ก็จะเหมาะเพราะจะได้อรรถรสความไพเราะ   แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้เป็นสูตรตายตัวว่าจะต้องใช้แต่งไปในทางใดโดยเฉพาะ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์มากกว่า  ถ้าเราจะนำไปใช้สอนเด็กๆ ก็น่าจะดีครับ โดยเฉพาะครู อาจารย์ที่สอนในโรงเรียนประถม มัธยม น่าจะได้พิจารณานำไปใช้เป็นเครื่องมือสอนเพื่อส่งเสริมการอ่าน  หรือ ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม

 ตัวอย่าง 

       หนูเอ๋ย เคยรู้ไหม           ประเทศไทยแต่ก่อนเก่า

 

อุดม ด้วยลำเนา                    ป่าภูเขาครึ้มขจี

 

      แม่น้ำ แลลำคลอง           อีกห้วยหนองคลองมากมี

 

ข้าวปลา อุดมดี                     พืชผลไม้ครบฤดู

 

      แร่ธาตุ ได้ส่งออก            เงินจากนอกเข้ามาสู่

 

คนไทย ไม่อดสู                    ไม่อดอยากลำบากกาย

 

        ยึดอย่าง พอมีกิน         เก็บออมสินจากค้าขาย

 คนไทย จึงสบาย                ด้วยพอเพียง พอเลี้ยงตัว 

     

        บัดนี้ ไทยเปลี่ยนไป       สังคมไทยเริ่มเมามัว

 

ใช้จ่าย อย่างไม่กลัว               หนี้สินล้นพ้นประมาณ

 

        ละวาง แนวทางเก่า       วัฒนธรรมเราไม่สืบสาน

 

 ของดี มีมานาน                   บัดนี้จึงรู้ซึ้งใจ

         ....................................................................... ฯลฯ 

แต่ก็มีการนำกาพย์ยานีไปใช้แต่งในอารมณ์อุดมการณ์เพื่อชีวิต ลีลากาพย์ค่อนข้างจริงจังและกระทบอารมณ์ให้เกิดอุดมการณ์มากครับอย่างเช่น งานของจิตร ภูมิศักดิ์

      เปิบข้าวทุกคราวคำ          จงสูจำเป็นอาจิณ

 

เหงื่อกูที่สูกิน                        จึงก่อเกิดมาเป็นคน

 

      ข้าวนี้น่ะมีรส                  ให้ชนชิมทุกชั้นชน

 

เบื้องหลังสิทุกข์ทน                และขมขื่นจนเคียวคาว

 

     จากแรงมาเป็นรวง            ระยะทางนั้นเหยียดยาว

 

จากรวงเป็นเม็ดพราว              ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ

 

    เหงื่อหยดสักกี่หยาด           ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น

 

ปูดโปนกี่เส้นเอ็น                    จึงแปรรวงมาเป็นกิน

 

    น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง              และน้ำแรงอันหลั่งริน

 

สายเลือดกูทั้งสิ้น                  ที่สูซดกำซาบฟัน

  

ยานีลำนำ

 

     นี่คือจรรยาบรรณ                อุดมการณ์ทั้งมวลมี

 

คือเกียรติและศักดิ์ศรี                อันสุดแสนจะแหนหวง

 

     คือเลือดอันเดือดพล่าน       เป็นพรายผุดในกลางทรวง

 

คือใจแต่เดียวดวง                   และวิญญาณหนังสือพิมพ์

 

    แต่สูสิเลวชาติ                   ได้เศษบุญมาชมชิม

 

หลงรสที่เลียลิ้ม                     ก็ทิ้งสิ้นทุกสิ่งสรรพ์

 

    ทั้งเกียรติและศักดิ์ศรี           อุดมการณ์จรรยาบรรณ

 อั้นอึ้งตะลึงงัน                       เพราะน้ำเงินที่งามเงา  

  

   ลองแต่งดูนะครับ   กาพย์ยานี 11 เป็นคำประพันธ์อีกชนิดหนึ่งที่ต้องหวังให้คนไทยรุ่นใหม่ๆ ได้สืบสาน และเผยแพร่ให้เป็นที่นิยมแก่เด็กๆ และเยาวชน เพื่อที่จะรักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรมนี้ไว้บอกกล่าวเรื่องราวแก่ลูกหลานเราในอนาคตได้อย่าภาคภูมิใจ ครับ