ความเชื่อในศาสนามีอยู่อย่างมากมายบางคนก็อาจจะรู้หรือยังไม่รู้ ยังงัยก็ลองศึกษาเรียนรู้กันว่าความเชื่อในศาสนานั้นท่านพูดว่าอย่างไรบ้าง
๑. ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ ศาสนาคือหลักคำสอนให้ผู้คนปฏิบัติตาม โดยมีผลเป็นความทุกข์ลดน้อยลงและมีความสุขมากขึ้น ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ศาสนาจะต้องมีศรัทธาหรือความเชื่อมาประกอบอยู่ด้วยเสมอคือผู้คนที่นับถือศาสนาใดก็จะต้องมีศรัทธาในหลักคำสอนของศาสนานั้นก่อน แล้วจึงมีการปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนานั้น
ศาสนาโดยทั่วไปจะสอนให้มีความเชื่อมั่นในหลักคำสอนในศาสนาก่อนเป็นอันดับแรก โดยไม่เน้นเรื่องปัญญาซึ่งก็มีผลดีอยู่มากแก่ผู้ที่ยังไม่มีเวลามาศึกษาหลักคำสอนที่ลึกซึ้งให้เข้าอย่างแท้จริง รวมทั้งแก่ผู้ที่ยังมีปัญญาไม่สูงพออีกด้วย
พุทธศาสนาจะต่างกับศาสนาอื่นตรงที่สอนให้ใช้ปัญญามานำหน้าความเชื่อ คือจะสอนให้เข้าใจด้วยเหตุด้วยผลก่อนแล้วจึงค่อยมีศรัทธาตามมาทีหลัง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่พอจะมีปัญญาอยู่บ้างแล้ว และรวมทั้งผู้ที่ยังมีปัญญาไม่มากนัก
๒.เชื่อถือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุดสิ่งสูงสุดหมายถึงสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในเอกภพ ที่ดลบันดาลหรือควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไป โดยศาสนาคริสต์และอิสลามจะนับถือ พระเจ้า (GOD)ว่าเป็นสิ่งสูงสุดที่เป็นผู้สร้าง ผู้รักษาและผู้ทำลายพุทธศาสนาจะต่างกับศาสนาอื่นด้านสิ่งสูงสุดนี้ตรงที่ไม่ยอมรับเรื่องพระเจ้าหรือเทพเจ้าว่าเป็นสิ่งสูงสุด แต่จะนับถือกฎธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุดแทน
พุทธศาสนาจะสอนว่าทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติของมันเองโดยไม่มีใครมาควบคุม หรือดลบันดาล คือไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ หรือความเจริญ ความเสื่อมทั้งหลายทั้งปวงของเราและของมวลมนุษย์ทั้งหลายล้วนเป็นไปตามเหตุตามผลของธรรมชาติ
๓.เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่พัฒนาได้เรามักจะมีความเชื่อกันว่าชีวิตถูกกำหนดไว้แล้วจากดวงชะตาบ้างจากเวรกรรมจากชาติปางก่อนบ้าง เป็นต้นซึ่งจะไม่สามารถฝืนให้เป็นอย่างอื่นๆได้เรียกว่าเห็นชีวิตเป็นสิ่งตายตัวหรือถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งนี่เป็นหลักของศาสนาพราหมณ์
พุทธศาสนาจะสอนว่าชีวิตของเรานี้สามารถพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ คือไม่ว่าใครจะเป็นคนมีนิสัยไม่ดีเพียงใดก็ตามถ้าเขาตั้งใจใหม่แล้วเปลี่ยนแปลงปรับปรุงตัวเองอย่างจริงจัง เขาก็สามารถกลับมาเป็นคนมีนิสัยที่ดีได้
๔.เชื่อตนเองพุทธศาสนาจะสอนให้ขยันศึกษาหาความรู้แต่ไม่สอนให้เชื่อในสิ่งที่ได้รู้มาทันที จนกว่าจะได้ทดลองหรือพิสูจน์มาแล้วจนเห็นแจ้งซึ่งนี่ก็คือหลักสำคัญของวิทยาศาสตร์ แต่เรามักจะไม่ค่อยจะเชื่อตนเองเพราะเชื่อกันว่ามีผู้วิเศษที่เขารู้ดีกว่าเราดังนั้นเราจึงมักจะเชื่อเขา โดยไม่รู้ตัวว่าจะถูกหลอก
๕.เชื่อกรรมกรรมหรือการกระทำด้วยเจตนานั้นบางลัทธิจะสอนว่าไม่มีผลใดๆเลยไม่ว่าใครจะทำดีหรือทำชั่วอย่างไรก็ไม่มีผล ซึ่งจะทำให้คนที่เชื่อเช่นนี้มักจะทำความชั่วกันมาก เพราะเชื่อว่าไม่ต้องรับผล แต่พุทธศาสนาจะสอนว่ากรรมนี้มีผล ซึ่งผลในที่นี้ก็คือความรู้สึกส่วนลึกของจิตใจ คือเมื่อทำความดีก็จะมีผลให้จิตใจเป็นสุขทันทีแต่ถ้าทำชั่วก็จะมีผลให้จิตใจเป็นทุกข์ทันที
๖. เชื่อความเพียร บางลัทธิจะเชื่อว่าความเพียรพยายามทั้งหลายจะไร้ผล เขาจะเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปโดยไม่มีเหตุมีผลจึงทำให้เขาขาดความเพียรพยายามและความกระตือรือร้น เพราะเชื่อว่าทำไปก็ไม่ได้อะไรแต่พุทธศาสนาจะสอนว่าถ้าเรามีความพยายามอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ก็ย่อมที่จะมีผลที่เราปารถนาได้ตัวอย่างเช่นคนที่เคยทำชั่วมาก่อนและเพียรพยายามที่จะละชั่ว แล้วพยายามที่จะทำแต่ความดี เขาก็สามารถเป็นคนดีได้ เป็นต้น
๗.ไม่เชื่อจากเขาว่ามาพุทธศาสนาจะสอนไม่ให้เชื่อจากคนอื่นเพราะมันอาจจะผิดพลาดได้ทั้งสิ้น ถ้าเชื่อแล้วบังเอิญเกิดผลดีก็โชคดีไป แต่ถ้าบังเอิญโชคร้ายก็จะเกิดผลที่ไม่ดีได้ ดังนั้นพุทธศาสนาจังสอนว่าอย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์ทดลองมาแล้วด้วยตนเอง
๘.ไม่มีการบังคับให้เชื่อพุทธศาสนาจะไม่บังคับว่าจะต้องเชื่อและปฏิบัติตาม แต่จะสอนให้เข้าใจว่าทำไมจึงต้องปฏิบัติเช่นนั้นแล้วจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจอย่างเช่น จะสอนให้เข้าใจว่าถ้าทำความชั่วแล้วจะมีผลไม่ดีอย่างไรและถ้าทำความดีแล้วจะมีผลดีอย่างไร เป็นต้นเรียกว่าให้ความจริงมันสอนซึ่งการสอนเช่นนี้จะใช้กับผู้ที่ค่อนข้างจะมีสติปัญญาอยู่สักหน่อย ส่วนคนที่มีปัญญาน้อยก็ต้องใช้การบังคับจึงจะดีที่สุด
๙.ไม่เชื่อเรื่องงมงายเรื่องงมงายก็คือเรื่องที่ขาดเหตุผลและขาดความจริงมารองรับ อย่างเช่นเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผู้วิเศษเป็นต้นซึ่งอย่างดีก็เพียงทำให้สบายใจขึ้นมาหน่อยเท่านั้น แต่พอจะเอาจริงก็พึ่งพาอะไรไม่ได้มีแต่จะทำให้โง่ยิ่งขึ้นและเสียทรัพย์มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้พุทธศาสนาไม่สอนให้เชื่อไม่ว่ามันจะมีจริงหรือไม่ก็ตามการเชื่อตนเองและพึ่งตนเองจึงเป็นสิ่งดีที่สุด
<p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal"><span style='font-size: 16pt; font-family: "Angsana New"'> </span><br><u><span style='font-size: 16pt; font-family: "Angsana New"'>๑๐.ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน</span></u><span style='font-size: 16pt; font-family: "Angsana New"'><span>เรื่องเวรกรรมจากชาติแล้วๆมานั้นเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่ปะปนอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้วถ้าเราเชื่อเรื่องนี้เราก็จะไม่พัฒนาเพราะเชื่อว่าไม่สามารถฝืนได้ แต่ถ้าเราไม่เชื่อเราก็จะเป็นอิสระทางความคิดสามารถคิดพูดและทำสิ่งที่ดีงามและเป็นประโยชน์ต่อทั้งตนเองและสังคมได้</span> </span></p>
ตามความคิดของผม ทุกศาสนาพัฒนามาจาก ความเชื่อ นำไปสู่ศรัทธา มีเหตุผลในตัวถึงความสุขความทุกข์ ความดีความชั่ว การใช้ปัญญาเป็นเทคนิค/ความพยายามเผยแพร่ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติในทางโลกแต่ละยุคสมัย
๑. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
๒. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา๓. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ๔. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา๕. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา๖. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา๗. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล๘. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน๙. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้๑๐.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตนเมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่
1. ธีรกร ทัศนธีรา