โดยวัชรา ขนิษฐบุตร
จากการแข่งขันทางการค้าที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ได้มีการพัฒนารูปแบบทางธุรกิจที่แตกต่างไปจากเดิม ในสมัยก่อนเราจะได้ยินคำว่า “ล๊อบบี้” ซึ่งเป็นการแสวงหาความได้เปรียบทางธุรกิจเท่านั้น แต่การชักจูงทางธุรกิจมีความจำเพาะเจาะจงมากกว่า
การชักจูงทางธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมการชักชวนที่ทำโดยสมาคมธุรกิจ และองค์กรการค้าที่มีจุดมุ่งหมายในการมีอิทธิผลต่อการตัดสินใจระดับนโยบายของรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
การชักจูงทางธุรกิจใช้เทคนิคทางการตลาด เช่น การเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ การสนับสนุน และกิจกรรมประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ การชักจูงทางธุรกิจยังไม่ใช่การล๊อบบี้ ซึ่งคำนึงถึงเฉพาะผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เป็นการมีส่วนร่วมทางธุรกิจของผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ ตลอดจนมีจุดมุ่งหมายทางธุรกิจ ทว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคมด้วย
ตัวอย่างของการชักจูงทางธุรกิจ
· บริษัท อีสต์แมน โกดัก จำกัด ชักจูงรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อให้กดดันรัฐบาลญี่ปุ่น และบริษัทฟูจิฟิล์ม ถอนข้อกำหนดการต่อต้านของการจำหน่ายฟิล์มโกดักในญี่ปุ่น ความตึงเครียดระหว่างสองบริษัทฯ นี้ มีผลให้เกิดกรณีข้อพิพาทโกดัก-ฟูจิ เข้าสู่องค์การการค้าโลก ระหว่างอเมริกา และญี่ปุ่น
· สมาคมอุตสาหกรรมบัลเกเรีย ซึ่งเป็นองค์กรอาสาสมัครไม่ใช่รัฐบาล และเป็นหน่วยงานไม่หวังผลกำไรของธุรกิจ และอุตสาหกรรมบัลเกเรีย มีส่วนร่วมในการเตรียมเอกสารและข้อมูลเพื่อใช้ในการเจรจาทวิภาคีกับสหภาพยุโรป (EU)และเป็นที่ปรึกษาสำหรับทางเลือกต่างๆ ของนโยบายทางการค้า (ในปี 2007 บัลเกเรียเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปแล้ว)
· ชุมชนธุรกิจของอเมริกาสนับสนุน ให้รัสเซียเข้าสู่องค์การการค้าโลก ทั้งนี้ ทำให้ผู้ส่งออกสินค้าจากอเมริกาไปยังรัสเซียมีโอกาสเข้าสู่ตลาดได้ดีขึ้น และมีผลให้รัสเซียปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ให้มีความโปร่งใส และปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p>
-กิจกรรมของการชักจูงทางธุรกิจ ประกอบด้วย
· การติดตามเผ้าดูการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการค้าของกลุ่มผลประโยชน์
· สร้างกรณีที่มีผลดีต่อผลประโยชน์นั้นๆ
· เสนอกรณีเหล่านั้นต่อผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อให้ได้รับการยอมรับ และสนับสนุน บางครั้งต้องสื่อความต่อสาธารณะด้วย
· ช่วยผู้มีอำนาจตัดสินใจในการวิจัย สื่อสาร กำหนดเงื่อนไขการเจรจา เพื่อให้ได้ผลดีในการเจรจาทางการค้า
· ควบคุมกระบวนการชักจูงทางธุรกิจ ประเมินผลประโยชน์ที่ได้รับ และแจ้งผลลัพธ์กับหน่วยงานผู้สนับสนุนทางการเงิน
เหตุที่การชักจูงทางธุรกิจไม่ค่อยแพร่หลายในประเทศกำลังพัฒนา
· ขาดความตระหนักรู้ ผู้นำอุตสาหกรรมไม่ทราบถึงประโยชน์ของการชักจูงทางธุรกิจ รวมถึงขาดข้อมูล และความชำนาญทางเทคนิค
· มองแต่ระยะสั้น ผลตอบแทนของการชักจูงทางธุรกิจต้องคำนึงถึงระยะยาว
· สัดส่วนของต้นทุนต่อผลประโยชน์มีสูง สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา ต้นทุนของการชักจูงทางธุรกิจจะสูง เพราะยังขาดความโปร่งใส ต้นทุนของข้อมูลสูง และการขาดประสบการณ์ในการดำเนินงาน
· มีความเสี่ยงสูง ในประเทศกำลังพัฒนามีความไม่มั่นคงทางการเมือง และไม่สามารถคาดเดานโยบายทางการค้าได้
·การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ในประเทศที่มีรายได้น้อย จะเกิดความไม่มั่นคง และไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้
การส่งเสริมให้มีการชักจูงทางธุรกิจ
· จัดให้มีกฎหมายที่ทำให้รัฐบาลรับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อจะได้เกิดการติดต่อสัมพันธ์สื่อสารระหว่างภาคธุรกิจ และภาครัฐบาล
· จัดให้มีระบบของการรวบรวมวิเคราะห์ และรวบรวมส่งมุมมองของธุรกิจไปยังรัฐบาล
· ทำตามการปฏิบัติที่ดี และแลกเปลี่ยนประสบการณ์
· กระตุ้นความตระหนักรู้ ถึงการเข้ามาพัวพันขององค์การการค้าโลกที่มีต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
· มีแนวทางในการปรับปรุงการชักจูงทางธุรกิจให้ดีขึ้นในเวทีการเจรจาการค้านานาชาติ
· จัดให้มีความช่วยเหลือทางเทคนิคสำหรับการชักจูงทางธุรกิจ และนโยบายการค้า
สรุป ภาคเอกชนจะต้องรวมตัวกันสื่อสารแจ้งความต้องการไปยังรัฐบาล โดยที่รัฐบาลก็จัดให้มีเวทีหรือช่วยทางการรับฟัง และนำไปสู่การกำหนดนโยบายทางการค้าที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์สูงสุดต่อชาติ
http://www.thaiadpoint.com/tap7/html/pass_it_web.php?id=235968
</span></strong>