เล่าเรื่องสิงคาลกสูตร ๗

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงจำแนกให้เห็นความแตกต่างระหว่างปุถุชนกับอริยสาวก เนื่องจากการกระทำบาปกรรมเพราะอคติ ๔ แล้ว... พระองค์ก็ตรัสแสดงคุณสมบัติของอริยสาวกต่อไป ซึ่งมีพระดำรัสดังต่อไปนี้

อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เป็นไฉน ? ดูกรลูกนายบ้าน...

  1. การประกอบเนื่องๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ
  2. การประกอบเนื่องๆ ซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ
  3. การเที่ยวดูมหรสพเป็ทางเสื่อมแห่งโภคะ
  4. การประกอบเนื่องๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ
  5. การประกอบเนื่องๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ
  6. การประกอบเนื่องๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะ

......

โภคานํ อปายมุขํ แปลว่า ทางเสื่อมแห่งโภคะทั้งหลาย (อปายมุขํ ทางเสื่อม โภคานํ แห่งโภคทั้งหลาย ) ...ซึ่งภาษาไทยมักจะนำมาใช้ทับศัพท์สั้นๆว่า อบายมุข .... จึงอาจสรุปสั้นๆ ได้ว่า อบายมุขก็คือทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ก็คืออบายมุข ... เพราะีความหมายของอบายมุขในภาษาไทยมาจากนี้ .....

เมื่อพิจารณา อบายมุข ๖ ข้อเหล่านี้ จะเห็นความแตกต่างซ่อนอยู่ ๒ ประการ กล่าวคือ

  • ข้อ 1 (การดื่มสุรา) และข้อ 4 (การเล่นพนัน) จะมีคำว่าเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท กำกับอยู่ด้วย... ส่วนข้ออื่นๆ ไม่มี
  • ทุกข้อจะมีคำว่า การประกอบเนื่องๆ กำกับอยู่ด้วย...แต่ข้อ 3 (ดูมหรสพ) ไม่มี 

ประเด็นเหล่านี้เป็นความลุ่มลึกของพระธรรมเทศนา ซึ่งผู้เขียนจะวิจารณ์ต่อไปเมื่อถึงรายละเอียดของหัวข้อนั้นๆ...

.......

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพิจารณาพระพุทธดำรัสว่า อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ.... ก็จะเห็นชัดเจนว่า อริยสาวก ในที่นี้หมายถึงคฤหัสถ์หรือชาวบ้านเท่านั้น เพราะสิงคาลกสูตรนี้ พระองค์ตรัสสอนลูกนายบ้านเป็นเบื้องต้น และเรื่องอบายมุขเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของชาวบ้าน มิใช่เรื่องของนักบวชหรือพระ-เณร (ส่วนที่พระ-เณรประพฤติเหลวไหลทำนองชาวบ้าน นั่นเป็นประเด็นที่ต่างออกไป)....

ดังนั้น เมื่อกำหนดความหมายอริยสาวกให้แคบลง โดยหมายเอาว่า อริยสาวก ก็คือ คนดีตามหลักพระพุทธศาสนา เท่านั้น... คนดีตามหลักพระพุทธศาสนานอกจาก ละกรรมกิเลส ๔ ประการข้างต้น ซึ่งจะกระทำไปด้วยอำนาจอคติ ๔ แล้ว... ก็จะต้องไม่ข้องแวะอบายมุข ๖ เหล่านี้อีกประการหนึ่ง....

และเมื่อนำอบายมุขเข้ามาโยงกับกรรมกิเลส ก็อาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่ข้องแวะกับอบายมุขจะเป็นเหตุใกล้ที่จะเกิดอคติทางใจเพื่อกระทำกรรมกิเลสหรือบาปกรรม...  ประมาณนี้

แต่ ประเด็นเหล่านี้ เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น ผู้อ่านไม่ควรถือเป็นประมาณมากนัก... ส่วนรายละเอียดของอบายมุข ๖ เหล่านี้ จะนำมาเล่าในตอนต่อไป