นี่ถ้าบ้านเราไปตั้งร้านแบบนี้ในวัดล่ะก็ คงจะดูไม่จืดเชียว

วันที่ 30 กันยายน 2550

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ วันสุดท้ายปลายสัปดาห์ที่ 21 นี่เหลืออีก 45 วันแล้วเหรอเนี่ย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อวานซึ่งเป็นวันเสาร์ ผมไป round ตอนเช้า ตื่นตั้งแต่ 6 โมง กิจวัตรก็เหมือนเดิม คือซดกาแฟ กินกล้วยหอม 2 ลูก เพิ่มโปแตสเซี่ยมเรียกพลังก่อนไปทำงาน แล้วก็เดินไปทำงานด้วยความสดชื่น เดินดูรอบทางที่รายล้อมรอบตัวที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หน่อของก้านดอกอะไรบางอย่างก็ยังคงพยายามชูและยืดก้านของมันต่อไป ทั้งๆที่เคยถูกเครื่องตัดหญ้าไปก่อนหน้านั้นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ท้ายที่สุดตอนนี้ผมก็ยังไม่เห็นดอกของมันสักที นกกาเหว่าก็ยังคงร้องดังแว่วมาเป็นระยะๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                มีคนไข้ให้ round มากมาย เพราะเมื่อ 2 วันก่อนเป็นวันผ่าตัดของเรา คนไข้ที่ผมได้ผ่าเองก็ไม่มีปัญหา คงกลับบ้านได้ในวันนี้หากเขาปัสสาวะออกเองได้ดี เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็เสร็จงาน ครูหาญมีคนไข้ใหม่เพิ่งรับไว้ในคืนวันศุกร์ เขามีมดลูกหย่อนมานานแล้ว ไม่ยอมผ่าตัดเมื่อครั้งกระนู้น ที่มานอนในโรงพยาบาลตอนตี 1 ก็เพราะว่ามีอาการปัสสาวะบ่อย (?!?) และตอนเช้าก็ตัดสินใจอยากผ่าตัดขึ้นมา ครูเลยบอกว่าให้จัดการให้เขาได้ผ่าในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ผมก็แย้งว่าเขาอาจจะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอยู่นะครู เราน่าจะรอก่อนไม่ดีกว่าเหรอ ท่านบอกว่าให้ยา 2 วันก็ผ่าได้แล้ว คนไข้มานอนในโรงพยาบาลอยู่แล้วก็จัดการให้เสร็จไปซะเลย นี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของที่นี่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ข้อดีก็คือว่า เป็นการดูแลที่ยึดเอาความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก (patient center) ให้บริการได้รวดเร็ว หายเร็ว (หมอได้เงินเร็ว) คนไข้มักจะพอใจมากกับระบบแบบนี้ครับ แต่ข้อเสียก็คือว่า คนไข้อาจจะมีภาวะบางอย่างที่เรายังประเมินไม่ดีพอ ยังไม่ได้ให้การรักษาที่ดีพอ อาจจะเกิดอันตรายกับเขาได้มากเช่นเดียวกัน เป็นต้นว่า อาจจะมีภาวะโรคหัวใจซ่อนอยู่ เบาหวานที่ยังคุมไม่ดี หรือมีการติดเชื้อ แต่หมอผ่าตัดที่นี่เขาจะส่งความรับผิดชอบต่างๆเหล่านี้ไปให้หมอดมยาครับ  หมอดมยาที่นี่นับว่าเก่ง เพราะว่าต้องดูแลคนไข้ก่อนผ่าตัดเยอะมาก หลายคนก็มีปัญหามากมาย ดูได้ก็ดูไป เหนือความสามารถก็ส่งต่อไปให้หมออายุรกรรมของโรงพยาบาลอื่นดูต่อ บางทีถ้าคนไข้นอนอยู่ในโรงพยาบาลแล้วก็เชิญคุณหมอจากที่อื่นมาดูให้ เมืองเขาเล็กครับ สามารถเรียกหมอจากโรงพยาบาลต่างๆมาช่วยกันดูได้ไม่มีปัญหาเรื่องระยะทาง ผมเคยถามว่าถ้าคนไข้ต้องปั๊มหัวใจจะทำยังไง เขาบอกว่า หมอเวรจัดการไปก่อน จากนั้นรถพยาบาลจะไปรับหมอจากที่อื่น มาช่วยกันดูแลต่อไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ตอนบ่ายก็นอนเล่นและนอนจริงๆอยู่ที่ห้อง กินข้าวมื้อเที่ยงราว 2 โมงครึ่ง แล้วก็นอนอีก จนกระทั่ง 6 โมงครึ่งก็ออกไปกินข้าวเย็นกับเท้งที่ Chinatown วันนี้เราเลือกกินก๋วยเตี๋ยวที่เส้นมันเหมือนมาม่าบ้านเรา ที่หมายปองเอาไว้ตั้งแต่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนนู้น ร้านนี้ชื่อ ก๋วยเตี๋ยวซาราวัก คนขายเป็นคนจีน สาวรุ่น หน้าตาเหมือนลูกศิษย์ตัวเองจนต้องมองเขาอยู่หลายครั้ง เหมือนจริงๆ เขาทำงานขยันขันแข็ง รับแขกเอง รับคำสั่งลูกค้าและเก็บเงินเอง ผมก็ดูจะเพลินเลยครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ที่เพลินไม่ใช่เพราะว่าเขาหน้าตาสวยงาม หรือเหมือนลูกศิษย์ตัวเองหรอก แต่เพลินเพราะเขาดูขยันขันแข็ง อายุน่าจะราวๆ 20 ปลายๆ หายากนะครับที่จะมีคนอายุคราวนี้มาทำงานแบบนี้ คนรุ่นใหม่ในสิงคโปร์ทำงานค้าขายแบบนี้น้อยลง เมื่อวันก่อนคุยกับจูดี้ เลขาครูหาญ เรื่องเศรษฐกิจในสิงคโปร์ เขาบ่นว่าค่าครองชีพของที่นี่สูงเหลือเกิน ค่ากินค่าอยู่ ทุกอย่างเป็นเงินทั้งนั้น คนสิงคโปร์ลงทุนเรื่องการศึกษาของลูกเยอะมาก เขาทำงานเพื่อหาเงินมาส่งลูกเรียนสูงๆ เพื่อที่จะได้ทำงานดีๆ ซึ่งงานดีๆก็หมายถึงงานในบริษัทที่มีความมั่นคง แต่นั่นแหละ จะมีสักกี่คนที่ประสบความสำเร็จดั่งใจพ่อแม่ คนไข้คนหนึ่งคุยกับผมว่า รัฐบาลเอาใจเด็กๆมาก พ่อแม่ก็เอาใจเด็กๆมาก จนเด็กที่นี่สปอย ทำอะไรง่ายๆไม่เป็น ใช้เงินเก่งและไม่มีวัฒนธรรม ผมก็เห็นจริงตามที่เขาว่านะครับ น้อยนักที่จะเห็นเด็กๆวัยรุ่นทำงาน งานแรงงานในศูนย์อาหารล้วนแล้วแต่เป็นคนแก่ๆ หลังค่อมๆ มาเก็บจาน ทำความสะอาดโต๊ะ เก็บขยะ ขายของ เด็กเล็กๆหลายคนก็ตะหวาดพ่อแม่กลางที่สาธารณชน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมมาเห็นเจ้าของร้านคนนี้ ซึ่งอายุอานามก็น่าจะราวๆ extern ลูกศิษย์ผม ก็นึกชมชื่นในใจ ว่าเขาฉลาด ทำงานแบบนี้เป็นเจ้านายตัวเองดีแท้ รายได้ก็น่าจะดีกว่าพวกที่เรียนมาแล้วจบไปเป็นสาวออฟฟิตเสียอีก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เช้าวันนี้ซึ่งเป็นเช้าวันอาทิตย์ผมตื่นราว 8 โมง แต่แล้วก็กลิ้งไปมาจน 9 โมงเหลือๆก็ตื่นขึ้นมา มื้อเช้าวันนี้เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่พยาบาลของสุกี้ส่งให้ผมเมื่อราว 2 เดือนก่อน ไม่จำเป็นนี่จะไม่กินเลยครับ เพราะว่ารสชาติไม่ถึงไหนเลยจริงๆ แต่ผมก็ขี้เกียจเกินไปกว่าที่จะออกไปกินข้างนอกได้ จากนั้นก็ทำงานเรื่อยเปื่อยไปจนถึงบ่าย 2 โมงก็ได้ฤกษ์ออกไปกินมื้อเที่ยง วันนี้อยากกิน ห่อฟั่น หรือราดหน้านั่นเอง กะว่าจะไปกินที่ Bugis แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าเจ๊แกจะเปิดร้านในวันอาทิตย์รึเปล่า เลยเดินหันหลังกลับไปกินที่ศูนย์อาหารใกล้บ้านดีกว่า ดีเหมือนกัน จะได้ดูว่าเจ้าที่ขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อยังอยู่ไหม ปรากฏว่าดีใจหาย เพราะว่าวันนี้เขาเปิดร้าน เลยไม่กินมันแล้ว ห่อฟั่น ผมสั่งซุปเนื้อมากินกับข้าวสวย อร่อยเหาะไปเลย ที่นี่เขาไม่มีมะนาวนะครับ กับข้าวที่จะเติมน้ำเปรี้ยวนั้น เขาจะให้ส้มจุกลูกเล็กๆมาแทน ดังนั้นรสชาติก็จะออกไปทางหวานๆเปรี้ยวๆ อร่อยไปอีกอย่าง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>                ดีใจครับดีใจ ได้กินซุปเนื้อ meat lover อย่างผมเห็นเนื้ออร่อย เนื้อกลิ่นหอมที่ไหน ก็จะต้องตามไปกินครับ ดีใจต่อมาก็คือร้านนี้ยังไม่เจ๊ง ดีจริงๆ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> กลับห้องพักก็คงจะเดาออกนะครับว่าผมทำอะไรต่อไป คำตอบก็คือนอนเล่นต่อจนอืด ถูกต้องแล้วครับ ผมตื่นขึ้นมาอีกทีก็ 5 โมงกว่า โทรคุยกับเท้งว่าจะกินข้าวกันที่ไหน เขาบอกว่าตอนนี้อยู่กับญาติที่ Plaza Singapura ผมเลยไปแจมด้วย ได้รู้จักเพื่อนใหม่อีกคน เขาชื่อ William ครับ แต่เห็นเท้งเรียกเขาว่า ฮั้ว เราก็เดินเล่นกันในห้างแล้วแวะกินมื้อเย็นกันร้าน Pastamannia อาหารอิตาเลี่ยนที่เลี่ยนได้ถึงใจ เพราะเผลอไปสั่งข้าวราดแกง ฮ่า ฮ่า ข้าวราดแกงอิตาเลี่ยน น้ำแกงเขาคือชี้สแล้วอบ ให้ตายเถอะโรบิ้น ผมอยากตายครับ กินข้าววกับชี้สอบ ต่อด้วยพิซ่าฮาวายเอี้ยนแป้งกรอบ อันนี้ค่อนเข้าท่าหน่อย รอดตายไปอีกมื้อจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                 กินกันเสร็จเราก็แยกย้ายจากฮั้ว ผมกับเท้งอยากเดินเล่นก่อน ผมแนะว่าเราน่าจะเดินไปที่ตึกทุเรียนกันนะ เท้งเห็นด้วย ว่าแล้วก็ออกเดินกัน ผมว่ามันน่าจะอยู่ใกล้ๆ เพราะเห็นตึกโรงแรม Carlton อยู่ไม่ไกล ระหว่างทางเราเดินผ่านพิพิธภัณฑ์เลยอดใจไม่ได้ เดินเข้าไปกันเลยครับ เขาบอกว่าที่นี่ปิด 2 ทุ่ม เรายังมีเวลาเหลือเฟือจึงเข้าไปชม ตัวอาคารเป็นตึกแบบยุโรปอายุ 120-150 ปีแล้วครับ แต่ภายในโอ่งโถง สะอาดสะอ้าน ตัวพิพิธภัณฑ์อยู่ชั้น 2 แบ่งเป็นห้องต่างๆ ดูไปก็งั้นๆครับ เกือบจะเบื่อแล้ว เข้าห้องสุดท้ายเป็นเรื่องราวของของกินที่นี่ ผมตัดสินใจสวมหูฟัง กดหน้าจอ touch screen ของทีวีแล้วรับฟังเรื่องราว พลันก็เกิดความปีติ เพราะเขาบรรยายประกอบกับการใช้เสียงเพลงที่ไพเราะมาก ผมได้ทราบว่าก๋วยเตี๋ยวที่กินที่ Wisma Atria นั้นเรียกว่า Char Kuay Taew ได้ทราบว่า Bugis เป็นศูนย์อาหารแห่งแรกของสิงคโปร์ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะว่า สมัยก่อนร้านอาหารอยู่กระจัดกระจายโดยเฉพาะริมแม่น้ำสิงคโปร์ ต่อมารัฐบาลต้องการรักษาความสะอาดของแม่น้ำ จึงึงจัดให้มีศูนย์อาหารขึ้น ทราบที่มาที่ไปของ Nasi Lamak เรื่องราวของ บะกุ๊ดเต๋และข้าวมันไก่ไหหลำ และก็ได้รู้อีกอย่างว่าของเดิมเขากินกับข้าวปั้นเหมือนที่ผมกินข้างที่พักที่นี่เลย ยืนฟังจนอิ่มครับ อิ่มใจจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                 ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็มืดแล้ว เราเดินต่อไป กะว่าจะไปที่ตึกทุเรียน แต่ก็ต้องมาแวะที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโบสถ์ที่แปลกมากเพราะตัวโบสถ์เล็กนิดเดียวแต่ข้างๆในอาณาเขตรั้วเดียวกันเป็นผับและบาร์ทั้งหมด ที่นี่มีชื่อว่า Chijmes (ไม่รู้ว่าจะออกเสียงว่าอย่างไรดี) ตั้งอยู่ที่ถนนวิกตอเรีย คืนนี้มีงานเลี้ยงแต่งงานในโบสถ์ ผมและเท้งเดินไปดูตามผับต่างๆ น่าสนใจมาก เพราะคืนนี้จะมีการแสดงแจ๊สเวลาประมาณ 1 ทุ่ม แต่ผมไม่รอดู เพราะไม่งั้นเดี๋ยวจะได้กินเบียร์หรือไวน์อีกแน่ๆ ฮา คิดดูก็พิลึกนะครับ เพราะว่าผับและบาร์อยู่ในเขตโบสถ์ นี่ถ้าบ้านเราไปตั้งร้านแบบนี้ในวัดล่ะก็ คงจะดูไม่จืดเชียว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                 ในช่วงเวลาเดียวกันครูหาญก็โทรเข้ามาหา บอกว่าพรุ่งนี้จะมีผ่าตัดราว 8.30 น. ซึ่งเป็นคนไข้ของเรจินา ท่านให้ผมกับเธอเริ่ม case ไปก่อน สุดยอดไหมครับครูผม ผ่าตัดได้ทู๊กวัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                 ผมแยกย้ายกับเท้งราวทุ่มหนึ่ง ผมเลือกที่จะเดินกลับบ้าน ว่าจะลองดูเพราะคิดว่าไม่ไกล จริงๆอยากจะลองเดินมานานแล้ว ตอนนี้อากาศกำลังดี มืด ลมเย็น รถไม่มากนัก เหงื่อพอซึมก็ถึงบ้านแล้วครับ จบไปอีกวัน สิงคโปร์