
จากข่าวการประท้วงของพระพม่าซึ่งเป็นข่าวใหญ่ของภูมิภาคและของโลก......
ผมคิดว่า สังคมในในโลก ที่ต่างมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมเป็นของตัวเองมายาวนาน ซึ่งก็แบ่งตามลักษณะต่างๆ ทั้งการเมือง การพัฒนา การค้าฯลฯ เช่นประเทศพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา และด้อยพัฒนา หรือ ประชาธิบปไตย เผด็จการ สังคมนิยม ......
เหล่านี้ ในความเป็นจริงคือสังคมเดียวกัน คือสังคมมนุษย์บนโลกใบเดียวกัน ที่เชื่อมโยงกันหมด เกิดอะไรขึ้นก็กระทบกันหมด.......
เป็นที่น่าเสียดายว่า กาลเวลาที่ผ่านมา กลายเป็นว่า ต่างคนต่างพัฒนาเพื่อประโยชน์ของสังคมของตน จนลืมส่วนรวมของโลกทั้งใบไปหมด ปัญหาต่างๆ จึงเกิดตามมาไม่มีสิ้นสุด จนสุดท้ายปัญหาโลกร้อน
ทำไมจึงมีสังคมที่จนที่สุดอยู่ในโลกเคียงข้างสังคมที่ฟุ้งเฟ้อที่สุด ทำไมจึงมีคนที่อดอยากเคียงข้างผู้ที่กินเกินพอดี ทำไมมีความไม่รู้เคียงข้างคนที่รู้มาก..........
ถ้ามนุษย์ไม่แบ่งว่านี่สังคมของฉัน นั่นสังคมของเธอ สิ่งใดที่เธอทำ ไม่เกี่ยวกับฉัน สิ่งใดที่ฉันทำ ใครก็อย่ามายุ่ง...........ถ้ามนุษย์ชาติเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งก็จะเกิดความแตกแยก ขัดแย้งและนำไปสุ่การทำลายล้างกันเพียงเพราะคำว่าของฉัน กับของเธอ
ผมนึกเสมอว่า ความรู้ที่จะนำมาพัฒนาสังคมพื้นฐานของประเทศหนึ่งนั้น เป็นประโยชน์กับคนในทุกสังคมของโลก โดยเฉพาะสังคมที่ยากจน ยิ่งต้องการความรู้เหล่านี้ไปพัฒนา แต่เนื่องจากมีความเป็นของฉัน มีเรื่องลิขสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกอย่างจึงกลายเป้นเรื่องผลประโยชน์เสียหมด
เราไม่อยากเห็นแอฟริกาเจริญขึ้นหรือ เพราะอะไร.....
เราไม่อยากเห็นคนจนในไทย ในอินเดีย หรือในโลกหมดไปหรือ เพราะอะไร.....
เราไม่อยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ของโลกรวมทั้ง 3 จังหวัดภาตใต้ของประเทศเราด้วยหรือ เพราะอะไร.....
เราไม่อยากเห็นคนไทยเป็นประเทศที่เจริญ และอยู่ดีมีสุขในสังคมโลกหรือ.........เพราะอะไร.....ฯลฯ
ถ้ามนุษย์มีความคิดที่จะเผื่อแผ่ แบ่งปันกันในทุกเรื่อง ไม่หวงกันเอง โลกก็จะน่าอยู่กว่านี้........
ถ้ามีคนที่ใช้อำนาจ รวมถึงทางการทูตเพื่อสังคมที่สงบสุขในโลกใบเดียวนี้ ก็น่าจะดีครับ
ก็แค่รำพันมา ณ บ่ายของวันพุธที่ 26 กันยายน 2550 จากนิวเดลีครับ
นะมัสเต้
ปล.ขออภัยด้วยครับ ภาพวาดสีน้ำข้างบน วาดไว้นานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ยังทำ watermark ไม่เป็น
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2546
" คุณธรรมข้อหนึ่งที่ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ในจิตใจของคนไทยก็คือ การให้ ไม่ว่าจะให้สิ่งใดแก่ผู้อื่น โดยสถานใดก็ตาม เป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องประสานไมตรีอย่างสำคัญระหว่างบุคคลกับบุคคล และทำให้สังคมมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ด้วยสามัคคีธรรม "
" ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นชาวไทยมีความสุขถ้วนหน้าด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตาต่อกัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัย ไม่ถือโทษ โกธรเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์และจริงใจ "
ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน
ทรงเป็นกษัตริย์ของโลกด้วย
สวัสดีค่ะ
ก็เพราะคนไม่เคยถามตัวเองเหมือนที่เขียนไว้ หรือเคยถามแต่ไม่เคยตอบ ตอบไม่ได้เพราะรู้สึกวาทุกอย่างไกลตัวเกินไป หากจะเริ่มถามตัวเองก่อนว่า อะไรคือพอสำหรับตน ตอบได้เมื่อไหร่ก็จะพบความสุข เหมือนกับที่พ่อหลวงของเราท่านตรัสไว้ว่า ความพอเพียง วัดได้ ที่มีความสุข
คนที่มีความสุขคือคนที่เริ่มจะมองผู้อื่นอย่างเห็นใจ อยากให้ และเริ่มให้ค่ะ
ผมเชื่อว่าความสุขอยู่ที่ความพอดี ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่พอที่เท่าไรขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ไม่ใช่ตัวเองเป็นตัวตั้ง ถ้าเอาตัวเองเป็นตัวตั้งก็จะเกิด อัตตา แล้วจะดูแคลนหรืออิจฉาผู้อื่น ซึ่งความขัดแย้งจะตามมาในที่สุด
จริงทีเดียวครับ ถ้าไม่เริ่มจะไม่มีวันรู้ครับและเมื่อรู้แล้ว ก็จะหาระดับความพอดีที่เหมาะสมกับตนเองครับ
ตัวหนังสือคงเล็กไป ขอโพสต์ใหม่ครับว่า
จริงทีเดียวครับ ถ้าไม่เริ่มจะไม่มีวันรู้ครับ และเมื่อรู้แล้ว ก็จะหาระดับความพอดีที่เหมาะสมกับตัวเองครับ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็น
สวัสดีเจ้าค่ะ คุณลุง
แวะมาอ่านแล้วทำให้รู้สึกว่า....เหมือนโลกกำลังจะแตก เพราะน้ำมือ และจิตใจของมนุษย์.....คิคิ......เราต้อง " รู้ รักสามัคคี รู้ รักษาสามัคคี " ใช่ไหมค่ะ
เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ---------> น้องจิ ^_^