บ้านทรายทอง(๒)

เรื่องของมรดกที่วุ่นวายกับเรื่องของความอยากมีอยากเป็นอยากได้

บ้านทรายทอง(ภาคสอง)

                             อัยการชาวเกาะ             คราวที่แล้วเราคุยกันว่าเรื่องบ้านทรายทองไม่มีการทำพินัยกรรม เมื่อไม่มีการทำพินัยกรรม การแบ่งทรัพย์มรดกก็ต้องแบ่งไปตามที่กฎหมายกำหนด  ก็ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า ถ้าไม่มีการทำพินัยกรรมเราต้องมาดูว่าทายาทคนไหนถึงมีสิทธิได้รับมรดก เพราะกฎหมายเขาบัญญัติว่า ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๖๓๐ วรรค ๒ แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ    

         () ผู้สืบสันดาน  

         ()บิดามารดา

         () พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน  

         () พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน  

         () ปู่ ย่า ตา ยาย  

         () ลุง ป้า น้า อา  

           คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา ๑๖๓๕

            กฎหมายเขาบอกว่ามีหกลำดับนี้เท่านั้นที่จะมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย และหากทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกยังไม่ตายหรือตายแต่มีผู้รับมรดกแทนที่ไม่ขาดสายแล้ว ทายาทลำดับต่อไปก็จะไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย แต่ไม่เกี่ยวกับทายาทลำดับ ๑ กับ ๒ นะครับ คือหมายถึงว่า ถ้าลำดับ ๑ ยังมีชีวิตหรือตายไปแล้วแต่มีผู้สืบสันดานต่อเนื่องกันไปไม่ขาดสาย และลำดับ ๒ ก็ยังมีชีวิต ก็ให้ได้รับมรดกด้วยกันคนละส่วนเท่ากัน แต่ถ้าลำดับ ๑ ไม่มีชีวิตและไม่มีทายาทสืบเนื่องกันไป ทายาทลำดับ ๒ ก็ได้ไปทั้งหมด ทายาทลำดับ ๓,,,๖ ก็ไม่ได้รับ ถ้าทายาทลำดับ ๑,๒ ไม่มีชีวิตอยู่เลย คนที่มีสิทธิได้รับคือทายาทลำดับ ๓ ส่วนทายาทลำดับ ๔,,๖ ก็ไม่ได้รับ เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนก็ขอยกตัวอย่างให้ดูง่ายๆอย่างนี้ครับ

            ทุเรียน กับ ลำไย มีบุตร ๓ คน ชื่อ มังคุด ลิ้นจี่ และลองกอง มังคุดยังเป็นโสด ส่วนลิ้นจี่ได้จดทะเบียนสมรสกับชมพู่ มีบุตรด้วยกัน ๒ คน ชื่อ น้อยหน่า กับส้มโอ  ส่วนลองกองอยู่กินกับมะม่วงโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสแล้วเลิกรากัน และมีบุตร ๑ คน คือมะไฟ  ปี ๒๕๔๒ ทุเรียน ถึงแก่ความตาย  ต่อมาเดือนพฤษภาคม ปีเดียวกัน ลิ้นจี่เดินทางไปค้าขายที่ต่างจังหวัดแล้วประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย  ระหว่างงานศพของลิ้นจี่ลองกองเกิดเป็นลมตายขึ้นมาอีกคน เนื่องจากลิ้นจี่ทำการค้าจึงมีทรัพย์มรดกคือบ้านพร้อมที่ดิน ๑ หลังราคา ๓ ล้านบาท สวนผลไม้ ๕๐ ไร่ ราคา ๕ ล้านบาทซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ลิ้นจี่มีก่อนสมรสกับชมพู่ ถามว่าใครบ้างที่จะได้ทรัพย์มรดก

            เมื่อพิจารณาแล้ว ทุเรียนตายไปก่อนลิ้นจี่ ดังนั้นคนที่มีสิทธิได้รับมรดกคือ น้อยหน่ากับส้มโอ (ทายาทลำดับ๑) ลำไย(ทายาทลำดับ ๒) ส่วนชมพู่ ก็มีสิทธิได้รับมรดกเทียบเท่าทายาทชั้นบุตร โดยได้คนละ ๑ ส่วนเท่ากัน คือได้กันคนละ ๒ ล้านบาท ส่วนคนอื่นไม่ได้รับ

            คราวนี้มาเปลี่ยนข้อเท็จจริงว่าทุเรียนกับลำไยตายไปก่อนแล้ว คนที่มีสิทธิได้รับมรดก ก็คือ น้อยหน่า กับส้มโอ และ ชมพู่ ได้คนละส่วนเท่ากัน คือได้กันคนละ ๒ ล้าน ๖ แสนเศษ

            เปลี่ยนข้อเท็จจริงใหม่อีกทีว่าทุเรียนกับลำใยตายก่อน ลิ้นจี่ยังไม่ได้แต่งงานและไม่มีลูกกับใคร แต่ทรัพย์มรดกยังมีเหมือนเดิม ใครจะได้ทรัพย์มรดกนี้ไปครอง แอ่นแอ๊น

            วินิจฉัยได้ว่า เมื่อทุเรียนกับลำใยตายแล้ว ทายาทลำดับ ๒ จึงไม่มี ทายาทลำดับ ๑ ก็ไม่มี ต้องมาดูที่ลำดับ ๓ คือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ก็คือมังคุด กับ ลองกอง แต่ลองกองเป็นลมตายในงานศพ กฎหมายบอกว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท แสดงว่าก่อนที่ลองกองตายนั้น ลองกองได้สิทธิรับมรดกของลิ้นจี่แล้วคนละหนึ่งส่วนกับมังคุด เมื่อลองกองตาย ลองกองก็มีมรดกคือสิทธิในการรับมรดกจากมรดกของลิ้นจี่ คนที่มีสิทธิได้รับมรดกของลองกอง(ซึ่งก็คือมรดกของลิ้นจี่)ก็คือมะไฟ ผู้เป็นบุตรนั่นเอง

            ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงใหม่อีกทีว่า มรดกที่ว่าเป็นบ้านและสวนนั้นเป็นของทุเรียน ผู้เป็นพ่อล่ะ ก็ต้องมาดูว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างที่ทุเรียนกับลำใยอยู่กินกันฉันสามีภริยาหรือไม่ ถ้าเป็นก็ต้องแบ่งเป็นสินสมรสของลำใยครึ่งหนึ่งก่อน ที่เหลือจึงตกเป็นมรดก มรดกจาก ๘ ล้าน ก็จะเหลือ ๔ ล้าน ใน ๔ ล้านนี้ ลำใยในฐานะคู่สมรสก็จะมีสิทธิ ๑ ส่วนด้วย ดังนั้น คนที่มีสิทธิได้รับมรดกในกรณีนี้ คือ ลำไย,มังคุด,ลิ้นจี่ และ ลองกอง ได้คนละ ๑ ล้าน แต่ลิ้นจี่เกิดตายในขณะที่ยังไม่ได้แบ่งทรัพย์มรดกของทุเรียน คนที่มีสิทธิเข้ารับมรดกแทนก็คือ น้อยหน่ากับส้มโอ แต่สองคนนี้ เข้ารับแทนที่ตามสิทธิของลิ้นจี่ คือ ๑ ล้าน  ถึงแม้จะมีสองคนก็ได้ ๑ ล้าน ในส่วนแบ่งของเด็กสองคนนี้ ก็จะได้คนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนลองกองก็วินิจฉัยเหมือนกัน เมื่อลองกองตายมะไฟก็เข้ารับมรดกแทน แต่มะไฟได้ ๑ ล้าน ตามสิทธิที่แม่ได้รับ

            คราวนี้คงเข้าใจชัดเจนขึ้นนะครับ ว้า...มันยาวเกิน เจอกันตอนสามนะครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อัยการชาวเกาะ



ความเห็น (0)