การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหา

การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหา โดยใช้สารสนเทศ  (Information Problem Solving Approach)                                       ครูบุญลักษณ์   เอี่ยมสำอางค์

การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ  มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้นข้อมูล และจัดกระทำข้อมูล ด้วยตนเอง หรือผ่านกระบวนการกลุ่ม   ผู้เรียนจะต้องมีความสามารถใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย  ตั้งแต่การค้นพบปัญหา การแก้ปัญหาโดยการสืบค้นข้อมูล  การรวบรวม การวิเคราะห์  การสังเคราะห์  ตลอดจนการนำเสนอข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยี  วิธีการเรียนแบบนี้ช่วยประหยัดเวลาการทำงาน และเหมาะสมกับโลกยุคข้อมูลข่าวสารที่ต้องการความถูกต้อง ทันสมัย และทันเวลา 

๑.ลักษณะการจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ            ๑.ผู้เรียนโดยวิธีนี้จะต้องมีความรู้เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์  การใช้อินเตอร์เน็ต  รู้จักใช้สื่อซีดีรอม  และซอฟแวร์ต่างๆ            ๒.ผู้เรียนจะทำงานด้วยความสามารถของตนเอง โดยมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก            ๓.ห้องเรียนต้องมีความพร้อมในการให้นักเรียนได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อย่างพอเพียง            ๔.ผู้เรียนต้องมีความตื่นตัวในการเรียนรู้ ฉับไวในการทำงาน สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาและนำเสนอได้อย่างเป็นระบบ

๒.ขั้นตอนการสอน            ๑.ขั้นกำหนดภาระงาน (Task Definition)                ผู้เรียนต้องกำหนดปัญหา ให้ชัดเจน  ระดมสมองเพื่อระบุสารสนเทศที่จะนำมาแก้ปัญหา  เช่นต้องใช้จดหมายอิเลกทรอนิกส์ (E-mail) ในการสอบถามข้อมูล การติดต่อสื่อสาร การค้นคว้าจาก google  และWebsite ต่างๆ            ๒.ขั้นกำหนดยุทธศาสตร์ในการค้นหาสารสนเทศ (Information Seek Strategies)               ผู้เรียนจะต้องร่วมกันวางแผนเลือกแหล่งศึกษาค้นคว้า   ประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งอ้างอิงว่า   เป็น primary source หรือ secondary source   จะเลือกแหล่งใดบ้าง และจัดลำดับความสำคัญว่าแหล่งใดดีที่สุด เช่น                        -แหล่งสารสนเทศอิเลกทรอนิกส์ เช่น อินเตอร์เน็ต     ซีดีรอมสารานุกรม                          -แหล่งเรียนรู้อื่นๆ เช่นห้องสมุด  ผู้เชี่ยวชาญ หนังสืออ้างอิง            ๓.ขั้นการสืบค้นและเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ (Location and Access)                ผู้เรียนลงมือสืบค้นตามที่ได้วางแผนไว้ในข้อ ๒ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้โดยการศึกษาด้วยตนเองจากระบบเครือข่ายของห้องสมุด ดัชนีหนังสือ ซีดีรอม แหล่งสารสนเทศจากระบบแลน (lan)ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้วิธีการใช้สารสนเทศต่างๆ เช่นรู้จักบัตรรายการ เลขหมู่หนังสือ  เพื่อค้นหาหนังสือ    รู้จักการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อการส่ง E-mail หรือใช้ CD-Rom เป็นต้น๔.ขั้นการใช้สารสนเทศ (Use  of  Information)    เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนจะได้นำข้อมูลที่ค้นพบมารวบรวมเพื่อนำมาวิเคราะห์  แยกแยะประเด็นต่างๆที่ต้องการนำเสนอ ตรวจสอบความซ้ำซ้อน ความละเอียด ความถูกต้องของข้อมูล  ผู้สอนจะต้องไม่ส่งเสริมให้ผู้เรียนdownload ข้อมูลมาprint ส่ง เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้ใดๆ  งานค้นคว้าจะมีค่าเพียงการ copy งานมาส่งเท่านั้นเอง๕.ขั้นสังเคราะห์ข้อมูล (Synthesis)    ผู้เรียนนำข้อมูลมาจัดกระทำเป็นหมวดหมู่   นำมาเขียนใหม่ด้วยสำนวนภาษาของตนเอง  ขัดเกลาสำนวน ตรวจสอบความถูกต้อง ของเรื่อง หัวข้อ ประเด็นหลัก ประเด็นรองแล้วจัดการนำเสนอข้อมูลด้วยวิธีเทคโนโลยี เช่น เพาเวอร์พอยท์ ๖.ขั้นประเมินผล (Evaluation)               สมาชิกในกลุ่มตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการนำเสนอ  การใช้คำ ความ และประโยค  ตลอดจนการสะกดการันต์  สมาชิกในกลุ่มแสดงความคิดเห็นในผลงานร่วมกันเพื่อปรับปรุงแก้ไขก่อนนำเสนอ

๓.ประโยชน์และข้อจำกัดข้อดี            ๑.เป็นการเรียนรู้ที่สนุกสนาน นักเรียนได้มีโอกาสคิด ตัดสินใจ และจัดเนื้อหาที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง            ๒.เป็นการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์กับชีวิตการเรียนอย่างแท้จริง  เป็นการจัดเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีความหมายต่อการรับรู้ มีความคงทนในการเรียนรู้            ๓.ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พึ่งพาการแก้ปัญหาด้วยตนเอง สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องรอถามครูหรือถามเพื่อน            ๔.วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับทุกรายวิชา และสามารถบูรณาการได้กับวิชาต่างๆ

ข้อจำกัด๑.ไม่เหมาะสมกับโรงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์  ๒.นักเรียนต้องมีพื้นความรู้การใช้คอมพิวเตอร์ในระดับค้นคว้าหาข้อมูลได้๓.ผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้คอมพิวเตอร์๔.ผู้สอนต้องเป็นคนฉับไว มีทักษะในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้โดยวิธีที่หลากหลาย  และมีทักษะในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลเป็นอย่างดี

๔.ข้อเสนอแนะ            ๑.การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สารสนเทศ เหมาะกับโลกยุคปัจจุบันที่มีการพัฒนาด้านข้อมูลข่าวสาร  จึงเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย มีจุดเด่นที่ช่วยพัฒนาสติปัญญาและตอบสนองความสนใจใฝ่รู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี  ผู้เรียนสามารถนำวิธีการที่ได้จากกระบวนการเรียนรู้ในชั้นเรียนไปแสวงหาความรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ  และสามารถจัดกระทำข้อมูลที่ได้มาด้วยการวิเคราะห์ ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจึงควรบันทึกขั้นตอนการทำงาน  บันทึกปัญหาการทำงาน และวิธีแก้ปัญหา เพื่อประเมินผลงานของตัวเองให้เป็นนิสัย  ผู้สอนจำเป็นต้องพัฒนาความรู้ด้านไอที เพื่อให้ก้าวทันสังคมโลก  ผู้บริหารควรสนับสนุนให้ครูได้เพิ่มพูนความรู้ด้านเทคโนโลยีต่างๆ            ๒.ควรสอนบูรณาการไปกับวิชาคอมพิวเตอร์  เพราะเป็นการนำวิชาคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้อย่างมีความหมาย  ซึ่งใช้ได้กับทุกรายวิชา   มากกว่าจะสอนวิชาคอมพิวเตอร์แยกต่างหากโดยเฉพาะ

๕.การนำไปใช้              ขอเสนอตัวอย่างการจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ ดังนี้ 

ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ           เรื่อง  ความสนุกในวัดเบญจมบพิตรชั้น    มัธยมศึกษาปีที่ ๑

จุดประสงค์การเรียนรู้ / ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง๑.สืบค้นข้อมูลที่ต้องการโดยใช้สารสนเทศต่างๆได้๒.รวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลได้๓.สามารถจัดกระทำข้อมูลที่ได้มาและนำเสนออย่างมีระบบ๔.มีทักษะในการแสวงหาความรู้และแก้ปัญหาด้วยตนเองและร่วมกับผู้อื่นโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้กิจกรรมการเรียนรู้            ๑.ขั้นกำหนดภาระงาน (Task Definition)                ครูกำหนดสถานการณ์ว่า ครูเป็นหน่วยงานหนึ่ง เจ้าของโครงการ ปลูกฝังจิตสำนึกเยาวชนไทย  มีความประสงค์จะว่าจ้างให้ผลิตสื่อแนะนำวัดสำคัญในประเทศไทย เพื่อให้เยาวชนไทยได้รู้จักวัดสำคัญ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาโดยให้บริษัทต่างๆจัดทำสื่อเรื่องวัดเบญจมบพิตร  ใช้ชื่อว่า วันวานของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย : ไปเที่ยววัดเบญจมบพิตรให้นักเรียนแบ่งกลุ่มและตั้งชื่อเป็นบริษัท  แต่ละบริษัทจะจะต้องเตรียมภาพ เรื่องราว การสืบค้นข้อมูล และวิธีการนำเสนอให้น่าสนใจ   นักเรียนอ่านบัตรคำสั่ง  เพื่อทำกิจกรรมเพื่อทำกิจกรรมตามกำหนด    ประธานกลุ่มดำเนินการประชุมเพื่อวางแผนการทำงาน   สมาชิกในกลุ่มพิจารณางานที่ได้รับมอบหมาย            ๒.ขั้นกำหนดยุทธศาสตร์ในการค้นหาสารสนเทศ (Information Seek Strategies)               ให้แต่ละกลุ่มระดมสมองเขียนโครงร่าง หัวข้อ ภาพ และเรื่อง กำหนดแหล่งสารสนเทศในการค้นหาข้อมูลทั้งในและนอกโรงเรียน  นำผลงานฉบับร่างส่งครูพิจารณา            ๓.ขั้นการสืบค้นและเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ (Location and Access)               ครูตรวจการวางแผนงานฉบับร่าง  ชี้แนะข้อบกพร่องและเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหา  ตลอดจนแนะนำแหล่งสารสนเทศในการหาข้อมูลเพิ่มเติม              ให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าจากแหล่งสารสนเทศในโรงเรียน (ในเวลาเรียน) เช่นศูนย์คอมพิวเตอร์ ห้องมัลติมีเดีย  ห้องสมุดโรงเรียน     และสังเกตการทำงานร่วมกัน๔.ขั้นการใช้สารสนเทศ (Use  of  Information)    ให้นักเรียนนำข้อมูล ภาพ เรื่อง เกี่ยวกับวัดเบญจมบพิตร ทั้งในอดีต ปัจจุบัน ที่ทุกคนหามาได้ มาตรวจสอบข้อมูลกัน และเขียนแหล่งอ้างอิงให้ถูกต้องตามระเบียบการเขียนบรรณานุกรม  นำข้อมูลมาแยกประเภทตามหัวข้อเรื่อง โดยครูช่วยแนะนำการจัดกระทำข้อมูลและการเขียนอ้างอิง (ใบความรู้)           ๕.ขั้นสังเคราะห์ (Synthesis)   นักเรียนนำข้อมูลที่ได้มาสังเคราะห์ใหม่  เช่นสมมุมติว่า ด.ญ. ก.ได้ประวัติการสร้างวัดเบญจมบพิตรมาจากแหล่งเรียนรู้ในเว็บไซด์หนึ่ง  ด.ช. ข. ได้ประวัติมาจากหนังสืออสท. เล่มล่าสุดเดือนที่แล้ว   เด็กชาย ค.ได้จากจดหมายเหตุ   นักเรียนจะต้องนำความรู้เรื่องเดียวกันจากหลายๆแหล่งมาอ่าน  สรุป  แเล้วเขียนเรียบเรียงใหม่  ให้เป็นผลงานของตนเองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์  ช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล สำนวนภาษา และวางแผนวิธีนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยี๖.ขั้นประเมินผล (Evaluation)               ให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม (บริษัท) นำเสนอผลงานการค้นคว้าโดยใช้เทคโนโลยี เช่นเพาเวอร์พอยท์  ซีดีรอม  เว็บเพจ ฯลฯ  ให้นักเรียนตัวแทนกลุ่มละ ๑ คนเป็นกรรมการ เช่นครูด้านโสตและด้านอื่นๆ มาเป็นกรรมการอีก ๓ คนเพื่อตัดสินว่า สื่อของบริษัทใดดีที่สุด            ให้นักเรียนในกลุ่ม ร่วมกันประเมินตนเองโดยพิจารณาคุณภาพงานและกระบวนการทำงานในกลุ่ม ส่งคะแนนที่ครู            ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปขั้นตอนการทำงานและการแก้ปัญหาโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  โดยครู (ผู้ว่าจ้าง-เจ้าของโครงการ) ชี้ปัญหา พร้อมทั้งเสนอแนะวิธีแก้ไขปัญหาทั้งจากโครงร่างเนื้อหา  การหาข้อมูล การนำเสนอให้ทุกคนร่วมกันแสดงข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนางานครั้งต่อไป   ให้กรรมการกล่าวติ-ชมผลงานแต่ละกลุ่ม   ครูประกาศคะแนนบริษัทที่ได้รับเลือกและมอบรางวัล1