เด็กเล็กๆเรียนรู้ด้วยการดูดซับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเขาจึงไม่รอดพ้นจากการสังเกต จดจำ และเลียนแบบอย่างแม่นยำของเขาไปได้ เด็กที่โชคดี มีโอกาสเติบโตขึ้นมาท่ามกลางโลกที่แวดล้อมไปด้วยสภาพธรรมชาติ สิ่งที่เขาสังเกตและจดจำได้ก่อนเรื่องอื่นๆก็คือรายละเอียดของสัตว์ชนิดต่างๆ ทั้งรูปลักษณ์ และชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนต้นไม้ใบหญ้านานาพันธุ์ เด็กทุกคนจึงรู้จักคุ้นเคยกับอากัปกริยาของสัตว์ชนิดต่างๆเป็นอย่างดี สามารถเลียนแบบทั้งเสียงร้อง และท่าทางได้อย่างสมจริง มีรายละเอียดต่างๆอย่างครบถ้วน เพราะสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมาได้จะเป็นสิ่งที่เขาให้ความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความรักและผูกพันกับธรรมชาติจึงเกิดขึ้นโดยไม่ต้องพร่ำ่่สอน

เพราะเขามีธรรมชาติเป็นทั้งเพื่อนและครู


การดูดซับ และ การเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว จึงเป็นการเรียนรู้ที่ลัดที่สุดที่เกิดขึ้นกับเด็กเล็ก

 

เมื่อย้อนกลับมามองเด็กที่มีชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ สิ่งที่เคลื่อนไหวไปมาได้อยู่เต็มป่าคอนกรีตไปหมดก็คือ "รถยนต์" นั่นเอง ไม่แปลกที่เด็กเมืองจะท่องชื่อรถยนต์ได้ยาวเหยียด บอกตราสัญลักษณ์ได้ครบทุกยี่ห้อตั้งแต่ยังไม่เข้าอนุบาล เพราะมีรถยนต์และท้องถนนเป็นสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้

เขาจึงมีความสนใจที่จะทำความรู้จัก และสามารถจัดจำแนกแยกแยะกลุ่มประเภทของรถยนต์ จากการสังเกตความแตกต่างของรูปลักษณ์ภายนอกได้เองได้โดยไม่ต้องพร่ำสอน

เพราะเขามีรถยนต์และท้องถนนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต


คุณครูชั้นอนุบาล ๓ ขยายความสนใจในรถยนต์ของเด็กออกไปสู่เรื่องของพลังงาน อันเป็นปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ และเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องมีส่วนร่วมในการคิดแก้ไขปัญหานี้เมื่อโตขึ้นด้วย เพราะน้ำมันคงจะหมดไปจากโลกนี้ภายในช่วงชีวิตของเขานี่เอง


เด็กๆวัย ๖ปีเติบโตพอที่จะเรียนรู้เรื่องสิ่งต่างๆรอบตัว ด้วยโครงงานพลังงานที่มีระยะเวลา ๑๐ สัปดาห์ ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ค้นคว้ามา เพื่อลงมือหาประเด็นที่เด็กๆอยากรู้เกี่ยวกับพลังงาน เมื่อได้คำถามมากมายมาแล้ว คุณครูช่วยจัดกลุ่ม คำถามจนได้หัวข้อหลักๆมา เพื่อให้หนูๆได้ตามล่าหาความจริง


คุณครู ๒ ท่านพานักเรียนรู้ตัวน้อยๆออกไปหาคำตอบจากผู้ใหญ่ในโรงเรียน แต่ละกลุ่มมีคำถามที่อยากรู้เขียนใส่ไว้ในกระดาษ แล้วแยกย้ายกันไปสอบถาม ทุกคนมีโอกาสได้แนะนำตัว ถามคำถาม แล้วให้แหล่งข้อมูลเขียนคำตอบลงในกระดาษ (เพราะหนูยังเขียนหนังสือไม่เก่ง แต่ก็มีบางคนเก่งพอที่จะอ่านคำตอบที่ได้มาได้อย่างคล่องแคล่ว น่าอัศจรรย์) นอกจากกิจกรรมนี้จะฝึกเรื่องของการหาข้อมูลแล้ว เด็กๆยังได้ฝึกมารยาท ฝึกการรอคอย ฝึกการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น


ที่สำคัญคือเด็กๆได้ดูดซับท่าที สำคัญที่ควรจะมีให้ กับการเรียนรู้ในขั้นต่อไป เพื่อที่จะเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว ว่า หนึ่งคำถาม มีได้หลายคำตอบ และคำตอบที่ได้ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ทุกคนมีโอกาสที่จะคิดต่าง เพราะความจริงในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงชุดเดียว และความแตกต่างหลากหลายนั้นให้อะไรมากมาย ถ้ารู้จักวิธีการ สกัดขุมความรู้

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับสังคมข้อมูลข่าวสารที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน