วันนี้ขอนำเรื่องที่ค่อนข้างแปลกมาเล่าสู่กันฟังครับ
อาตมาแปลกใจที่ภาษายังเป็นของฟรีอยู่ได้ในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ทุกอย่างล้วนแต่เป็นเงินเป็นทองไปหมดคงอีกไม่นานที่รัฐบาลฝือเงินชุดใดชุดหนึ่ง จะประกาศให้คำพูดเป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่ง และจัดเก็บภาษีจากการพูด
หากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว มันอาจจะเป็นความคิดที่ไม่เลวนัก ความเงียบสงบจะกลับมาเป็นสิ่งสำคัญอีกครั้ง พวกวัยรุ่นจะไม่สามารถยึดครองสายโทรศัพท์ได้นาน ๆ และคิวตรงเคาน์เตอร์คิดเงินในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็จะลื่นไหลเร็วขึ้น ชีวิตคู่จะยืนยาวขึ้น และค่สมรสหมาด ๆ ไม่มีเงินพอจะจ่ายค่าโต้แย้งกันได้
แล้วมันก็เป็นเรื่องดี ที่คนที่เรารู้จักบางคนจะได้จ่ายภาษีมากพอที่รัฐบาลจะสามารถแจกเครื่องช่วยในการได้ยิน ให้แก่คนที่หูหนวกมานานปี มันจะเป็นการเปลี่ยนภาระในการจ่ายภาษีจากผ้ที่ทำงานหนักมาเป็นผู้ที่พูดมากแทน และแน่นอนว่าในระบบภาษีที่น่าชื่นชมนี้ ผู้ที่เสียภาษีมาก ๆ ในอันดับต้น ๆ จะเป็นพวกนักการเมืองนั่นเอง ยิ่งเขาเถียงกันในสภามากเท่าใดยอดภาษีที่จะมีไว้ใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาลและการศึกษาก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ความคิดนี้ช่างดีเสียนี่กระไร
ประการสุดท้าย สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับระบบภาษีนี้ ใครหล่ะจะมีสตางค์พอที่จะโต้แย้งอย่างเอาเป็นเอาตายได้
**** คัดลอกจาก "ชวนม่วนชื่น" ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่าโดยพระอาจารย์พรหมวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าโพธิญาณและประธานทางจิตวิญญาณของพุทธสมาคมแห่งออสเตรเลียตะวันตก(พระฝรั่ง)
ส่วนตัวแล้ว
ส่วนตัวแล้ว
พี่สนิท...หนูขอโทษ มือไปโดนปุ่มบันทึกโดยบังเอิญทุกทีเยย............
ส่วนตัวแล้วคิดว่าระบบภาษี จะมีผลต่อชนชั้นกลางที่เป็นมนุษย์เงินเดือนมากๆ เราต้องเสียทุกปี แต่ไม่เป็นไร...เพื่อชาติ...แต่ที่น่าเจ็บใจ คือระบบภาษียังเข้าไปจัดเก็บพวกที่ต้องจ่ายจริงๆ ได้เท่าที่ควร ยังมีการหลบเลี่ยงภาษีตลอด ไม่ดีเลยค่ะ...อยากให้ดูแบบอย่างต่างชาติ....เห็นมั้ยคะ..เสียภาษีถูกต้อง ประเทศก็พัฒนาได้เร็ว.......