วันนี้นั่งทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง นาฬิกาที่จอโน้ตบุคก็บอกว่า เที่ยงวันแล้ว ก็เลยคิดว่า จะกลับบ้านไปเอาโทรศัพท์ดีมัย (ลืมหยิบมาเมื่อเช้าและคิดว่าวันนี้คงมีคนโทรหาเยอะแน่) แต่คิดไปคิดมา ไม่กลับดีกว่า ทำงานต่อดีกว่า ทำไปสักระยะหนึ่ง อ.มะพลี ก็มาเรียกแบบเชิญชวนว่า อาจารย์ได้เวลาละหมาดแล้ว ในใจก็ไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากแอะทำไมยังไม่เที่ยงครึ่งเลย อาจารย์จะไปมัสยิดแล้ว แต่ก็ลุกไปอาบน้ำละหมาดในห้องน้ำ จากนั้นออกมาก็ไม่เห็นอาจารย์มะพลีแล้ว เดินไปถึงหน้าตึกคณะ สายตาก็พลันเห็นศิษย์ แล้วสมองก็นึกขึ้นมาได้ว่า วันนี้วันศุกร์ (น่าตาของลูกศิษย์จะบอกได้ว่า วันนี้ไม่ใช่วันธรรมดา ฮาฮาฮา) จากนั้นก็เลยต้องรีบจ้ำอ้าว ขับมอร์เตอร์ไซด์ไปมัสยิดโสร่ง

เป็นอย่างคิดกลับ คอเต็บอ่านคุตบะห์แรกเกือบจบแล้ว แถมผมต้องนั่งนอกมัสยิด (อาบแดดตอนเที่ยงวัน) ดีที่วันนี้ไม่ร้อนมาก การนั่งตากแดดในวันนี้ทำให้คิดถึงคำพูดของผมเองเมื่อสี่ปีก่อน ที่พูดบรรยายให้ชาวบ้านฟังว่า อะไรคือผลกระทบจากการมีมหาวิทยาลัยในหมู่บ้าน และอะไรที่ชาวบ้านต้องเตรียมตัว

ประเด็นหนึ่งที่เสนอไปในครั้งนั้นคือ วันศุกร์ มัสยิดจะมีคนล้นมัสยิด ลองคิดดูว่า ถ้ามหาวิทยาลัยมีประชากรตามคาดการณ์ในปี 2010 ประมาณไว้ที่ 5000 คน สมมุติว่าในนี้สักครึ่งหนึ่งเป็นผู้ชาย มัสยิดบ้านโสร่งจะต้องรับคนละหมาดวันศุกร์ให้ได้ที่ 2500 คนเป็นอย่างน้อย ชาวบ้านจะทำอย่างไร?

(คราวนั้นที่ยกตัวอย่างนี้ขึ้นมา เพื่อแนะนำแนวคิดการทำ swot ของแผนยุทธศาสตร์ของหมู่บ้านครับ)

วันนี้เห็นภาพแนวคิดนั่นจริงๆ ครับ เพราะคนล้นมัสยิด จริงๆ ยังไม่ทันถึงปี 2010 เลย

ช่วงหลังมานี้ ผมมักจะลืมวันบ่อยๆ ครับ แต่คิดในแง่ดีว่า คงไม่ใช่อัลไซด์เมอร์นะครับ (ขอดุอาจากอัลลอฮ์ อย่าให้เป็นเลย) เหตุผลเพราะแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ งานมันมีเยอะมาก จะทั้งหมดทั้งมวลจะผูกติดกับวันและเวลา แล้วเกือบทุกงานต้องใช้สมองมาก

ตอนนี้ที่พยายามอยู่แต่ยังไม่ได้คือ พยายามใช้สมองในส่วนความจำให้มากขึ้น เพื่อฝึกให้มันแข็งแรงขึ้น กลัวเป็นอัลไซด์เมอร์ครับ แต่ยอมรับเลยว่า ไม่ค่อยจะจำอะไรแล้วครับตอนนี้

ขอไปเครียดกับงานต่อครับ กำลังปรับปรุงโครงการวิจัยอยู่