วันนี้หลังเลิกประชุมมีเวลามาเล่าต่อครับ ครั้งที่แล้วมาถึงข้อที่ 4 ขอต่อข้อที่ 5 นะครับ
5. ผลกระทบต่อภาคเกษตร ที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงนี้ได้แก่
5.1 การเปิดเสรีทางการค้า ครับ จะเห็ว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากมีการเปิดเสรีทางการค้า (FTA) กับประเทศจีน ไทยเราได้รับผลกระทบที่ชัดเจนมาก จากพืชผัก ผลไม้ เช่น หอมหัวใหญ่ ลิ้นจี่ ลำไย ลองกอง เดือดร้อนไปตามๆ กัน
5.2 พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภค ต้องการผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพมากขึ้น ต้องปลอดภัย ได้รับมาตรฐาน ซึ่งพบว่าบางครั้งสินค้าที่ส่งออกถูกตีกลับ เพราะตรวจพบสารพิษ หรือพบศัตรูพืช
5.3 การแข่งขันสูง ในอดีตเราเคยภูมิใจว่าส่งข้าวออกต่างประเทศได้มากเป็นอันดับที่ 1 ของโลก อย่าลืมว่าเวียตนาม แซงเราไปแล้ว เพียงแต่คุณภาพข้าวของเวียตนาม ยังสู้เราไม่ได้
เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่บทเรียน
6. อุปสรรคในการทำการเกษตรของประเทศไทยในวันนี้ คือเกษตรกรไทยมีรายได้ที่ไม่มั่นคงเหมือนเกษตรกรในประเทศที่เจริญแล้ว เพราะ
6.1 การเกษตรเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานเป็นส่วนใหญ่
6.2 ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ในปีเดียวกันมีทั้งฝนแล้ง น้ำท่วม
6.3 กติกา การค้าของโลก
6.4 ทรัพยากรเสื่อมโทรม
6.5 สถาบันเกษตรกรไม่เข้มแข็ง
6.6 เทคโนโลยีการผลิตทางด้านการเกษตรยังไม่ทันสมัย เกษตรกรยังใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น เทคโนโลยีด้าน GMOs ถูกต่อต้าน ในขณะที่บางประเทศมีการผลิตพืช GMOs
6.7 การประกอบอาชีพทางการเกษตรไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการเกษตรแบบพื้นบ้านเดิมๆ
7. มุมมองการเกษตรไทยในอนาคต ในมุมมองของผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร (นายไพโรจน์ ลิ้มจำรูญ)
7.1 ด้านปัจจัยการผลิต เกษตรกรจะลดการใช้สารเคมี เพื่อสนับสนุนความต้องการของตลาด และการผลิตในพื้นที่เขตชลประทานมากขึ้น
7.2 ด้านสถาบันเกษตรกร จะอาศัยสหกรณ์เข้ามามีบยบาทมากขึ้น เพราะเป็นการบริหารจัดการที่ได้ผลดีมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนด้านตัวบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร จะเป็น -Smart farmer - Smart officer และมีการสร้างนักวิจัยที่ชี่ยวชาญ
7.3 ในระบบการทำฟาร์ม จะอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น มีระบบการบริการจัดการที่เป็นระบบ
7.4 ด้านการตลาด ถ้ามองในปัจจุบันยังเป็นของผู้ซื้อ แต่ในอนาคตจะเป็นของผู้ขาย
7.5 พลังชีวภาพ จะมีการเพิ่มทางเลือกในการผลิตมากขึ้น และประเทศที่นำเข้าอาหาร จะต้องจ่ายมากขึ้น
7.6 แนวคิดในระบบการผลิต
- Green resolution
- White resolution
- blue resolution
7.7 เรื่องสุดท้ายครับ ด้านผลผลิตทางการเกษตร จะเป็น
- เกษตรอินทรีย์
- Bio Based Products
- Cellulosic Energy
ครับนี่คือเรื่องทั้งหมดที่สำหรับการมอง การเกษตรของผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตรครับ
เอนก รัตน์รองใต้ บรรยายครับ หากมีความผิดพลาดประการใด เพื่อนสมาชิก คลื่นลูกใหม่ กรุณาให้คำแนะนำด้วยนะครับ ทาง [email protected] ก็ได้ครับ
ในความเห็นส่วนตัวนะครับ
- ในเรื่องของ FTA เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงลำบากก็จริง แต่สามารถกำหนดได้ว่าจะทำเมื่อไหร่ เวลาไหนจึงจะเหมาะสม เช่น ขณะนี้ก็ข่าวจะทำกับ สหรัฐอเมริกา แต่ก็สามารถยืดเวลาได้ เมื่อพบว่าไม่เหมาะสม อาจเสียเปรียบ
- กรณี FTA กับประเทศจีน เรามองว่าจีนเป็นประเทศใหญ่ ประชากรมาก คาดว่าจะสามารถส่งออกผลผลิตทางการเกษตรได้มาก แต่ปรากฎว่าจีน ค่าแรงถูก ปัจจัยการผลิตใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น ต้นทุนต่ำ ไทยถูกตีตลาดมากกว่า
FTA เกิดขึ้นเนื่องจากกลไกของ WTO ที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วทันใจ หลายประเทศจึงหันมาจับมือกันทำ FTA โดยประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง USA, UK, EU รวมทั้งจีนและญี่ปุ่น ต่างอาศัยความได้เปรียบ และอ้างตามทฤษฎีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ที่กล่าวว่า...แต่ละประเทศมีทรัพยากรและศักยภาพในการผลิตไม่เท่ากัน จึงควรผลิตในสิ่งที่ตนเองถนัดและนำมาแลกเปลี่ยนกัน โดยต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ (win-win situation) แต่ในความเป็นจริงประเทศด้อย+กำลังพัฒนา มักจะเสียเปรียบอยู่เสมอ
การทำ FTA ที่ผ่านมา ทำแบบรวบรัด ไม่เปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้ก็เพราะ...รัฐบาลต่างมีส่วนได้เสียกับผลประโยชน์ หากลงนามในสัญญาไปแล้วก็จะมีผลบังคับใช้ไปอีก 5-10 ปี แม้ว่าจะไม่ได้เป็นรัฐบาลอีกต่อไป
ตัวอย่างเห็นได้จากการทำ FTA กับออสเตรเลีย ผลประโยชน์ตกอยู่ที่กลุ่มทุนค้าเหล็ก,รถยนต์ FTA กับจีน ผลประโยชน์ที่ CP เป็นต้น
ขอบพระคุณ คุณทานตะวันครับที่แวะมาเยี่ยม
ที่สำคัญ ข้อมูลเกี่ยวกับ FTA ที่ท่านได้เพิ่มเติมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ
และเราจะแวะไปเยี่ยมท่านบ้างนะครับ
ขอบคุณชาวนิวเวฟ1 ชุมชนเรากระเพื่อมแล้ว ดีมีประโยชน์มากครับ