ช่วงกลางคืน มีเรื่องราวหลากหลาย แว่วเข้ามากระทบโสตประสาทหลายเรื่อง อาจไม่เกี่ยวกับเราแต่ก็ได้รับรู้และเรียนรู้ร่วมไปด้วยเกิดความคิดหลากหลายขึ้นมา...แต่ก็ยังคิดว่าเป็นโชคดีที่มีโอกาสได้เห็น “นาฎกรรมชีวิต” เหล่านี้ เป็นละครที่ชมแล้วย้อนมากลับดูตนเอง

ช่างวุ่นวายและเรื้อรังไม่จบสิ้น เพราะ รากแก้วชีวิตที่ไม่มั่นคง สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจที่ถือว่าเป็นคุณธรรมนั้นไม่เพียงพอ ปัญญาลดถอย อวิชชาครอบงำ ปัญหาจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางจิตใจที่ร้อนรน ไม่มีจุดสุข
อยู่ด้วยกันไม่รักกัน ทำลายกัน อิจฉากัน แบกอัตตาที่หนักอึ้ง พร้อมสวมหน้ากากเข้าหากัน มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด...สติไม่มา ปัญญาไม่เกิด สังคมทำงานที่จอมปลอมเป็นสังคมเล็กๆ ที่กำลังลุกลามเข้าสู่สังคมใหญ่ๆ ซึ่งตอนนี้วิกฤติไม่แพ้กัน
ทางรอดก็คือ “คุณคนเดียว” ยึดหลัก “การครองตน” เป็นศาสตร์และศิลปะเพื่อการ เป็น อยู่ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ลึกซึ้ง กว้างขวาง ละเอียดอ่อน ยกระดับชีวิตตนเองด้วยปัญญา ไม่ใช่ความรู้และความถือดีที่นำมาฟาดฟัน ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย มีแต่เสียหายทั้งสองฝ่าย
“อวิชชา” จึงเป็นเหมือนหลุมพรางที่ขุดดักตัวเองไว้ทุกครั้งที่เผลอใจให้ครอบงำ ...หากหลุมนั้นกว้างเท่าที่เคยกว้าง ให้ข้ามผ่านมันด้วยพลังของปัญญา...และเมื่อผ่านไปแล้วให้หันกลับมามอง คิดต่อว่า “โชคดีที่ได้ข้ามผ่านมาได้” และให้สัญญากับตนเองว่าจะต้องผ่านมันให้ได้ทุกครั้ง
“ชีวิตงาม” หากเรารู้จักการครองตน เหมือนกับว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราตามภาระงานที่สมบูรณ์ ฉลาดในการใช้ชีวิต รู้จักผ่อน รู้จักเบา การทำงานก็เหมือนการปฏิบัติธรรม หากมีเพียรที่บริสุทธิ์ ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ที่เหมาะสม ...ปัญหาก็ใช้ปัญญาในการขบคิดแก้ไข บนพื้นฐานของจิตใจที่ดีงาม เป็นกุศลเอื้ออาทรเห็นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม
ฉลาดในการใช้ชีวิต รู้จักผ่อน รู้จักเบา
รถดี...เบรคต้องดีด้วยค่ะ...(รถดี..เบรคดี..แล้วคนล่ะ..ดีพอป่ะ)
"นิพพานัง ปรมังสุขขัง....นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งแล้วค่ะ"
ต้อมมักจะบอกกับตัวเองเสมอ ว่า ให้คิดดี ทำดี พูดดี ค่ะ ^_^
สวัสดีค่ะคุณเอก ได้แง่คิดที่ดีมากทีเดียว จะนำไปเชื่อมต่อกับชีวิตประจำวันนะคะ
สวัสดีครับ คุณtuk-a-toon
ผมได้รับรู้เรื่องราวจากองค์กรหนึ่ง ที่วุ่นวายเพราะเหตุเพียงเล็กๆ...น้ำผึ้งหยดเดียว
แต่ปัจจัยอันประกอบกันหลายอย่างทำให้เกิดเหตุขัดแย้งกัน ไม่จบไม่สิ้น
ก็ดีครับ ได้เรียนรู้ ทุกคนที่บาดเจ็บก็ได้เรียนรู้ ...
ความคิดของเราจึงสำคัญมาก
เราคงต้องตรวจสอบความคิด ความเห็นของเรา
เรากำลังคิดและเห็นอย่างไร
เรากำลังเห็นกงจักร เป็น ดอกบัว หรือเห็นดอกบัวเป็นกงจักร
เรากำลังถูกครอบงำด้วยความคิดที่เป็น "มิจฉาทิฎฐิ" หรือ "สัมมาทิฏฐิ"
หากเป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว เราจะทำอย่างไร เราจะปรับความคิดเราอย่างไร ต้องทำอย่างไร??
เหล่านี้เป็นคำถามให้ตนเองได้คิดครับ
ปรับเปลี่ยนตนเองให้รู้เท่าทัน มีปัญญา มีความคิด ความเห็นใหม่ ให้ไหลเข้าสู่การเรียนรู้ที่มีปัญญา เป็นเป้าหมาย มีสันติสุข แห่งชีวิต
ผมอาจเขียนไปบ่นไปนะครับ ...รู้สึกเป็นห่วงมิตรหลายท่านที่อยู่ในวงวนขัดแย้งนั่น
สวัสดีครับ คุณครูครับ
รถดี เบรคไม่ดีก็แย่เลย ในช่วงรถเยอะ เบรคไม่ดีก็จะไปจูบเขาง่าย เสียอารมณ์ทั้งเราและคนอื่น เสียหายทั้งสองฝ่าย
ดูท่าทางคุณครูดูอารมณ์ดีมากๆเลยนะครับ
ขอบคุณครับ ที่ติดตามบันทึกผมบ่อยๆ อย่าหายไปไหนนะครับ
ที่คุณต้อม
บอกนั้นเป็นคาถาประจำตัวผมเลยครับ
"คิดดี ทำดี พูดดี" และเพิ่มอีกหน่อย คือ "ขันติ" ครับ
มีขันแตกบ้างประปราย อิอิ
สวัสดีครับคุณอาริยา ครับ
ยินดีต้อนรับมิตรใหม่ด้วยความอบอุ่นของความรู้และมิตรภาพใน gotoknow ครับ
ติดตามกันเสมอๆนะครับ...
ผมตามไปอ่านบันทึกคุณแล้วครับ น่าสนใจมาก ให้กำลังใจในการเขียนครับผม
สวัสดีครับ คุณ นารี
ที่จั่วหัวว่าเพราะคุณคนเดียว ก็คือ วิธีคิดของเราเอง คือตัวเราที่ต้องพัฒนายกระดับจิตใจครับ
ทำงานกับ "คน" ต้องต้องเข้าใจกัน เรียนรู้กัน หลากหลายดีครับผม
รักกันไว้เถิด
….เป็นแง่คิดที่ดีมากๆหากทุกๆคนในสังคมจะรู้จักการครองตนเช่นนั้น แต่นั่นก็อาจเปรียบเหมือนชีวิตในสังคมอุดมคติ ซึ่งบ่อยครั้งนักที่เราพบว่า โลกแห่งความเป็นจริงนั้นไม่ได้งดงามตามอุดมคติ อีกทั้งยังไม่อาจคงอยู่ในสภาวะเดิมได้เป็นเวลานาน เราอาจไม่สามารถคาดหวังสิ่งที่เหนือกว่าปรากฏการณ์ชีวิตธรรมดาของคนธรรมดาในสังคมธรรมดาหนึ่งๆ ซึ่งโดยธรรมชาติของสิ่งเหล่านั้นมันเต็มไปด้วยกิเลสปัญหาและความขัดแย้งต่างๆมากมาย หากมีสติเพียงพอเราอาจตระหนักได้ว่า สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้คือจิตใจตนเอง และในขณะที่ใจเราเต็มไปด้วยความหวังว่าสังคมจะตั้งอยู่บนพื้นฐานอันดีงาม เราก็อาจทำได้เพียงแค่พยายามขัดเกลาตนเอง ครองตนของเราเองให้ดีและมีสติ และนั่นอาจหมายถึงการให้อภัยกับจิตใจที่ยังหยาบกระด้างเกินไปของใครบางคน อีกด้วย…
แวะมาเยี่ยมอีกรอบค่ะ
เอ..Font เราทำไมมันใหญ่บะเหลอบะเต๋อแบบนั้นล่ะ