km

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ KM การจัดการความรู้
(Knowledge Management-KM)
          การจัดการความรู้ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า KM คือ เครื่องมือเพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กร ไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้           ดังนั้นการจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิดเอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียง เพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้เท่านั้นเอง แรงจูงใจในการริเริ่มการจัดการความรู้       แรงจูงใจแท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งานคน และองค์กรเป็นเงื่อนไข สำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ แรงจูงใจเทียมต่อการดำเนินการจัดการความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ เป็นต้น เหตุที่นำไปสู่การทำการจัดการความรู้แบบเทียม และนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด เช่น ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด กล่าวคือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ หรือทำเพื่อชื่อเสียง ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรดูดี หรือมาจากความต้องการผลงานของหน่วยย่อยภายในองค์กร เช่น หน่วยพัฒนาบุคลากร (HRD) หน่วยสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) หรือหน่วยพัฒนาองค์กร (OD) ต้องการใช้การจัดการความรู้ในการสร้างความเด่น หรือสร้างผลงานของตน หรืออาจมาจากคนเพียงไม่กี่คน ที่ชอบของเล่นใหม่ๆ ชอบกิจกรรมที่ดูทันสมัย เป็นแฟชั่น แต่ไม่เข้าใจความหมายและวิธีการดำเนินการจัดการความรู้อย่างแท้จริง ประเภทความรู้
ความรู้อาจแบ่งใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ
<ol>

  • ความรู่เด่นชัด (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร หรือวิชาการ อยู่ในตำรา คู่มือปฏิบัติงาน
  • ความรู่ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในตัวคน เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน เป็นภูมิปัญญา
  • </ol>โดยที่ความรู้ทั้ง ๒ ประเภทนี้มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน
    การจัดการ “ความรู้เด่นชัด” จะเน้นไปที่การเข้าถึงแหล่งความรู้ ตรวจสอบ และตีความได้เมื่อนำไปใช้แล้วเกิดความรู้ใหม่ ก็นำมาสรุปไว้ เพื่อใช้อ้างอิง หรือให้ผู้อื่นเข้าถึงได้ต่อไป (ดูวงจรทางซ้ายในรูป) ส่วนการจัดการความรู้ซ่อนเร้น” นั้น จะเน้นไปที่การจัดเวทีเพื่อให้มีการแบ่งปันความรู้ที่อยู่ในตัวผู้ปฏิบัติงานได้ต่อไป (ดูวงจรทางขวาในรูป)
    ในชีวิตจริง ความรู้ 2 ประเภทนี้จะเปลี่ยนสถานภาพ สลับปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลาบางครั้งTacit ก็ออกมาเป็น Explicit และบางครั้ง Explicit ก็เปลี่ยนไปเป็น Tacit
            โมเดลปลาทู” เป็นโมเดลอย่างง่าย ของ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ที่เปรียบการจัดการความรู้ เหมือนกับปลาทู หนึ่งตัวที่มี 3 ส่วน คือ
    1. ส่วน “ หัวปลา “ (Knowledge Vision-KV) หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือ ทิศทางของการจัดการ ความรู้ โดยก่อนที่จะทำจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ว่า “ เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร ?” โดยหัวปลา “ นี้จะต้องเป็นของ “ คุณกิจ” หรือ ผู้ดำเนินกิจกรรม KM ทั้งหมดโดยมีคุณเอื้อ” และ “คุณอำนวย” คอยช่วยเหลือ 2. ส่วน “ตัวปลา” ( Knowledge Sharing-KS) หมายถึง ส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ซึ่ง “คุณอำนวย” จะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้ “คุณกิจ” มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้นที่มีอยู่ในตัว “ คุณกิจ” พร้อมอำนวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้
    และเกิดนวัตกรรม
    3. ส่วน “หางปลา” (Knowledge Assets-KA) เป็นส่วนของ “ คลังความรู้” หรือ “ ขุมความรู้” ที่ได้จากการเก็บสะสม” เกร็ดความรู้” ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ตัวปลา” ซึ่งเราอาจเก็บส่วนของ “ หางปลา” นี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ICT ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ พร้อมยกระดับต่อไป คนสำคัญที่ดำเนินการจัดการความรู้1. ผู้บริหารสูงสุด ( CEO) จัดได้ว่าโชคดีที่สุด” สำหรับวงการจัดการความรู้ถ้าผู้บริหารสูงสุดเป็นแชมเปี้ยน (เห็นคุณค่า และดำเนินการผลักดัน KM) เรื่องที่ว่ายากทั้งหลายก็ง่ายขึ้น ผู้บริหารสูงสุดควรเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมจัดการความรู้ โดยกำหนดตัวบุคคลที่จะทำหน้าที่ “ คุณเอื้อ (ระบบ)” ของ KM ซึ่งควรเป็นผู้บริหารระดับสูง เช่น รองอธิบดี, รองผู้อำนวยการใหญ่ (Vice President) 2. คุณเอื้อ (Chief Knowledge Officer-CKO) ถ้าการริเริ่มมาจากผู้บริหารสูงสุด “ คุณเอื้อ” ก็สบายไปเปลาะหนึ่ง แต่ถ้าการริเริ่มที่แท้จริงไม่ได้มาจากผู้บริหารสูงสุด บทบาทแรกของ “ คุณเอื้อ” ก็คือ เอาหัวปลาไปขายผู้บริหารสูงสุดให้ผู้บริหารสูงสุดกลายเป็นเจ้าของ “หัวปลา” ให้ได้ บทบาทต่อไปของ “คุณเอื้อ” คือ การหา “คุณอำนวย” จัดให้มีการกำหนด “ เป้าหมาย/ หัวปลา” ในระดับย่อยๆ ของ “คุณกิจ/ผู้ปฏิบัติงาน”,คอยเชื่อมโยง “หัวปลา” เข้ากับ วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ขององค์กร , จัดบรรยากาศแนวราบ และการบริหารงานแบบเอื้ออำนาจ (empowerment), ร่วม share ทักษะในการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการจัดการความรู้โดยตรงและเพื่อแสดงคุณกิจ” เห็นคุณค่าของทักษะดังกล่าว, จัดสรรทรัพยากรสำหรับใช้ในกิจกรรมจัดการความรู้ พร้อมคอยเชื่อมโยงการจัดการความรู้เข้ากับกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ทั้งภายในและนอกองค์กร , ติดตามความเคลื่อนไหวของการดำเนินการ ให้คำแนะนำบางเรื่อง และแสดงท่าทีชื่นชมในความสำเร็จ อาจจัดให้มีการยกย่องในผลสำเร็จและให้รางวัลที่อาจไม่เน้นสิ่งของ แต่เน้นการสร้างความภาคภูมิใจในความสำเร็จ 3. คุณอำนวย (Knowledge Facilitator-KF) เป็นผู้คอยอำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้ ความสำคัญของ “คุณอำนวย” อยู่ที่การเป็นนักจุดประกายความคิด และการเป็นนักเชื่อมโยง โดยต้องเชื่อมโยงระหว่างผู้ปฏิบัติ(“คุณกิจ”) กับผู้บริหาร( “ คุณเอื้อ”) เชื่อมโยงระหว่าง “คุณกิจ” ต่างกลุ่มภายในองค์กร และเชื่อมโยงการจัดการความรู้ภายในองค์กรกับภายนอกองค์กร โดยหน้าที่ที่ “คุณอำนวย” ควรทำ คือ <ul>

  • ร่วมกับ "คุณเอื้อ" จัดให้มีการกำหนด "หัวปลา" ของ "คุณกิจ" อาจจัด "มหกรรมหัวปลา"เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของ "หัวปลา"
  • จัดตลาดนัดความรู้ เพื่อให้ "คุณกิจ" นำความสำเร็จมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดความรู้ออกมาจากวิธีทำงานที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้น เพื่อการบรรลุ "หัวปลา"
  • จัดการดูงาน หรือกิจกรรม " เชิญเพื่อนมาช่วย" (Peer Assist) เพื่อให้บรรลุ "หัวปลา" ได้ง่าย หรือเร็วขึ้น โดยที่ผู้นั้น จะอยู่ภายในหรือนอกองค์กรก็ได้ เรียนรู้วิธีทำงานจากเขา เชิญเขามาเล่าหรือสาธิต
  • จัดพื้นที่เสมือนสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสำหรับเก็บรวมรวม ขุมความรู้ที่ได้ เช่น ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ ซึ่งรวมทั้งเว็บไซต์ เว็บบอร์ด เว็บบล็อก อินทราเน็ต จดหมายข่าว เป็นต้น
  • เสริมให้เกิด ชุมชนแนวปฏิบัติ (Cop-Community of Practice) ในเรื่องที่เป็นความรู้หรือเป็นหัวใจในการบรรลุเป้าหมายหลักขององค์กร
  • เชื่อมโยงการดำเนินการจัดการความรู้ขององค์กร กับกิจกรรมจัดการความรู้ภายนอก เพื่อสร้างความคึกคัก และเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายนอก
  • </ul>4. คุณกิจ (Knowledge Practitioner-a KP)คุณกิจ” หรือผู้ปฏิบัติงาน เป็นพระเอก หรือนางเอกตัวจริงของการจัดการความรู้ เพราะเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมจัดการความรู้
    ประมาณร้อยละ 90 - 95 ของทั้งหมดคุณกิจ” เป็นเจ้าของ “หัวปลา” โดยแท้จริง และเป็นผู้ที่ มีความรู้ (Explicit Knowledge & Tacit Knowledge) และเป็นผู้ที่ต้องมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ใช้ หา สร้าง แปลง ความรู้เพื่อการปฏิบัติให้บรรลุถึง “เป้าหมาย / หัวปลา”ที่ตั้งไว้
    5. คุณประสาน (Network Manager) เป็นผู้ที่คอยประสานเชื่อมโยงเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างหน่วยงาน ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงที่กว้างขึ้น เกิดพลังร่วมมือทางเครือข่ายในการเรียนรู้ และยกระดับความรู้แบบทวีคูณ       การบริหารองค์ความรู้ (Knowledge Management)
    โดย ดร.พรพรรณ ภูมิภู
       ความหมาย
              เป็นกระบวนการจัดการความรู้ ความสามารถ และทักษะอื่นๆที่มีอยู่ในองค์การมาบริหารเพื่อเพิ่มคุณค่าของ กิจกรรมภายในองค์การ ซึ่งต้องประกอบไปด้วยการค้นหา การจัดการ และประยุกต์ใช้ความรู้อย่างเป็นระบบต่อเนื่อง
    ทำไมองค์การต้องมีการจัดการความรู้ <ul>

  • โครงสร้างการบริหารขององค์กรไม่คล่องตัว และมีการปรับเปลี่ยน
  • วัฒนธรรมองค์กรยังเป็นเชิงอนุรักษ์นิยม ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปฏิบัติ
  • การวางแผน และนำแผนไปใช้เชิงธุรกิจ (Business Plan)
  • ขาดทักษะในการจัดการเชิงระบบ
  • ขาดการจูงใจจากผู้นำที่มีความสามารถโน้มน้าวจิตใจคนอื่นให้ปฏิบัติตามด้วย ความสมัครใจ
  • ขาดการเอื้ออำนาจ ผู้นำขาดการสร้างวัฒนธรรมการให้ความไว้วางใจกัน
  • ขาดการยอมรับความผิดพลาดร่วมกัน
  • ขาดการสนับสนุนทรัพยากรที่เหมาะสม และการอำนวยการ
  • ไม่ยอมเผชิญความเสี่ยง (Risk Management) ซึ่งขาดการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า และวางมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า
  • ขาดวิสัยทัศน์ หรือขาดการนำวิสัยทัศน์มาเป็นจุดร่วมกันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ
  • ขาดสมรรถนะที่เป็นเลิศ และความสามารถในการแข่งขัน
  • </ul>กระบวนการจัดการความรู้ ประกอบด้วยกิจกรรมดังนี้ <ol><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: list 36.0pt"> การเข้าถึงความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร บางทีต้องใช้การขุดค้น แสวงหาความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อเข้าให้ถึงความรู้ (Knowledge accessibility) เพราะความรู้จะอยู่ในองค์กร 2 ลักษณะคือ </li></ol><ol><ul>

  • ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เช่น หนังสือ ตำรา วารสาร หนังสือต่างๆ VCD อยู่ใน electronic fileฯลฯ
  • ความรู้ที่ฝังแน่นอยู่ในสมองคน (Tacit Knowledge) ฝังอยู่ในความคิดของบุคคลหรืออาจอยู่ในลักษณะที่แฝงอยู่ใน
    องค์กรในรูปแบบต่างๆที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่เป็นความรู้ที่ติดอยู่ในตัวบุคคล และองค์กรนั้นตลอด
  • </ul></ol><ol>

  • การสร้างความรู้ ความรู้สมัยก่อนเป็นการใช้ความรู้ที่รู้แจ้ง และมองเห็นโดยมีผู้กำหนดไว้และนำไปปฏิบัติตามเท่านั้น เป็นการเรียนรู้จากทฤษฎี หรือสิ่งที่กำหนดให้เห็นเท่านั้นแต่ปัจจุบันเน้นที่ความสามารถขององค์กรที่จะ นำเอาความรู้ ที่ฝังแน่นอยู่ในตัวบุคคลมาใช้ โดยการสร้างความสัมพันธ์ เป็นการกระทำร่วมกันเพื่อสร้างความรู้ (Knowledge generation) โดยอาศัยกระบวนการต่างๆเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในองค์กร โดยการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ ทุกรูปแบบในการปฏิบัติงาน ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อสร้างความรู้ที่มีอยู่ในแหล่งต่างๆ เช่น การสร้างให้เกิดการเรียนรู้ ในลักษณะ AAR คือการเรียนรู้ก่อนดำเนินการ เรียนรู้ระหว่างทำงาน และเรียนรู้หนังทำงาน (After Action Review) ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่จะสร้างความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้น และนำไปใช้ได้จริงในการปฏิบัติ หรือการศึกษาค้นคว้าวิจัย การสร้างวัฒนธรรม การเรียนรู้ไม่เฉพาะเป็นการเรียนรู้เพียง ทฤษฎีเท่านั้น
  • การสะสมความรู้ (Knowledge accumulation) เป็นการจัดเก็บข้อมูลที่อยู่ในองค์กร 2 ประเภทดังกล่าวข้างต้นโดยมีเป้าหมาย เพื่อพัฒนากิจกรรมภายในองค์กร โดยการ จัดหมวดหมู่ความรู้ ให้เหมาะแก่การใช้งาน เพื่อจัดกิจกรรมให้เกิดการ
    แลกเปลี่ยนความรู้ ที่มีอยู่ในองค์กร ให้เกิดการบูรณาการหรือวัตกรรม และความคิดใหม่ ๆ
  • การถ่ายทอดความรู้ Knowledge dissemination หมายถึงการนำความรู้ที่ได้จากการสะสม แสวงหามาทั้งหมด ไปถ่ายทอดให้กับบุคคลที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาจอยู่ในรูปของกระบวนการสื่อความหมาย การใช้สื่อ เทคโนโลยี ฯลฯ มาช่วยให้เกิดการนำความรู้ไปใช้ และ เกิดการแลกเปลี่ยน หรือการถ่ายทอดความรู้ Transfer Knowledge เพื่อให้เกิดความคิดใหม่ เกิดวัตกรรมใหม่ๆขึ้น
  • </ol>กระบวนการจัดการความรู้ 9 ประการ <ol>

  • การค้นคว้าความรู้ หรือการขุดค้นความรู้ โดยการสำรวจความรู้ที่จำเป็นที่จะใช้ในการ ปฏิบัติงาน อาจจะอยู่ทั้งภายนอกและภายในองค์กร นำมาตรวจ สังเคราะห์ ความน่าเชื่อถือ และประโยชน์ของการนำไปใช้
  • การสะสมความรู้โดยการจัดหมวดหมู่ของความรู้ ให้เป็นระบบเหมาะสมกับการ นำไปใช้ประโยชน์ภายในองค์กร
  • สร้างวิธีการจัดเก็บ อาจใช้สื่อ นวัตกรรม หรืออุปกรณ์มาช่วยในการจัดเก็บ เพื่อให้เกิด การจัดเก็บ เพื่อให้เกิดการค้นหา และนำไปใช้ได้สะดวก รวดเร็ว เหมาะกับประเภทของ การนำไปใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • กระบวนถ่ายทอดและกระจายความรู้ Transfer Knowledge หรือเป็นการแพร่กระจาย ความรู้ โดยใช้กระบวนการสื่อสาร(communication) เป็นการจัดการความรู้ที่นำ เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ร่วมกัน ไม่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
  • การสร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้ ด้วยการจัดกิจกรรม และกระบวนการให้บุคคลใน องค์กรเกิดการเรียนรู้ทุกรูปแบบ เพื่อ ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความรู้ที่ฝังแน่น หรือแฝงอยู่ในตัวบุคคล ด้วยการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ทุกรูปแบบ
  • การปรับระดับความรู้ และการสังเคราะห์ความรู้ เนื่องจากความรู้มีหลากหลายรูปแบบ เมื่อนำมารวมกัน จำเป็นต้องวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ องค์กร แต่หาใช่การปรับเปลี่ยนความรู้เดิม แต่หมายถึงการนำความรู้นั้นมา ปรับปรุงให้ เกิดความรู้เชิงบูรณาการใหม่ และนำไปใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์ แก่การนำไปปฏิบัติ
  • การสร้างความรู้ใหม่ (Knowledge generation) เนื่องจากความรู้มีอยู่ในตัวบุคคลมากมาย หลายรูปแบบ เราสามารถ กระตุ้นให้บุคคลที่มีความรู้ นำความรู้ที่เขามีอยู่มาสร้างความรู้ ใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อนำมาใช้ในองค์กรได้
  • การนำมาบูรณาการ และการประยุกต์ใช้ เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการบริหารองค์ ความรู้หรือการจัดการความรู้ซึ่งสามารถกระทำในลักษณะบูรณาการ การดำเนินการ ควรดำเนินการให้อยู่ในกิจกรรมหรืองานประจำ โดยไม่ถือเป็นภาระเพิ่มเติมจากงาน ประจำเพราะพื้นฐานของการจัดการความรู้คือ การนำความรู้ที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุดแก่องค์กร ซึ่งต้องอาศัยวัฒนธรรมองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้นำความรู้ไป ใช้ หรือเกิดการถ่ายโอน
  • การธำรงรักษาไว้ (Knowledge maintenance) เมื่อมีระบบการบริหารองค์ความรู้ สิ่งหนึ่ง ที่จะทำให้ความรู้ทั้งหมด มีค่าแก่องค์กรและสังคม คือการเผยแพร่ และการดำรงรักษา ความรู้ไว้มิให้สูญสลาย แต่กลับส่งเสริมให้นำความรู้ไปใช้ให้เกิด ความคิดใหม่ บูรณาการสิ่งใหม่ และให้คนในองค์กรเรียนรู้จากการใช้ความรู้ เป็นการประยุกต์การเรียนรู้ที่ เป็นระบบ

  • </ol>การบริหารองค์ความรู้ในภาคราชการ          ตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มาตรา 11 “ว่าด้วยการส่งเสริมให้ส่วนราชการมีการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ ในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ เน้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สามารถประมวลความรู้ และนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องเหมาะกับสถานการณ์ รวมทั้งการส่งเสริมพัฒนาความสามารถ สร้าง วิสัยทัศน์ ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม ค่านิยม ทัศนคติของข้าราชการให้มีประสิทธิภาพ มีการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อปฏิบัติงานให้ สอดคล้องกับการบริหารราชการให้เกิดสัมฤทธิผลและการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สูงสุด แก่ประชาชน”          คู่มือการดำเนินงานของ ก.พ.ร. ตามพระราชกฤษฎีกา หมวดที่ 3 ว่าด้วยการพัฒนาระบบราชการการบริหารราชการเพื่อให้เกิดสัมฤทธิผลต่อการปฏิบัติภารกิจของรัฐ เน้นเรื่องการพัฒนาส่วนราชการให้เป็นองค์กรแห่งการ เรียนรู้” ดังนี้การพัฒนาส่วนราชการให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

               ในการบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ ส่วนราชการต้องพัฒนาความรู้ความสามารถให้เกิดความเชี่ยวชาญ เพื่อสอดคลองกับสภาพสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนงาน เน้นสัมฤทธิผลของการดำเนินงาน โดยการปรับทัศนคติ และพฤติกรรมการปฏิบัติงานเน้นการสร้างแนวคิดใหม่ ตามหลักวิชาการสมัยใหม่ พ.ร.ก. จึงกำหนดหลักการให้ ส่วนราชการมีการพัฒนาความรู้ เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยยึดแนวทาง
    <ol>

  • สร้างระบบให้มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
  • ต้องสามารถประมวลความรู้ และประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมตามสถานการณ์
  • ต้องส่งเสริม พัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดแก่องค์กร
  • ต้องมีการสร้างความร่วมมือ ของข้าราชการเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และนำมาปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อนำมา ปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • </ol>เป้าหมายของการบริหารองค์ความรู้ <ol>

  • พัฒนางานให้มีคุณภาพและเกิดสัมฤทธิผลในการนำไปปฏิบัติ
  • เพื่อพัฒนาคนในองค์กร และข้าราชการทุกระดับ
  • เพื่อพัฒนาฐานความรู้ ช่วยให้องค์กรเกิดศักยภาพ
  • </ol>  การพัฒนารูปแบบการบริหารองค์ความรู้ในหน่วยงานภาครัฐ (Best Practices) <ol>

  • แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการกิจกรรมเป็นฝ่ายปฏิบัติ และฝ่ายบริหารที่เป็นฝ่ายสนับสนุนกิจกรรม
  • จัดประชุมคณะกรรมทั้ง 2 คณะเพื่อชี้แจงนโยบาย ปูพื้นความรู้ด้าน องค์กรแห่งการเรียนรู้ และการบริหารองค์ความรู้ภายในองค์กร ร่วมกันวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อนำรูปแบบแนวทางลงไปสู่การปฏิบัติ
  • คณะกรรมการดำเนินงานเริ่มนำแผนงานสู่ การปฏิบัติ โดยนำแผนปฏิบัติมาตั้งเป้าหมายการดำเนินงานแต่ละขั้นตอน และกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน
  • จัดตารางปฏิบัติลักษณะ Action Plan ทุกสัปดาห์ ทุกเดือนต้องมีการรายงานผลความก้าวหน้า
  • รายงานการดำเนินงานการเรียนรู้ ผลที่เกิดจากการเรียนรู้
  • คณะกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้กับคณะทำงาน และให้ความรู้เพิ่มเติม
  • จัดทำคู่มือการปฏิบัติร่วมกัน
  • เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ และส่งเสริมบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้ โดยนำเนื้องาน และ ผลสำเร็จของงาน หรือการริเริ่ม
    โครงการใหม่ๆผลการวิจัย หรือทุกสิ่งที่เกิดจากการ ปฏิบัติงานนำมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
  • จัดเวทีพี่เลี้ยง การสอนงาน การเรียนรู้โดยรูปแบบแชร์ประสบการณ์จากตัวบุคคล และ ประสบการณ์จากองค์การ ในลักษณะ ทีมงาน ร่วมกันแก้ปัญหา
  • จัดเวทีให้หน่วยงานอื่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้
  • </ol>วิธีส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ <ol>

  • จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เวทีสนทนาคน อยากรู้ การส่งเสริมคนดีคนเก่ง การสนทนา การยกย่องคนเก่ง การเล่าความสำเร็จ ประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การจัดการความรู้ และนำไปใช้ และแลกเปลี่ยน การจัดสถานที่ ที่เข้าหาความรู้ได้ง่าย เช่น การจัด Knowledge Center ภายในองค์การการจัดอาจแบ่งเป็นกลุ่มทดลองก่อนและ
    ค่อยจูงใจให้กลุ่มอื่นเข้าแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในองค์กรก่อนและนำไปสู่ การบริหารองค์ความรู้
  • นำเทคนิค และนวัตกรรม และเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการสร้างกระบวนการสื่อสาร และถ่ายทอด และให้เกิดการเรียนรู้ง่าย ๆ เช่น เทคนิค AAR จากหนังสือ "Learning to fly"(After Action Review) ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่จะสร้างความรู้
    ใหม่ให้เกิดขึ้น และนำไปใช้ได้จริง
  • </ol>ตัวอย่าง <ul>

  • หลังการจัดการความรู้อย่างง่าย คือการนำการดำเนินงานในชีวิตประจำวันมาใช้ เป็นเครื่องมือ โดยการนำกิจกรรม หรือโครงการมาร่วมกันคิด แก้ปัญหาร่วมกัน
  • ประชุมแลกเปลี่ยน แก้ปัญหาร่วมกัน โดยผู้บริหารกระตุ้น ส่งเสริมให้เกิด ความคิดแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยจูงใจให้ทุกคนเห็นความสำคัญในการ เรียนรู้ ทุกครั้งมีการบันทึก รายงาน ผลการเรียนรู้ นอกเหนือจากการรายงาน การประชุม แต่เป็น รายงานผลการเรียนรู้จากการประชุม ปรึกษาหารือ อาจมีการสร้างเวทีปริศนาความคิดภายในองค์กร เพื่อให้ทุกคนเกิดความคิดร่วม แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และนำเอาความรู้ที่ฝังลึกภายในตัวบุคคลออกมาใช้ ในการปฏิบัติงานร่วมกัน
  • </ul>