การออกค่ายอาสาช่วยสอนให้รู้จักทำงานดีมาก งานในค่ายของโยธาก็มีการสร้างอาคารเรียน 1 หลังขุดบ่อน้ำตื้นให้โรงเรียนฝ่ายสาธารณสุขก็มีการตรวจรักษาการตรวจพยาธิให้แก่ชาวบ้านฝ่ายศึกษาก็มีกิจกรรมเสริมความรู้สำหรับเด็กส่วนสร้างเสริมสัมพันธ์จะเป็นกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ที่ดีของชาวค่ายและชาวบ้านมีการจัดให้ชาวค่ายได้ตามชาวบ้านไปทำงานในไร่นาของเขาแบ่งกลุ่มๆละ 5-6 คนไปกินนอนที่บ้านชาวบ้านโดยนำเครื่องนอนและอาหารไปทำกินกับชาวบ้านเป็นการเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างใกล้ชิด กิจกรรมที่ถือเป็นไฮไลต์เพราะต้องใช้ฝีมือมากหน่อยก็คือการให้ชาวบ้านกระเหรี่ยงซึ่งขี้อายนำอุจจาระมาให้ตรวจได้ซึ่งทำได้ถึง 80-90 % ของชาวบ้าน
การออกค่ายอาสาเป็นการออกจากความสะดวกสบายในชีวิตในเมืองไปสู่ความลำบากในชนบทชาวค่ายจึงมีความใกล้ชิดผูกพันกันเพราะต้องทำงานร่วมกันกินนอนด้วยกันช่วยเหลือแบ่งปันกันดีจึงมีโอกาสเกิดตำนานรักชาวค่ายขึ้นมาได้เพราะความประทับใจที่มีต่อกันได้เห็นความรู้ความสามารถในการทำงานในการแก้ปัญหาของกันและกันแต่ขณะอยู่ในค่ายเราจะมีกฎข้อบังคับชัดเจนและจะมีหัวหน้ากลุ่มที่เป็นทีมงานของชมรมเป็นพี่เลี้ยงอยู่ ปัญหาเรื่องดื่มเหล้าหรือปัญหาล่วงละเมิดทางเพศจึงไม่มีโอกาสเกิดขึ้น
การทำกิจกรรมค่ายอาสาพอช. จึงเป็นการฝึกทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพตั้งแต่เป็นนักศึกษาเป็นการจำลองชีวิตการทำงานจริงในพื้นที่ชนบทเหมือนกับการทำงานในโรงพยาบาลชุมชนเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับทีมงานด้านสาธารณสุขที่จะมาทำงานเป็นแพทย์หรือเภสัชหรือพยาบาลหรือเทคนิคการแพทย์หรือทันตแพทย์ชนบทเพื่อการมีสุขภาพดีของคนในชนบทหรือRural Health ซึ่งทางคณะแพทยศาสตร์แต่ละแห่งน่าจะนำไปใช้ปรับเปลี่ยนเป็นวิชาๆหนึ่งในหลักสูตรการเรียนโดยเฉพาะคณะแพทย์เพื่อเตรียมนักศึกษาแพทย์ให้เป็นแพทย์ชนบท (Rural doctors) ต่อไป
พอจบไปทำงานก็ได้ใช้ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยได้มาก พร้อมกับเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องเพื่อการทำงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบ จะเห็นได้ชัดเมื่อมาทำงานที่บ้านตาก ซึ่งอาจเกิดจากการที่เราสั่งสมประสบการณ์มานานพอควรแล้ว ทั้งจากตำรา ครูอาจารย์ และจากการทำงานจริง จึงทำให้งานประสบความสำเร็จได้มากขึ้น
ตอนอยู่ที่โรงพยาบาลบ้านตากก็ได้มีการกำหนดทิศทางการทำงาน เป็นวิสัยทัศน์ด้วยคำพูดง่ายๆว่า “โรงพยาบาลบ้านตาก สะอาดและสวยดีพร้อมด้วยการบริการ พนักงานสามัคคี เป็นโรงพยาบาลที่ดีของชุมชน” กำหนดพันธกิจของโรงพยาบาลบ้านตาก ร่วมกันว่า “เราให้บริการสุขภาพแบบผสมผสานและองค์รวมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชน” มีปรัชญาของโรงพยาบาลบ้านตากคือ“โรงพยาบาลชุมชน เพื่อชุมชน เพื่อสุขภาพดี
ในตอนแรก ปีแรก ผมได้กำหนดเป็นโยบายหลักในการทำงานของโรงพยาบาลบ้านตากเพื่อให้การพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตากเป็นไปด้วยดีโดยยึดถือแนวปฏิบัติดังนี้“โรงพยาบาลบ้านตาก สะอาดและสวยดีพร้อมด้วยการบริการพนักงานสามัคคี เป็นโรงพยาบาลที่ดีของชุมชน”หรือหลัก4 C “CLEAN, CARE , COOPERATION , COMMUNITY”ซึ่งมีความหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนได้ปฏิบัติดังนี้ <ol>
</ol><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">ผลจากการทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การบริหารจัดการที่อาศัยทั้งศาสตร์และศิลปะ ส่งผลให้ได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จของการพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตาก หลายประการคือ</p><ol>
</ol><p> ตอนที่ทำงานที่โรงพยาบาลแม่พริก เราก็ได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จของการพัฒนาโรงพยาบาลแม่พริกคือโรงพยาบาลแม่พริกได้รับโล่รางวัลชนะเลิศโรงพยาบาลชุมชนดีเด่นจังหวัดลำปาง 3 ปีซ้อนปีงบประมาณ2537-2539 และ คปสอ.แม่พริกได้รับโล่รางวัลชนะเลิศคปสอ.ดีเด่นจังหวัดลำปาง 3 ปีซ้อนปี2537-2539</p><p> ในชีวิตคนเราย่อมมีทั้งสมหวังและผิดหวังมีทั้งสุขและทุกข์มีทั้งร่าเริงและเศร้าสร้อยมีชนะและพ่ายแพ้มีมุ่งมั่นและท้อถอยทั้งในการเรียนและการทำงานผมเองก็เช่นกันเจอมาทุกรสชาติของชีวิตนอกจากกำลังใจจากคนในครอบครัวแล้วสิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักเติมกำลังใจให้ตัวเอง วิธีของผมก็คือสิ่งดีๆที่ได้จากการอ่านหนังสือโดยเฉพาะบทกลอนคำประพันธ์ข้อคิดดำคมต่างๆที่อ่านแล้วทำให้ใจฮึกเหิมมีพลังที่จะฝ่าฟันกับอุปสรรคขึ้นมาได้</p><p> ผมจะจดไว้ในสมุดบันทึกแต่เสียดายที่ไม่ได้จดที่มาหรือผู้เขียนไว้มีอยู่หลายข้อความ เช่น</p><p>“คนที่ล้มแล้วไม่ยอมลุกขึ้นคือคนที่ตายแล้ว”</p><p>“คนที่เอาชนะอุปสรรคได้ด้วยการดิ้นรนต่อสู้ไม่งอมืองอเท้ายอมพ่ายแพ้ย่อมได้ประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชนเห็นมากรู้มากหากรู้จักจำ เก็บเอาความเจ็บปวดและประสบการณ์นั้นมาใช้เขาย่อมรู้เท่าทันคนมากขึ้นสักวันหนึ่งก็หาทางแก้ปัญหาได้”</p><p>“ชีวิตมนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้ต้องลองดูและต้องทำในโลกนี้ไม่มีคนเก่งที่มาจากนั่งงอมืองอเท้าหากมาจากคนกล้าทำกล้าคิดกล้าทดลองและกล้าต่อสู้อย่างมีสติสัมปชัญญะ”</p><p>“ความเด็ดเดี่ยวของจิตใจเป็นเครื่องมือเพียงหนึ่งเดียวที่มนุษย์ใช้พิชิตความลำบากยากเข็ญและภัยอันตรายทั้งปวง”</p><p>“ในโลกแห่งความจริงมีเรื่องราวที่คาดคิดไม่ถึงอยู่มากมายควรเตรียมใจพร้อมรับเรื่องที่คาดไม่ถึงไว้ด้วย” </p><p>“การทำงานหนักคือดอกไม้ของชีวิต” เป็นต้น</p> ยังมีอีกมากมายที่ผมได้รวบรวมไว้และได้ใช้ประโยชน์ในการทำงานบันทึกนี้ยาวมาก จนต้องแบ่งออกเป็นสองตอน ต้องรีบไปทำการบ้านส่งครู ยังไม่ได้เริ่มทำเลย มัวแต่โอ้เอ้อยุ๋กับการเขียนบันทึกอยู่ ขอจบแค่นี้ก่อนนะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNoSpacing">พิเชฐ บัญญัติ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNoSpacing">บ้านพัก Verbond straat 52</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNoSpacing"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNoSpacing">Antwerp, Belgium</p> 19.00 น. (24.00 น. เมืองไทย)16 กันยายน 2550
สวัสดีครับอาจารย์
เข้ามาเติมเต็มกำลังใจจากบันทึกดีๆครับ
ด้วยความเคารพครับ...
สวัสดียามดึกครับ คุณสุพัฒน์ ที่ปายเป็นอย่างไรบ้าง ฝนตกหนักหรือเปล่าครับ ฝากแรงใจจากคนไกลมาให้ชาวโรงพยาบาลปายด้วยครับ
สวัสดีพิเชฐ ได้อ่านบันทึกของเธอผ่านthai clinic.comแล้วถึงรู้ว่าเธอเริ่มแก่แล้วจริงๆ(แซวเล่นนะ)แต่ต้องขอชมจากใจจริงว่าเธอถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมดได้อย่างเห็นภาพ ยิ่งสมัยมช. พอช.(เราเป็นคนหนึ่งที่นั่งตรวจstoolให้ชาวเขาแล้วรู้ว่าคนที่มีparasite infestration จะมากันเป็นสวนสัตว์ ไม่ใช่มาตัวสองตัวอย่างที่อาจารย์ตั้งกล้องdemonstrateหรอก)จะรออ่านต่อไปนะ
สวัสดีปุ๋ย
เป็นไงบ้าง สบายดีนะ ฝากความคิดถึงคุณผู้ชายและเด็กๆด้วย ปีนี้ถ้านัดmeeting ก่อนกรกฎาคม 2551 เราไม่ได้ไปร่วมนะ ปีนี้ทางคณะแพทย์น่าจะจัดงาน 50 ปีแพทย์เชียงใหม่ด้วย
ถ้าเจอเพื่อนๆเราก็ฝากความคิดถึงให้ด้วย ติดต่อกันได้ทางอีเมล์ที่เคยให้ไว้ครับ
สวัสดีค่ะ
เข้ามาเติมกำลังใจให้ตัวเอง และขอผลสะท้อนจากที่ได้รับนี้ กลับไปหาคุณหมอ ร้อยเท่า ทวีคูณค่ะ
“การทำงานหนักคือดอกไม้ของชีวิต”
ขอบคุณครับ ทำงานหนักแล้วต้องรุ้จักดูแลตัวเองด้วยนะ สุขภาพของเราก็สำคัญเพือเก็บไว้สู้งานหนัก
เมื่อวานปุ๋ยโทรมาบอกให้ติดตามอ่านข่าวคราวของเธอ อย่าลืมรวมเล่มล่ะ ในนั้นต้องมีรูปหมู่พวกเราด้วยนะ ตอนแรกว่าจะมาส่งที่สนามบิน แต่จำวันผิด โทรไปอีกไปโผล่อยู่เบลเยี่ยมแล้ว แม่เอ้ แคน ขิม ขลุ่ย จะตามไปทีหลังเหรอ ความเหงาเป็นยังไงบ้างล่ะ ความจำเธอดีมากเลยนะ นึกเห็นภาพสมัยขับขี่มอเตอร์ไซค์ไปSURVEY ขึ้นเขาลงห้วย ถ้าแม่รู้สงสัยไม่ให้ไปแน่เลย แต่ก็รอดมาได้อย่างปลอดภัย อาหารอะไรเอ่ยที่เป็นเมนูหลักของชาวค่าย เพลงอะไรนะที่เราหัดร้องจากเด็กๆที่เตียนอาง " ....จะอยู่แดนใด ไม่เหมือนอยู่บ้านเรา จะสุขจะโศกเศร้าบ้านเรานี้ก็สบาย บ้านเราไม่โตนัก ความรักไม่เสื่อมคลาย ขออยู่และขอตายที่บ้านเกิดเตียนอาง... "
แล้วเจอกันนะ
สวัสดีตุ๊ก
ดีใจมากที่เข้ามาร่วมแจม เราอาจลืมอะไรๆดีๆของชีวิตชาวค่ายของพวกเราไปบ้าง อยากใหเมาช่วยกันเติม อย่างเพลงๆนี้ เราก็ร่วมร้องกับเด็กๆในหมู่บ้านกันบ่อยๆ ป่านนี้เด็กๆเขาคงโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว ครูใหญ่ก็อาจจะเกษียณไปแล้วก็ได้
ถ้าพวกเราได้เข้ามาเล่า มาร่วมเติมแต่งน่าจะสมบูรณ์ขึ้นมาก เล่าคนเดียวก็เห็นเพียงบางมุม จำได้เพียงบางตอนเท่านั้น
ตอนที่โหดที่สุดก็ตอนเข้าไปเตรียมค่ายก่อนค่ายแรกไปกัน 7-8 คน ต้องช่วยกันขุดหลุม หล่อเสาอาคาร ทำกับครูและช่างที่ขอมาช่วย 1 คน เหนื่อยมาก หัวถึงหมอนก็หลับเลย กลับมาอีกทีเขาปฏิวัติกันไปแล้ว
ฝากความคิดถึงให้น้องแคน น้องคิวและคุณพ่อด้วยนะ