ดร. อโณทัย โภคาธิกรณ์ ถามไว้นานแล้ว ถึงเหตุผลที่ผมไม่เรียนต่อจนจบปริญญาเอก ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสเรียนได้ไม่ยาก เธอคิดว่าคนอย่างผมต้องมีเหตุผลที่ดี เธอคิดผิดครับ ผมไม่เรียนต่อเพราะความสับสนของผมเอง เป็นช่วงชีวิตของการแสวงหา อาจกล่าวได้ว่าเป็นความล้มเหลวอย่างหนึ่งในชีวิต หรือเป็น "มารผจญ" ในใจตนเอง สาเหตุมีหลายอย่างประกอบกัน
- culture shock ผมอยู่ต่างประเทศไม่มีความสุข รู้สึกว่าตัวเราไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้น
- ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบสิ่งที่มาเรียน คือ Population Genetics ซึ่งต้องเรียนคณิตศาสตร์ชั้นสูง ผมต้องไปเรียนแคลคูลัสกับ นศ.วิศวะ
- ไม่แน่ใจว่างานตามแนวทางการวิจัยด้านพันธุศาสตร์ประชากร เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมียและโรคพันธุกรรมอื่น ๆ จะเป็นทางเลือกที่ดีต่อชีวิตหรือไม่ ในความสับสนนั้น ผมถึงกับถามตัวเองว่า "เราถูกหลอกมาเรียนวิชาที่จะทำให้เรายากจนไปตลอดชีวิตหรือเปล่า" มีการคิดเปรียบเทียบกับเพื่อน ๆ ที่ไปเป็น intern ในอเมริกา มีเงินเดือนสูง มีรถขับ กล่าวได้ว่าเป็น "มารผจญ" ทางจิตใจ
- คิดถึงแฟน
คนทั่วไปมักคิดว่า คนที่ตั้งเข็มชีวิตแบบ "พอเพียง" เป็น "ธรรมชาติภายใน" มาตั้งแต่แรก เป็นการคิดที่ผิดครับ อย่างน้อยก็กรณีผม
ชีวิตผมผ่านการลองผิดลองถูกหลายช่วง กว่าจะมาลงที่ชีวิตแบบปัจจุบัน
วิจารณ์ พานิช
15 ก.ย.50
เป็นอีกคนหนึ่งที่ตกในสภาวะที่ใกล้เคียง เข้าศึกษาได้1ภาคเรียน แต่ในใจเราไม่มีคำถามที่ตอบตัวเองได้สักที่ว่า...เราต้องการอะไร จนมาถึงวันหนึ่งความเด็ดเดี่ยวในใจ ก็แสดงออกมาอย่างชัดเจน ก็คงต้องบอกว่าหากเราไม่ตัดสิ้นใจให้กับตัวเองอย่างเด็ดขาด นั้นก็คือความล้มเหลวในชีวิตที่เราต้องประสบในอนาคต...
ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะที่มาอธิบายเหตุผลไว้ตรงนี้ ต้องบอกว่าไม่คิดผิดค่ะว่าอาจารย์จะมีเหตุผลที่ดี อย่างน้อยความเห็นแรกที่เข้ามาก่อนก็แสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจที่กล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อตัวเองคือสิ่งที่ถูกต้องนะคะ และเมื่ออาจารย์ทำเป็นตัวอย่างและบอกเหตุผลอย่างชัดเจนแบบนี้ ทำให้ใครๆหลายๆคนที่กำลังสับสนได้หันมองดูตัวเองจริงๆว่าต้องการอะไร มีจุดมุ่งหมายอะไร และอาจจะกล้าตัดสินใจมากขึ้น
มีคนมากมายที่พยายามเรียนต่อให้สูงๆขึ้นไปโดยไม่ได้คิดจริงๆว่าเป็นสิ่งที่ต้องการหรือเปล่า จะเอาไปทำอะไร พูดได้ณ วันนี้ที่ไปทนทรมานอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ที่ของเรามาตั้งนานว่าปริญญาเอกไม่ได้ทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปเลยค่ะ สิ่งที่เปลี่ยนคือมุมมองที่คนอื่นมาเอาแปะให้เรามากกว่า ประโยชน์ที่เห็นได้สำหรับตัวเองก็คือ รู้สึกว่าคนฟังสิ่งที่เราบอกอย่างเชื่อถือมากขึ้น (ทั้งๆที่แต่ก่อนก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ แต่ไม่มีคนค่อยสนใจเราสักเท่าไหร่)
เชื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงที่อาจารย์เล่า (หมายถึงการตั้งเข็มพอเพียง) นี้ คงเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นกับหลายๆท่านเหมือนกันค่ะ ทุกวันนี้เราได้ยินได้ฟังการสัมภาษณ์กันบ่อยๆของคนที่เคยใช้ชีวิตร่ำรวยหรูหรา ยึดติดวัตถุนิยม แล้วก็หันกลับมาหาวิถีชีวิตที่พอเพียง พอควร เพียงแต่จะหาคนถ่ายทอดประสบการณ์ความคิด เล่าถึงวิธีคิด แบบอาจารย์ได้น้อยเท่านั้นเอง
ต้องขอบคุณอาจารย์มากๆที่มาเขียนบอกเล่า เพราะคนระดับท่านอาจารย์มีอิทธิพลกับความคิดความอ่านของคนได้เยอะมากๆค่ะ วิถีปฏิบัติที่ดีๆก็จะมีคนเลือกที่จะทำมากขึ้นๆ เพราะรู้ว่ามีคนที่ทำแล้วเป็นที่เคารพรักนับถือของคนได้จริงๆ และมีความสุข ไม่ลำบากยากจน มีอิทธิพลอีกด้วย (ในทางดีๆค่ะ)
ขอบพระคุณอาจารย์สำหรับบันทึกนี้ค่ะ...
บางครั้งเรามักไปให้ค่า หรือให้ราคา...ในบางสิ่งบางอย่าง..มากกว่า...บางสิ่งบางอย่างที่เราได้ค้นพบเจอ...
กะปุ๋มเชื่ออย่างหนึ่งว่า...การเรียนสิ่งที่เราได้เรียน รู้ และมีความสุข...นั้นเป็นสิ่งที่มีค่าหรือราคามากกว่า... "ใบปริญญา"...หรือ transcrip...ที่คนเรามักนำมาต่อรองค่าหรือราคา...กัน...อยู่ ณ ปัจจุบัน...
กะปุ๋มและเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยท่านหนึ่ง...ได้เข้ามาเรียนรู้...และได้พบกับ...คำตอบ...ในสิ่งที่เรา...ก้าวเข้ามา...เรียนรู้..."แก่น"... แห่งความเป็น...นักศึกษาปริญญาเอก...ชีวิตหลังการเรียน...และความมีค่าของชีวิตที่แท้จริง...
เลือกที่จะถอดถอน... ความเป็นดอกเตอร์ออกจากชีวิต...และเลือกทำสิ่งที่เราพอมีความรู้ความสามารถอยู่บ้างนี้...ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อ "ชีวิต" นี้มากกว่าค่ะ...
(^____^)
ขอบพระคุณค่ะ
กะปุ๋ม