เพราะ หากเพียงเรา ได้พาตัวเราไปสัมผัสความอ่อนโยนจากชีวิตผู้อื่น เรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิตคนอื่นโดยวางตัวตนของเราลง เราก็สามารถที่จะช่วยกันสร้างความสุขได้ไม่ยาก และ สุขภาวะของเราทุกคนก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

โรงเรียนพยาบาล. . .

                         โรงเรียนแห่งความรัก

สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสได้ไปร่วมประชุมงาน การปฏิรูปการศึกษาเพื่อสุขภาวะชุมชน งานนี้เจ้าภาพคือสถาบันพระบรมราชชนกค่ะ   ต้องขอบอกว่าตัดสินใจไปโดยที่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับโครงการนี้มาก่อน เลย ทราบจากหนังสือเวียนเชิญเข้าร่วมประชุมแต่เพียงว่า เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อมุ่งหวังจะสร้างพยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจผู้อื่น ให้การพยาบาลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์  เนื้อหาการประชุมที่แจ้งมาพอจะช่วยให้เดาๆได้ว่า เป็นเรื่องการการจัดการศึกษาในโรงเรียนพยาบาล ที่อยู่ในความดูแลของสถาบันฯ  ที่กำลังพยายามปรับแนวทางการจัดการสอนให้เป็นแบบบูรณาการ โดยหวังว่า การจัดการเรียนรู้แบบนี้จะสามารถนำพาทั้งผู้เรียนและผู้สอนไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่  เป้าหมายท้ายสุดที่เป็นความหวังคือ การนำไปสู่งานพัฒนาสุขภาพให้กับประชาชนก็จะขอเก็บเอามาเล่าให้ฟังโดยเป็นการเล่าผ่านมุมมองของตัวเอง หากตกหล่นประเด็นใดไป ก็ขอให้ถือว่าเป็นความอ่อนด้อยของผู้เขียนค่ะ

สิ่งที่ถือว่าประทับใจที่สุด คือ การได้ไปพบ ไปฟัง ไปเรียนรู้กับ ครูพยาบาลที่มีความตั้งใจ ทุ่มเทให้กับการสอน ซึ่งแต่เดิมอาจเคยมองว่าเป็นงานประจำ ซ้ำซาก จำเจ ให้กลับมีมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง

งานนี้พูดถึงทิศทางของ การศึกษาแนวใหม่ที่ให้ความสำคัญของ การเรียนการสอนที่เน้นการเรียนรู้บนฐานความเป็นมนุษย์(Humanized Teaching and Learning)รูปแบบของการศึกษาจะมุ่งเน้นให้ ผู้เรียนมีความเข้าใจความเป็นมนุษย์และชีวิติจริงในสังคม ผ่านวิธีการจัดการเรียนการสอนที่นำพาผู้เรียนเข้าไปเรียนรู้ในสภาพจริง (หรือที่เรียกว่าAuthentic Learning)โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 

   

การเตรียมตัวของนักศึกษาพยาบาล ที่จะต้องออกไปทำงานกับผู้คน การเรียนรู้ก็ต้องได้เรียนรู้ผ่านตัวคนจริงๆ ให้ได้เห็น ให้ได้สัมผัสถึงชีวิตคน ดังคำกล่าวของหมอ Patch(จากภาพยนตร์เรื่องPatch Adamที่สร้างขึ้นจากเรื่องราวของหมอคนหนึ่ง เมื่อครั้งเขาเป็นนักศึกษาแพทย์) ได้ตั้งคำถามกับเพื่อนของเขาไว้ว่า

หมอ กับนักวิทยาศาสตร์ ต่างกันอย่างไร   และ Patchก็ได้เฉลยว่า….. 

สิ่งที่ทำให้ หมอ ต่างจากนักวิทยาศาสตร์ คือ มวลชน หมอต้องทำงานกับคนไข้  ทำงานกับคน ดังนั้นในระหว่างที่เขาศึกษาเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนแพทย์ เขาก็จะเข้าไปลุยในทะเลมนุษย์  เข้าไปเรียนรู้จักคน มากกว่าที่จะทำความรู้จักกับโรค 

การได้ไปเรียนรู้ว่าในโรงเรียนพยาบาลเหล่านี้ เขาได้เริ่มปรับเปลี่ยนการสอนให้นักเรียนได้ลงไปลุยในทะเลมนุษย์ อย่างที่ Patchว่าไว้ จึงเป็นสิ่งที่น่าทึ่งสำเร็จตัวเองอยู่ไม่น้อย และที่น่าทึ่งมากไปกว่านั้นคือ ในขณะที่มีความพยายามปฏิรูปการสอน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยสำหรับครูอาจารย์แน่ๆ โครงการนี้ยังได้มีการสนับสนุนให้อาจารย์ ได้เข้าอบรมเพื่อปรับทัศนคติและฐานความรู้ของการศึกษาแนวใหม่ รวมทั้งยังได้รับทุนสนับสนุนการทำวิจัย เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้อาจารย์ได้เข้าไปลุยในทะเลมนุษย์ ได้เข้าไปเรียนรู้ถึงชีวิตคนอีกด้วย

ผลลัพธ์อันนึงจากการดำเนินโครงการดังกล่าว ที่ตัวเองได้เห็น และได้สัมผัสมาคือ ครูอาจารย์ มีความอ่อนโยนต่อการสอน  มีความกรุณาต่อผู้เรียน มีความเข้าใจต่อความแตกต่างหลากหลายของคนภายใต้บริบทที่ต่างกัน เกิดความเอื้ออาทรระหว่างครูกับนักเรียน ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน  สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ตัวครูเองทำงานได้อย่างมีความสุข  นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข  และยังส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้ป่วย ญาติ คนในชุมชนให้มีความสุข 

นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น พลังของชีวิต ได้ไหมนะ

เพราะ หากเพียงเรา ได้พาตัวเราไปสัมผัสความอ่อนโยนจากชีวิตผู้อื่น เรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิตคนอื่นโดยวางตัวตนของเราลง เราก็สามารถที่จะช่วยกันสร้างความสุขได้ไม่ยาก และ สุขภาวะของเราทุกคนก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

มองย้อนกลับมาที่ตัวเองซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ทำงานในสถาบันการศึกษาและสอนบุคลากรทางด้านสุขภาพเช่นกัน  การได้ไปประชุมครั้งนี้น่าจะเป็นบทเรียนที่น่าจะนำกลับมาใคร่ครวญว่า เรากำลังทำอะไร และสิ่งที่เราทำเป็นส่วนหนึ่ง หรือนำไปสู่การสร้างสุขภาวะให้นักเรียนของเรา ให้เพื่อนร่วมงานของเรา ให้สังคมไทย และให้สังคมโลกอย่างไร  

นิทานเรื่องนึงที่ได้ฟังจากอาจารย์ อุทัย ดุลยเกษม  มีอยู่ว่า..... 

กาลครั้งหนึ่ง....ไม่นานมานี้...มีช่างก่ออิฐอยู่ 3คน ทั้งสามคนนี้กำลังทำงานโดยการก่ออิฐอย่างขะมักเขม้นขณะที่พวกเขาทำงานอยู่  พอดีมีหลวงพ่อรูปหนึ่งเดินผ่านมาท่านจึงหยุดถาม....

กำลังทำอะไรอยู่น่ะโยม หลวงพ่อถามชายก่ออิฐคนแรก

กระผมกำลังก่ออิฐอยู่ครับพูดจบก็ก้มหน้าก้มตาก่ออิฐต่อไป เพราะเขาต้องการที่จะก่ออิฐที่วางกองอยู่มากมายให้เสร็จตามที่ตั้งใจ

หลวงพ่อจึงเดินไปถามชายคนที่สอง โยมกำลังทำอะไรอยู่รึ

ชายคนที่สองตอบว่า กระผมกำลังก่อกำแพงอยู่ครับ ว่าแล้วชายคนดังกล่าวก็ลุกขึ้นยืนดูกำแพงที่ตัวเองกำลังก่อ พร้อมกับตรวจเช็คดูว่า กำแพงนั้นตรงตามแนวหรือไม่มีความแข็งแรงพอหรือยัง

หลวงพ่อจึงเดินเลยไปถึงชายคนที่สามพร้อมกับถามด้วยคำถามเดียวกัน

โยมกำลังทำอะไรอยู่

กระผมกำลังสร้างวัดครับหลวงพ่อชายคนสุดท้ายตอบด้วยสีหน้าที่ปลื้มปิติ 

แม้ว่าชายทั้งสามจะทำงานอย่างเดียวกัน นั่นคือ ก่ออิฐ แต่ชายคนสุดท้าย กลับมองเห็นว่าเขากำลังสร้างวัด วัดซึ่งจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน และเป็นวัดที่มีความหมายต่อคนในชุมชน  ชายคนสุดท้ายมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของสิ่งที่เขาสร้าง มองเห็นจุดหมายปลายทางของสิ่งที่เขากำลังทำว่ามีคุณค่าต่อคนในชุมชนอย่างไร ในการทำงานของเรา

หากเรามองเห็นว่า เป้าหมายของเราอยู่ที่การเรียนรู้ของผู้เรียน อยู่ที่การเรียนรู้ของประชาชน อยู่ที่สุขภาวะของประชาชน วิธีการทำงานของเราก็จะเปลี่ยนไป 

น่าเสียดาย............ที่บ่อยครั้ง เราก็เพียงแค่ทำหน้าที่  ก่ออิฐและโบกปูนให้เสร็จ