คิดย้อนกลับไปสมัยเด็ก นึกได้ว่า ความคิดหรือความเชื่อผิดๆ หลายอย่างได้ทำให้ผมปิดโอกาสเรียนรู้ไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างหนึ่งคือการเล่นดนตรี ผมคิดว่าคนเล่นดนตรีเป็นคนไม่เป็นโล้เป็นพาย เอาแต่สนุก ไม่เป็นหลักเป็นฐาน ผมจึงปิดกั้นตัวเองไม่ให้ฝึกดนตรี แต่ที่จริงที่บ้านนอกโอกาสฝึกดนตรีมีตอนไปเรียนระดับมัธยม (หลังจบ ป. 4) ผมรู้จักดนตรีในชื่อ “แตรวง” มีเพื่อนหลายคนไปหัดดนตรีเป็นนักดนตรีของวงแตรวง ครูดนตรีจะจับเด็ก ม. 3 ไปทดลองหัด ดูว่าชอบหรือเอาดีทางนี้ได้ไหม ผมไปลองเป่าแตร 2 – 3 วันก็หลบ เพราะความคิดข้างต้น
คิดย้อนกลับไปจึงรู้ว่า คนเราแต่ละคนคงจะได้ปิดโอกาสตนเองมากมาย ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน และผมก็คงจะไม่เป็นข้อยกเว้น
เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ผมคุ้นเคยคือขลุ่ยไม้ไผ่ ที่คนแถวๆ บ้านทำเอง แต่ก็เผาไฟเป็นลวดลายสวยงาม ที่บ้านผมมีอยู่อันหนึ่ง ผมและน้องเอามาเป่าเล่นเป็นเสียง แต่ไม่เป็นเพลง และไม่คิดจะหัดให้เป็นเพลง มาตอนแก่นึกเสียดาย เพราะถ้าเป่าเป็นสัก 2 – 3 เพลง ก็เอามาใช้สร้างบรรยากาศเวลามีงานสังสรรค์ได้สบาย ยิ่งขลุ่ยอันเล็กพกพาง่ายด้วย
ตอนเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ วัยรุ่นสมัยนั้นนิยมหัดหีบเพลงปาก พี่ๆ ที่อยู่ด้วยกันที่คลินิกแพทยาศรมมีกันทุกคน ผมก็ไปซื้อมาหัดเป่าบ้าง พอเป็นเพลง แต่ไม่เก่ง พอเข้าเรียนแพทย์ไม่มีเวลาเป่าอีก ก็เลิกไป ผมจึงเป็นคนที่เล่นดนตรีไม่เป็น ร้องเพลงไม่เป็น จนบัดนี้
วิจารณ์ พานิช
1 ก.ย. 50
ปัจจุบันโอกาสของเด็กมีมากหากรู้จักเลือกบริโภค แต่ที่เป็นปัญหาคือส่วนใหญ่พ่อ แม่ปิดโอกาสและเลือกให้เสร็จ เด็กแทบไม่มีโอกาส จริงอยู่พ่อ แม่หวังดี แต่อนาคตเป็นของตัวเขาเอง