ผู้เขียนสังเกตว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศมีสถิติฆ่าตัวตายสูง ไม่เหมือนประเทศกำลังพัฒนาที่ฆ่าตัวตาย (suicide) ไม่มาก แต่มักจะฆ่าคนอื่น (homicide) มาก

กรมสุขภาพจิตทำการสำรวจความชุกของโรคจิตเวชระดับชาติพบว่า คนไทย 1 ใน 5 มีปัญหาโรคทางจิตเวชหลายโรคได้แก่ โรคซึมเศร้า วิตกกังวล โรคจิต และความผิดปกติทางอารมณ์ (ข้อมูลจากไทยรัฐ)

คนไทยมีอาการโรคซึมเศร้ามากกว่า 3 ล้านคน ซึ่งนำไปสู่การฆ่าตัวตายมากกว่า 4,000 คนต่อปี

คนไทยเราฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ (IMF) ปี 2540 เพิ่มจาก 4-5 คนต่อแสนต่อปี เป็น 7.9 คนต่อแสนต่อปี

เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น... คนไทยฆ่าตัวตายน้อยลงเป็น 5.7 คนต่อแสนต่อปี

ผู้เขียนสังเกตว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศมีสถิติฆ่าตัวตายสูง ไม่เหมือนประเทศกำลังพัฒนาที่ฆ่าตัวตาย (suicide) ไม่มาก แต่มักจะฆ่าคนอื่น (homicide) มาก

ตัวอย่างเช่น

  • คนไทยฆ่าตัวตาย 5.7 คนต่อแสนต่อปี 
  • คนญี่ปุ่นฆ่าตัวตาย 19 คนต่อแสนต่อปี
  • คนสิงคโปร์ฆ่าตัวตาย 11 คนต่อแสนต่อปี

องค์การอนามัยโลกพบว่า เมื่อมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คนจะทำให้คนรอบข้างเศร้าโศก เสียใจไปถึง 5 คน

คนรอบข้างมีส่วนช่วยป้องกันการฆ่าตัวตายได้โดยการรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่วิจารณ์ซึ่งเสี่ยงมากที่จะทำให้คนที่ซึมเศร้าอยู่แล้วเข้าใจว่า "ซ้ำเติม" และมองหาสัญญาณโรคซึมเศร้า

กรมสุขภาพจิตแนะนำให้สังเกตสัญญาณอันตรายของโรคซึมเศร้า 12 ข้อได้แก่

  1. รู้สึกหมดหวัง หมดกำลังใจ
  2. เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลดลงมากกว่า 5% ใน 1 เดือน หรือทานอาหารมากกว่าปกติ
  3. นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ
  4. รู้สึกกังวล กระสับกระส่าย กระวนกระวาย
  5. รู้สึกเบื่อ หรือสนใจน้อยลงในกิจกรรมที่เคยชอบ
  6. มองโลกแง่ร้าย หงุดหงิด รำคาญ อารมณ์เสียง่ายกับคนรอบข้าง
  7. ความต้องการทางเพศลดลง
  8. อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง
  9. รู้สึกตนเองล้มเหลว ไร้ค่า หรือรู้สึกผิด
  10. สมาธิลด ความจำไม่ดี
  11. มีอาการเหมือนป่วยทางกายเรื้อรัง โดยหาสาเหตุไม่พบ เช่น ปวดหัว ปวดเรื้อรังตามที่ต่างๆ ฯลฯ
  12. คิดอยากตาย หรือพยายามฆ่าตัวตาย

ถ้ามีอาการ 5 ข้อจาก 12 ข้อนี้นานตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป... ท่านว่า เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า และเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง ควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่าน หรือจิตแพทย์

เพราะโรคซึมเศร้าตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามากทีเดียว

จดหมายข่าวเฮลธ์บีท(ชีพจรสุขภาพ)ของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแนะนำว่า ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรขึ้นกับชีวิตเรา แนะนำให้ทำ 7 อย่างนี้ไว้ก่อน...

  1. กินอาหารสุขภาพ > อย่าซ้ำเติมตัวเราด้วยการอดอาหาร หรือทำร้ายตัวเองด้วยการกินอาหารแคลอรีสูงๆ เพราะไขมันรอบพุงเราไม่เหมือนหุ้น หุ้นน่ะขึ้นๆ ลงๆ แต่ไขมันรอบพุงพอกพูนขึ้นแล้วไม่ค่อยลง
  2. ปรึกษาหมอ > กินยาตามที่หมอแนะนำ ทุกวันนี้มียาดีๆ ที่ช่วยคลายเครียด ช่วยให้นอนหลับ หรือต้านซึมเศร้าได้ ถ้ากินยาแล้วรู้สึกไม่สบาย... อย่าเพิ่งทิ้งยา ให้ปรึกษาหมอ เพื่อขอปรับเปลี่ยนยาใหม่ได้
  3. นอนให้พอ > อย่าซ้ำเติมตัวเราด้วยการอดนอน
  4. ออกกำลัง > การออกแรง-ออกกำลังให้มาก และบ่อยหน่อยช่วยคลายเครียด และต้านซึมเศร้าได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะการเดิน และปั่นจักรยาน (ระวังรถรอบข้างด้วยจึงจะดี)
  5. อย่าเสี่ยง > ช่วงเวลาที่ชีวิตเราตกต่ำ อย่าซ้ำเติมตัวเราด้วยพฤติกรรมเสี่ยงๆ เช่น ดื่มเหล้า เสพยา เล่นการพนัน ฯลฯ แต่ให้เริ่มต้นพฤติกรรมดีๆ เช่น กินโยเกิร์ตชนิดหวานน้อย + ไขมัน 0% สักถ้วยกับขนมปังโฮลวีท (แป้งสาลีไม่ขัดสี) สัก 1-2 แผ่น ฯลฯ
  6. อย่าตัดสินใจครั้งสำคัญ > ให้ชะลอการตัดสินใจออกไปอย่างน้อย 7 วัน เพื่อลดการตัดสินใจประเภท "วู่วาม" ซึ่งเวลาจะช่วยชะล้างแผลใจให้ทุเลาลงได้
  7. ทำอะไรดีๆ ให้กับตัวเราทุกวัน > กอดกับคนที่เข้าใจเรา เช่น พ่อแม่ ฯลฯ หรือถ้าไม่มีใครเข้าใจเราจริงๆ กอดหมอน หรือกอดน้องหมาน้องแมว หรือทำอะไรดีๆ เช่น ไปบริจาคเลือด ฯลฯ

ไม่ว่าจะมีวิกฤตชนิดใดเกิดกับชีวิตของเรา... ขอให้คิดเสมอว่า "คนที่ไม่มีใครรักไม่มี" นั่นคือ คนเราเกือบทุกคนต้องมีคนรัก... อย่างน้อยก็มีพ่อแม่รักเรา

หรือถ้าชีวิตมันตกต่ำจริงๆ จนไม่มีพ่อแม่ที่รักเรา (เช่น ลูกกำพร้า ฯลฯ)... เราก็ต้องรักตัวเองให้เป็น เพราะถ้าชีวิตมันตกต่ำถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ต่อไปก็ต้องมี "ขาขึ้น" หรือการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกันบ้างละ

ขอส่งใจเชียร์พวกเราให้ผ่านพ้นวิกฤต และพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสให้ได้ครับ...

<p>ข่าวประกาศ...                                                  </p>

ข่าวประกาศ...                                                  

  • ผู้เขียนจำเป็นต้องปิดส่วนแสดงความคิดเห็นไปพลางก่อน เนื่องจากไม่มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช้
  • ตอนนี้ผู้เขียนต้องขับรถไปขอใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วต่ำที่โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี (ADSL เหมือนกัน แต่เส้นเดียวแบ่งใช้ทั้งโรงพยาบาล) ห่างออกไปคราวละ 7 กิโลเมตร
  • บล็อก "บ้านสุขภาพ" มีนโยบายที่จะไม่ตอบปัญหาสุขภาพ เนื่องจากผู้เขียนมีงานมาก อินเตอร์เน็ตลำปางช้า+หลุดบ่อย และใช้เวลาเตรียมเขียนเรื่องใหม่+แก้ไขคำหลัก (keywords) ย้อนหลัง

ขอแนะนำ...                                                    

    แหล่งที่มา:                                      

</span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></font></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></font></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span><ul>

  • Many thanks to Healthbeat > [ Click ] > Getting through grief: 7 things that can help > Harward health publications > September 6, 2007.
  • ขอขอบพระคุณ > แกะรอย 12 สัญญาณอันตรายก่อนถึงนาที "ปลิดชีวิต" > 11 กันยายน 2550. หน้า 15.
  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก บ้านสุขภาพ มีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • ขอขอบพระคุณ > คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สำหรับการเอื้อเฟื้อทุกสิ่งทุกอย่างในการประชุม km เชียงใหม่ > 13-15 สิงหาคม 2550.
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ และทีม IT โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ จัดทำ > 10 กันยายน 2550.
  • </ul>