ความสุขระยะสั้น เป็นความสุขชั่วครู่ชั่วยาม ชั่วประเดี๋ยวเดียว ถ้าเราทานน้ำตาล เราจะ"รู้สึก"(จิต) ว่า "หวาน"(คุณภาพของความรู้สึก) + ความ "รู้สึก" อร่อย, พอใจ,ชอบ(เจตคติ - อยู่ในกลุ่มของอารมณ์)
ถ้าไม่มี --- น้ำตาลเข้าปาก เกิดละลาย เร้ารีเซ็พเตอร์ เปลี่ยนแปลงทางเคมี เป็นสารทางเคมีบางอย่าง แล้วเดินทางไปตามเส้นประสาท ถึงแดน "การรู้สึกสัมผัสรส" กระบวนการนี้เป็นกระบวนการทาง"กาย" แล้วเกิด "การรู้สึกสัมผัสความหวาน" (จิต) และรู้สึกว่า "หวาน"(จิต) + รู้ว่าเป็นน้ำตาล(รับรู้ - จิต) + รู้สึกอร่อย (อารมณ์ - จิต) + ชอบ,พอใจ,อยากทานอีก(จิต - อารมณ์/เจตคติ) ------ แล้ว --- จะไม่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้
เหตุการณ์ที่เกิดในจิตตามตัวอย่างนี้คือ สิ่งที่เรียกว่า "ความสุขระยะสั้น, ความสุขชั่วคราว" ถ้ามันเกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ แล้วหายไป ถามว่าสั้นแค่ไหน ขีดยากครับ ประมาณเอาก็แล้วกัน(นี่คือ - ความยาก - ที่จะทำจิตวิทยาให้เป็นวิทยาศาสตร์ครับ)
ถ้าจะตีความเชิง "สาเหตุ และ ผล" แล้ว น้ำตาลเป็นสาเหตุ - รู้สึกสัมผัส + เหตุการณ์อื่นๆถัดไป เป็น ผล
สำหรับ "รางวัล" นั้น คือ "อะไรก็ได้ที่มีผู้ต้องการซึ่งได้ถูกนำไปตามหลังการกระทำใดๆของผู้อยากได้" เช่น "ผู้วิ่ง - วิ่ง - ถึงเส้นชัยก่อนเพื่อน - ตามหลังการถึงเส้นชัยด้วยถ้วยรางวัล" สังเกตว่า "รางวัลจะตามหลังการกระทำเสมอ เราไม่ยื่นรางวัลให้ก่อนออกวิ่งนะครับ ใครทำก็ตลก !!
ต่อไปก็ + ดีใจ ร่าเริง หัวเราะ น้ำตาไหล ---- (เป็นผลเกิดตามมา - เป็นอารมณ์ - เป็นสุขระยะสั้นๆ) แต่ถ้าเกิดสุขต่อเนื่องกันไปนานเป็นวัน เป็นสัปดาห์ ก็เป็นความสุขระยะยาวได้นะครับ
ความสุขระยะสั้น กับ สาเหตุ หรือกับ รางวัล สัมพันธ์กันนะครับ
คราวนี้ ลองคิดต่อไปซิครับ -- ความสุขระยะสั้น นี้ "เป็นผลพลอยได้ !! จากสาเหตุ" หรือว่า "มันไม่มีอยู่จริง แต่เราไป - สร้าง - มันให้เกิดขึ้นมา" หรือว่า "มันมีอยู่แล้วเราไป - เรียก - มันมา !!"
ช่วยคิดที
สวัสดีค่ะอาจารย์
ค่อนข้างจะคิดว่าความสุขระยะสั้นเป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากสภาวะธรรมในร่างกายของเรา ซึ่งมีอยู่จริง แต่ไม่ยั่งยืน... รวมๆ แล้วแทบจะเอาสองคำตอบของอาจารย์มารวมกันค่ะ ^ ^
รู้สึกดีใจครับ ที่อาจารย์ยังมีเวลามาช่วยคิดเรื่องนี้ ที่จริงบางคนเขาหัวเราะ แลว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ที่จริงแล้ว ควรจะไม่ใช่ จริงไหมครับ
ผมลองคิดอย่างนี้ครับ สมมติว่า (๑)ผมเปล่งเสียงว่า "แม่" จินตภาพแม่ก็จะผุดขึ้นในจิตของอาจารย์ นี่แสดงว่า ภาพแม่ได้ถูกบันทึกไว้ก่อนแล้วในระบบความจำระยะยาว(LTM) "มีอยู่ก่อนแล้ว" ผมเพียงแต่ "เรียก" ให้ระลึกออกมาเท่านั้น (๒) ผมเปล่งคำว่า "สุข" "ความรู้สึกสุข" จะไม่เกิดในจิตของอาจารย์ (ใช่ไหมครับ) แสดงว่า เรา "เรียก"มันให้ออกมาไม่ได้ ! ทั้งๆที่มันต้องมีอยู่แล้วเหมือนกัน !!
แสดงว่า การมีอยู่แล้วของ "ภาพแม่" กับ "การมีอยู่แล้ว"ของ "สุข" แตกต่างกัน ?
"การมีอยู่แล้ว" ของ"สุข" เหมือนกับการ"มีอยู่แล้ว"ของ"ต้นไม้ที่หน้าบ้านอาจารย์" หรือไม่? ถ้าใช่ แสดงว่า "สุข" เป็น "ข้อเท็จจริง" !!! เหมือการเป็นข้อเท็จจริงของต้นไม้ต้นนั้น
แต่"ภาพแม่" ต้อง "ไม่ใช่" ? คุณแม่ที่นั่งอยู่ที่บ้านจริงๆโน่นแหละถึงจะเป็น "ข้อเท็จจริง" เหมือนต้นไม้ต้นนั้น
เพราะว่า ถ้าเซลล์ประสาทที่เข้าคู่กับ"ภาพแม่"นั้นดับสลายไป ภาพแม่ก็หายไปด้วย (ซึ่งเซลล์นิวโรนดังกล่าวหายไปวันละหลายล้านเซลล์ นักวิทยาศาสตร์เขาว่าอย่างนั้น) แต่คุณแม่จริงๆยังมีชีวิตอยู่
เมื่อคิดไปเรื่อยๆ เราจะพบอะไรๆหลายอย่าง ถ้าเราหยุดอยู่แค่นี้ ก็ควรจะสนับสนุนว่า Epiphenominalism เป็นจริง
แต่ถ้าเราไล่ต่อไปจนถึงระดับ โมเลกุล ระดับอะตอม และเล็กลงไปเรื่อยๆ(ยังถือว่าเป็นวัตถุ -- ด้วยเหตุผลหรือหลักการ) ก็จะไม่มีความรู้สึก "สุข" หรือ"ภาพ"แม่ เลย และเมื่อนั้น Materialism ได้รับการสนับสนุน
แต่ในระดับ"ตัวมนุษย์" (Systems) ก็ถือว่า "ไม่ผิดธรรมชาติ"
คล้ายๆกับว่า "วัตถุทุกอย่างย่อมตกลงสู่พื้นดิน" กฎอันนี้เป็นจริงเฉพาะที่พื้นโลก ในบริเวณแรงดึงดูดของโลกเท่านั้น นอกแรงนี้แล้ว ก็ผิดทันที !!
เอาเป็นว่า เราพูดกันในระดับ มนุษย์ ก็แล้วกันนะครับ
รู้สึกดีค่ะ เมื่อได้อ่านบทความของอาจารย์วันละ 1 บทความ
สวัสดี หนูวงกลม
ดี อ่านให้หมด ก็จะช่วยให้มองอะไรๆได้แปลกขึ้น จริงไหม รูปเล็กๆที่หมุนไปมา ดูน่าเอ็นดูดีนะ