ค่าเงินบาท..ผ่านมา 10 ปีก็ยังเป็นปัญหา.

จากวิกฤตค่าเงินบาทในปี 2540 มาสู่ ปี 2550 ครบรอบ 10 ปีพอดี แม้จะมีความแตกต่างกันในสถานการณ์แวดล้อม แต่หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ถูกต้อง...ผลลงท้ายอาจจะเหมือนกัน

ปี 2550 นับเป็นเวลาครบรอบ 10 ปีของการเกิดวิกฤติค่าเงินบาท ซึ่งหลาย ๆ คนคงไม่คาดคิดว่าความผันผวนของค่าเงินบาทจะกลับมาเป็นปัญหาใหญ่สั่นคลอนเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจประเทศอีก    เพราะการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทน่าจะจัดการกับปัญหาการเก็งกำไรค่าเงินได้เป็นอย่างดีตามความเชื่อของกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เชื่อมั่นในการทำงานของระบบตลาด   ที่จะมีมือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand)    คอยจัดการให้ตลาดสามารถหาจุดดุลยภาพที่เหมาะสมได้เอง       

อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2550 มีภาวะผิดปกติของค่าเงินบาทเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความหวั่นวิตกว่าอาจเกิดวิกฤติค่าเงินบาทขึ้นอีกครั้ง.. ตกเป็นภาระหนักของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)   ในฐานะผู้บริหารการเงินของประเทศที่ต้องหามาตรการแก้ไขปัญหาให้ได้ ปัญหาค่าเงินบาทที่เกิดขึ้นในปี 2550 นับว่ามีความผันผวนสูงกว่าที่เคยเป็นมาโดยความผันผวนที่เกิดขึ้นนั้นมีทั้งขาขึ้นและขาลง (ค่าเงินบาทที่พูดๆกัน ก็คือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งสกุลหลักที่ใช้มักเปรียบเทียบบาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ)      เป็นที่น่าแปลกใจว่าช่วงต้นปีค่าเงินบาทอ่อนลงไปเกือบแตะ 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ    ทำให้ ธปท. ต้องออกมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท ทั้งเข้าแทรกแซงตลาดเงิน   รวมถึงมาตรการป้องการการขนเงินดอลลาร์ออกนอกประเทศ   พร้อมๆกับกระแสความหวั่นวิตกที่ว่าจะมีการโจมตีค่าเงินบาทจนอ่อนลงไปเรื่อย ๆ ซ้ำรอยวิกฤตค่าเงินบาทในปี 2540 ที่เงินบาทถูกโจมตีมากจนอ่อนลงไปเกือบ 50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  

มาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทระลอกแรก ทำให้มีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ธปท. อย่างรุนแรง ว่าใช้มาตรการที่รุนแรงเกินไป เหมือนกระต่ายตื่นตูม   เป็นผลให้เกิดการยกเลิกมาตรการบางส่วนทั้งๆที่ประกาศออกไปยังไม่ทันข้ามวัน   ยิ่งทำให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ความหนักแน่นและความมั่นใจในการใช้มาตรการของ ธปท. รุนแรงยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาวะการเก็งกำไรค่าเงินบาทได้ลดความรุนแรงลง อาจจะโดยมาตรการ ธปท.  หรือ ตลาดการเงินโลกที่เข้าสู่ภาวะปกติ ก็ทำให้ค่าเงินบาทที่ผันผวนอย่างหนักขณะนั้นเข้าสู่ภาวะปกติเช่นกัน ผ่านวิกฤตระลอกแรกไปได้ไม่กี่เดือน ปรากฏว่าค่าเงินบาทที่อ่อนอยู่ในระดับประมาณ 38-39 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  มีการขยับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ   ซึ่งธปท. ก็ต้องหันมาใช้มาตรการเพื่อทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง เพราะภาวะที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อภาวะการส่งออกสินค้า และภาคการผลิต  มีการชะลอการผลิต รวมถึงปิดกิจการอย่างต่อเนื่อง   กระทั่งผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์  และนักธุรกิจหลายคนได้ออกมาให้ข้อเสนอแนะต่อ ธปท. ด้วยความเป็นห่วงว่ามาตรการที่นำมาใช้จะไม่ประสบผล  และทำให้เศรษฐกิจของประเทศประสบปัญหาจนยากที่จะเยียวยา

หากจะเปรียบเทียบปัญหาค่าเงินบาทในปี 2550 กับวิกฤตค่าเงินบาทในปี 2540 จะพบว่ามีลักษณะของการเกิดปัญหาที่แตกต่างกัน คือในปี 2540 วิกฤตค่าเงินบาทเกิดจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทยเป็นแบบกำหนดค่าเงินคงที่ (Fixed Rate) ในระดับ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ   โดยมีเพดานขึ้นลงของค่าเงินบาทในระดับที่ไม่มากนัก    ขณะที่ค่าเงินบาทในตลาดเงินสากล อยู่ในระดับประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ    ซึ่งก็มีหลายฝ่ายพยายามผลักดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลดค่าเงินบาท (Devaluation)   ให้สอดคล้องกับตลาดต่างประเทศ    แต่ธปท. ยังคงมีความเชื่อมั่นว่าสามารถบริหารจัดการได้   ความแตกต่างของอัตราแลกเปลี่ยนทำให้เกิดการเก็งกำไรโดยซื้อดอลลาร์ในประเทศไทยเพื่อนำไปขายยังตลาดต่างประเทศ   เกิดการขนเงินดอลลาร์ออกนอกประเทศ   ซึ่งธปท. แก้ปัญหาโดยนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเข้าแทรกแซง   แต่ก็ไม่เพียงพอ จนท้ายที่สุดต้องประกาศใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ( Floating Rate) ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงไปทันทีที่ระดับต่ำกว่า 45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ   ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงภาคธุรกิจที่กู้เงินตราต่างประเทศต้องแบกรับภาระหนี้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ต้องปิดกิจการ ล้มละลาย ไปตามๆกัน

ในปี 2550 ความผันผวนของค่าเงินบาทเกิดขึ้น 2 ระลอกด้วยกัน คือการอ่อนค่า (Depreciation) ของเงินบาท และ การ แข็งค่า ( Appreciation) ของเงินบาท ซึ่งความผันผวนนั้นเกิดจากภาวะของตลาดที่มีการเก็งกำไรค่าเงินสกุลเอเชียมากขึ้น   นั่นหมายความว่าความผันผวนไม่ได้เกิดขึ้นอยู่กับค่าเงินบาทเพียงสกุลเดียว   แต่กระจายตัวไปยังสกุลเงินเอเชียทุกสกุลเงินเพราะเกิดการเก็งกำไรค่าเงิน   ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มเอเชียมีการขยายตัวในอัตราสูงต่อเนื่อง  ขณะที่ประเทศในแถบยุโรปหรืออเมริกาเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ความน่าสนใจของสกุลเงินเอเชียเพิ่มสูงขึ้น   แต่ดูเหมือนว่าเงินบาทจะถูกผลกระทบมากที่สุด   ล่าสุดค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะการส่งออกสินค้าของประเทศไทย ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด  พร้อมๆกับผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดตัวเองลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปัจจัยกระทบที่นอกเหนือไปจากศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกที่ต่ำลงก็คือคือภาวะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน  

การที่เงินบาทได้รับผลกระทบจากการเก็งกำไรค่าเงินมากกว่าประเทศอื่นๆในเอเชียนั้น มีปัจจัยหลายประการด้วยกัน  ประการแรกเป็นเพราะประเทศไทยมีการพึ่งพิงเงินบาทสูง เพราะใช้ เงินบาทเป็นสกุลเงินหลัก   ขณะที่ความคล่องตัวของการใช้เงินสกุลอื่นๆนั้นค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในแถบเอเชียด้วยกัน เพราะมีข้อจำกัด   และความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ประชาชนทั่วไปมองว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเป็นค่าธรรมเนียมให้กับสถาบันการเงิน ด้วยการที่ประเทศไทยใช้เงินบาทเป็นหลัก ทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออก (Exporter) ต้องแลกเงินสกุลต่างประเทศเป็นเงินบาท   เมื่อเกิดความผันผวนในค่าเงินบาท ผู้ประกอบการก็จะประสบปัญหาการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน    เมื่อค่าเงินมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง ผู้ประกอบการก็จะถือครองเงินสกุลอื่นๆมากขึ้นทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงไปมากขึ้น    เมื่อเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแข็งขึ้นผู้ประการก็จะนำเงินสกุลต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นไปอีก เป็นการซ้ำเติมปัญหาความผันผวนของค่าเงิน

ปัจจัยอีกประการหนึ่งก็คือประเทศไทยยอมรับนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้การไหลเข้า-ออกของเงินทุนทำได้อย่างคล่องตัว  ทำให้เกิดการไหลเข้าของเงินลงทุนเพื่อเก็งกำไรในตลาดเงินและตลาดทุนในประเทศ  พร้อมๆกับการไหลออกของเงินทุนเมื่อเกิดการโยกย้ายการลงทุน ทำให้การโจมตีค่าเงินของกลุ่มกองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund) ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ในฐานะประเทศที่ใช้นโยบายการค้าเสรี และยอมรับข้อตกลงในการเปิดเสรีทางการเงิน  หน่วยงานภาครัฐของไทย ไม่สามารถที่จะสร้างเงื่อนไขกีดการการไหลเข้าออกของเงินทุนที่มีลักษณะเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนได้มากนัก  สิ่งที่จะทำได้ก็เพียงแต่ใช้มาตรการชะลอความรุนแรงของการเก็งกำไร   ปัญหาความผันผวนของค่าเงินบาทก็ยังคงต้องมีขึ้นต่อไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินโลก  

ดังนั้น  ปัญหาค่าเงินบาทผันผวนจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคโลกาภิวัฒน์ สิ่งที่สามารถทำได้ก็คือใช้มาตรการเฉพาะหน้าในระยะสั้น ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลตลาดการเงินจะต้องตื่นตัวตลอดเวลาและใช้มาตรการป้องกัน (Prevention) มากกว่าที่จะใช้มาตรการแก้ไข (Treatment)   ส่วนในระยะยาวนั้นคงจะต้องพยายามสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการให้รู้จักบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน  พร้อมๆ กันนั้นต้องหันมาพัฒนาตลาดเงินในประเทศให้มีความยืดหยุ่น  ใช้สกุลเงินที่หลากหลาย เพื่อลดผลกระทบเมื่อค่าเงินบาทเกิดความผันผวน

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน “โลกของการบูรณาการ”

คำสำคัญ (Tags)#บูรณาการศาสตร์#ค่าเงินบาท

หมายเลขบันทึก: 125269, เขียน: 05 Sep 2007 @ 14:35 (), แก้ไข: 29 May 2012 @ 18:06 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)