BAR : บทความอ่านก่อนเข้าร่วม “มหกรรม KM ภูมิภาค” ที่ มน.

  เพื่อเป็นการปูพื้น ปรับฐานความคิด ให้เป็นคลื่นที่พอจะรับส่งกันได้ การเข้าร่วมงานของทุกท่านจะได้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ  

         ผมขอแนะนำให้ทุกท่านที่จะเข้าร่วม “มหกรรม KM ภูมิภาค” ที่ มน. (28 – 29 ก.ย. 50) อ่านบทความของท่านอาจารย์หมอประเวศ (ศ.นพ.ประเวศ วะสี) ข้างล่างนี้ก่อนครับ  เพื่อเป็นการปูพื้น ปรับฐานความคิด ให้เป็นคลื่นที่พอจะรับส่งกันได้ การเข้าร่วมงานของทุกท่านจะได้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ

         บทความนี้ผมได้จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม 2550 (หน้า 7) ผมขอกราบเรียนขออนุญาตท่านอาจารย์หมอประเวศ เผยแพร่ใน Gotoknow ณ ที่นี้ และขอกราบขอบพระคุณด้วยครับ

"เอาอนาคตมาดึงเราออกจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน"

โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี

         พลังของอนาคต

         การพัฒนาไม่ใช่การแก้ปัญหา ผู้รู้หรือกูรูกล่าวไว้ ซึ่งอาจทำให้หลายท่านงงเพราะเราคุ้นเคยอยู่กับว่า การพัฒนาคือการแก้ปัญหาโน่นปัญหานี่

         ปัญหาต่าง ๆ มีรากยาวไกลและมีคนเกี่ยวข้องมากมายทำให้แก้ไขได้ยากหรือแก้ไม่ได้และยิ่งแก้ยิ่งทะเลาะกันมากขึ้นเพราะคนที่เกี่ยวข้องจะโทษกันไปโทษกันมา

         ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อครั้งที่อาจารย์หมอณัฐ ภมรประวัติ เป็นอธิการบดี ท่านอยากให้มีเครือข่ายวิชาการในเรื่องต่าง ๆ มีอยู่เครือข่ายหนึ่ง เมื่อประชุมครั้งแรกประธานก็ถามขึ้นว่า “ใครคิดว่ามีปัญหาอะไรบ้าง” ผู้ร่วมประชุมก็พูดถึงปัญหากันใหญ่ สักพักหนึ่งปัญหาก็ท่วมท้นทับถม และโทษกันจนเคลื่อนต่อไม่ได้ เครือข่ายวิชาการนั้นก็ล้มไป

         หลายปีมาแล้วผู้เขียนไปร่วมประชุมประชาคมขอนแก่นมีผู้บอกว่าเขาจะทำวิจัยว่า “ทำไมประชาคมขอนแก่นจึงไม่ค่อยเกิด” ผู้เขียนห้ามว่าอย่าไปทำแบบนั้นเลย เพราะทำไป ๆ จะทะเลาะกันมากขึ้น เนื่องจากจะโทษกันไปมาว่าที่ไม่เกิดเพราะคนนั้น เพราะคนนี้ เพราะคนโน้น สู้ไปวิจัยว่ามีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นในจังหวัดขอนแก่นบ้าง ยิ่งทำยิ่งพบความดีก็จะมีกำลังมากขึ้น

         ประเทศก็เช่นเดียวกันถ้าหมกมุ่น (Obsessed) อยู่กับการแก้ปัญหา ปัญหามันยาก ๆ ทั้งสิ้น นอกจากแก้ไม่ได้แล้วยังทะเลาะกันมากขึ้น หนักเข้าก็ติดอยู่ในกับดักของการแก้ปัญหา ไม่มีทางเคลื่อนไปสู่อนาคตได้

         ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่าไม่พยายามแก้ปัญหา แต่อย่าไปทุ่มหรือหมกมุ่นจนหมดตัวแล้วติดอยู่กับวิกฤตการณ์อันเป็นปัญหาของอดีตและปัจจุบัน จนมองอนาคตไม่เห็นควรจะใช้อนาคตมาดึงเราออกจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน

         อนาคตยังไม่เกิดจะมีพลังมาฉุดเราออกจากปัจจุบันได้อย่างไร

         อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพราะความรู้มีข้อจำกัดว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ ทำอย่างนี้ไม่ได้ แต่จินตนาการไม่มีข้อจำกัด สามารถไปได้ไกลสุดสุด

         เจ้าชายสิทธัตถะมีจินตนาการไกลสุดสุดว่า “มนุษย์พ้นทุกข์ได้” แต่ไม่ทรงมีความรู้ว่าทำอย่างไร แต่จินตนาการไกลสุดสุด นั้นมีพลังที่ผลักดันให้ท่านแสวงหาความรู้นั้นอย่างสุดแรงเกิดอยู่ 6 ปี จนทรงค้นพบความรู้ที่ประเสริฐสุดที่เสมือนประทีปส่องทางให้มนุษยชาติมาเป็นพัน ๆ ปี ตราบเท่าทุกวันนี้และกำลังโชติช่วงมากยิ่งขึ้นในโลก

         จินตนาการไปในอนาคตให้แรง จะเกิดพลังฉุดมหาศาลฉุดเราออกจากปลักอันหมักหมมของอดีตและปัจจุบัน

         ประเทศไทยต้องการจินตนาการใหม่มุมมองใหม่

         สังคมไทยถูกสะกดหรือวางยาไว้ในจินตนาการเก่า ๆ มุมมองเก่า ๆ จนหมดแรงที่จะออกจากวิกฤต มุมมองเก่า ๆ ก็คือประเทศไทยนั้นยากจน คนไทยเป็นคนไม่เก่งเป็นคนไม่ดี ไม่มีทางพึ่งตนเองได้ ต้องพึ่งผู้อื่นอยู่ร่ำไป

         มุมมองใหม่ในเรื่องทรัพยากร ต้องขอยกมุมมองของต่างชาติสัก 3 กรณี

         คนจีน ที่อยู่ประเทศของตนต้องอดยากขาดแคลนจนถึงตาย พอมาเห็นเมืองไทยบอกว่าไม่ตายแล้ว เพราะอุดมสมบูรณ์เหลือเกิน

         นักวิชาการญี่ปุ่น เขียนบทความชื่อ “Thailand is rich, Japan is poor” เขาเปรียบเทียบให้เห็นว่าประเทศไทยร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าญี่ปุ่นเพียงใด เขาว่าญี่ปุ่นกับสิงคโปร์มีทรัพยากรธรรมชาติน้อย จึงทำอย่างที่เขาทำ ซึ่งไทยไม่ควรเอาอย่าง

         มาร์ติน วีเลอร์ ชาวอังกฤษ เป็นลูกเศรษฐีเรียนจบมหาวิทยาลัยพ่ออยากให้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแต่เขาไม่เชื่อ ออกท่องเที่ยวไป แล้วมาแต่งงานกับผู้หญิงชาวบ้านไทยทำนาอยู่ที่บ้านคำปลาหลาย อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เขาว่าพ่อเขาเป็นเศรษฐี แต่มีที่อยู่ครึ่งเอเคอร์เท่านั้นแต่เขากับภรรยามีที่นาอยู่ 6 ไร่มากกว่าพ่อ เขามีงานทำตลอดปี ที่อังกฤษมีปัญหาการว่างงาน เขามีความมั่นคงทางอาหารมากเพราะผลิตได้มาก มีกินอิ่มและยังเหลือขายหมู่บ้านที่เขาอยู่อากาศดีมาก ไม่มีมลพิษ ที่อังกฤษอากาศมีมลพิษมาก ลูกเขาเล่นไปในหมู่บ้านปลอดภัยมากเพราะทุกคนรู้จักกันหมด ในขณะที่อังกฤษอาจไม่ปลอดภัย รวมความว่าชีวิตเขาในประเทศไทยรุ่มรวยมาก

         มุมมองใหม่ ประเทศไทยร่ำรวยด้วยทรัพยากรหรือทุนต่าง ๆ มากมาย ทั้งทุนทางทรัยากรธรรมชาติ ทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางศาสนธรรม และอื่น ๆ เกินพอที่จะสร้างการมีอยู่มีกินสำหรับทุกคนและบ้านเมืองมีอนาคตที่ดีได้ไม่ยาก ถ้าเรามีจินตนาการใหม่ร่วมกัน

         มุมมองใหม่ในเรื่องคน มุมมองเก่าคนไทยไม่เก่ง มีการศึกษาน้อย พัฒนาได้ยาก นั่นเกิดจากเรามองความรู้ประเภทเดียว คือความรู้ในตำรา ความรู้มี 2 ประเภท คือความรู้ในตำรากับความรู้ในตัวคน ความรู้ในตัวคนเช่น ความรู้ในการทำก๋วยเตี๋ยว ในการทำไร่ ทำนา ทำสวน ในการก่อสร้าง ในการทำมาค้าขาย ในการทำกับข้าว ในการเลี้ยงลูก ฯลฯ ความรู้ในตัวคนเป็นความรู้ที่ฝังแน่น เพราะได้มาจากประสบการณ์ชีวิตและการทำมากับมือ เพราะความรู้ในตัวนี่แหละ แม่จึงเป็นครูที่ดีที่สุดของลูกทุกคนโดยไม่คำนึงถึงการศึกษาของท่าน โยมแม่ของอาจารย์พุทธทาสไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แม่ของอาจารย์ป่วยไม่เคยเข้าโรงเรียนเลยแต่เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ของลูก

         ความรู้ในตัวคนกับความรู้ในตำรามีความสำคัญทั้งคู่แต่มีที่มาและความหมายต่างกัน ความรู้ในตัวคนมีฐานในวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม แต่ความรู้ในตำรามีฐานในวิทยาศาสตร์ความรู้ในตำรามีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ แต่ความรู้ในแต่ตัวคนทุกคนมี ถ้าเราเคารพเฉพาะความรู้ในตำรา คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีเกียรติ คนส่วนใหญ่จะไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี มีความมั่นใจในตัวเอง รวมกันเป็นความมั่นใจแห่งชาติ คนไทยทั้งหมดจะเป็นพลังในการพลิกฟื้นแผ่นดินและจะเปลี่ยนแนวทางศึกษา และแนวทางการพัฒนาที่จะสร้างความร่มเย็นเป็นสุขในเวลามิช้าเลย

         การมีจินตนาการใหม่ มุมมองใหม่ ทำให้เรากล้าที่จะสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมที่จะทำให้เกิดพลังมหาศาลที่จะดึงเราไปในอนาคต

         การพัฒนาคือการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี

         ในตอนต้นได้พูดว่าการพัฒนาไม่ใช่การแก้ปัญหาการพัฒนาคือการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดีในขณะที่การแก้ปัญหายากและทะเลาะกันมากขึ้น การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดีนั้นง่ายกว่าและทำให้รักกันมากขึ้นการทำสิ่งใหม่ที่ดีมีความสำเร็จง่ายกว่าเมื่อสำเร็จแล้วก็เกิดความปิติร่วมกันชื่นชมยินดีร่วมกัน ทำให้รักและเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust)

         ความเชื่อถือไว้วางใจกันเป็นทุนสำหรับการพัฒนาอันยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ทำอะไร ๆ สำเร็จได้ง่าย รวมทั้งสิ่งยาก ๆ ที่แก้ไม่ได้ท่ามกลางความไม่เชื่อถือไว้วางใจกัน

         ความเชื่อถือไว้วางใจกันนี้ เงินเท่าไร ๆ ก็ซื้อไม่ได้ แต่เกิดจากการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี การแก้ปัญหาเก่านั้นทำให้สะดุ้ง หวาดกลัว หวั่นระแวง ไม่เชื่อถือไว้วางใจกันหรือแตกแยกกันมากขึ้นและอาจนำไปสู่ความรุนแรง

         ฉะนั้น เพื่อนคนไทยควรรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี สิ่งใหม่ที่ดีทำไม่ยากเลยครับ เพราะเรามีทรัพยากรหรือทุนต่าง ๆ มากมากและถ้าเราทำโดยเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน โลกจะเปลี่ยน เราจะเปลี่ยนจากนรกเป็นสวรรค์ค่อนข้างจะฉับพลันทันที

         การสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมคือการสร้างพลังมหาศาลในการเคลื่อนไปข้างหน้า

         ถ้าเรามีความมุ่งมั่นร่วมกันจะเกิดพลังประดุจแสงเลเซอร์แสงเลเซอร์เกิดจากการจูนคลื่นของแสงที่มีพลังต่ำ ๆ ให้ช่วงคลื่นเข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคลื่นของแสงที่ตัดกันย่อมไม่มีพลัง แต่คลื่นแสงที่พลังต่ำ ๆ นั่นแหละ ถ้าจูนให้มันเข้ามาร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะกลายเป็นแสงเลเซอร์อันมีพลังมหาศาลในการทะลุทะลวงตัดของแข็งได้

         ความรู้ ทฤษฎี เหตุผล ตรรกะ ย่อมมีความหลากหลายไม่มีพลังที่จะฉุดสังคมออกจากปลักวิกฤต แต่เป้าหมายและวิสัยทัศน์สามารถร่วมกันได้และเป็นพลังประดุจแสงเลเซอร์

         ฉะนั้นเราควรพูดคุยสื่อสารกันทั้งแผ่นดิน เพื่อสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศไทย ถ้าเป้าหมายและวิสัยทัศน์ต่ำเฉพาะเรื่อง เช่น จะสร้างสะพานหรือไม่สร้างจะสร้างเขื่อนหรือไม่สร้าง เราจะมีการค้าเสรีหรือไม่มี คนจะเห็นต่างกันและทะเลาะกัน เป้าหมายและวิสัยทัศน์จะต้องสูงพอที่ทุกคนจะเห็นร่วมกันได้หมด เช่น

         “ร่วมสร้างสังคมไทยที่ลูกหลานของเราจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสุข”

         อย่างนี้เห็นร่วมกันได้หมดไม่มีขัดแย้งกันเลย

         แต่ถ้าเป็นเป้าหมาย ต้องมีปริมาณและกำหนดเวลากำกับไปด้วย เช่น “ร่มเย็นเป็นสุขทั่วทั้งแผ่นดินภายใน 5 ปี หรือ 10 ปี”

         ตรงนี้จะเริ่มเห็นไม่ตรงกัน บ้างว่าเป็นไปได้ภายใน 5 ปี บ้างว่าไม่ได้ ก็สุดแต่จะตกลงให้เป็นเป้าหมายร่วมกัน

         ทีนี้ก็ต้องมาดูต่อไปว่า แล้วจะต้องทำอะไรที่สำคัญ ๆ จึงจะเกิดความร่มเย็นเป็นสุขได้จริง ๆ ตรงนี้ต้องการปัญญาอย่างรวบยอด รู้ว่าปัจจัยแห่งความร่มเย็นเป็นสุขจริง ๆ อยู่ที่อะไร ขอยกตัวอย่างให้ดูสัก 3 เรื่อง คือ

         (1) การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ หากประชาชนมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ความชั่วต่าง ๆ จะลดน้อยหรือหมดไป เช่น การลักขโมย การพนัน ยาเสพติด อบายมุขต่าง ๆ ยากที่จะขจัดเพราะติดขัดด้วยผลประโยชน์ของฝ่ายต่าง ๆ เช่น ห้ามบาร์ไนด์คลับ อาบอบนวด แม้ค้าส้มตำหน้าบาร์ก็เดือดร้อน สาวเชียร์เบียร์ก็เดือดร้อน หรือแม้ตำรวจก็อาจเดือดร้อน เป็นตัวอย่างว่าแก้ปัญหาทำได้ยากมาก แต่หากสร้างการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ อบายมุขต่าง ๆ จะหายไปเอง ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ต้องมุ่งส่งเสริมสัมมาชีพให้เต็มพื้นที่นโยบายก็ดี การจัดสรรทรัพยากรก็ดี การวิจัยก็ดี เทคโนโลยีก็ดี การศึกษาก็ดี ต้องมุ่งไปสนับสนุนให้เกิดสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ซึ่งไม่เกิน 5 ปีก็น่าจะทำได้หมดทั้งประเทศ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่คือ รากฐานของสังคมร่มเย็นเป็นสุขและคุณธรรม

         (2) ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ฐานของสังคมคือชุมชนท้องถิ่นฐานของสังคมเข้มแข็งก็จะทำให้สังคมทั้งหมดแข็งแรงและมั่นคงชุมชนท้องถิ่นจะเป็นฐานของทุกเรื่องทั้งเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และประชาธิปไตย ปราศจากประชาธิปไตยชุมชน ประชาธิปไตยท้องถิ่น ประชาธิปไตยข้างบนก็ขาดฐาน สิ่งใดที่ขาดฐานก็จะพังลง ๆ บัดนี้ชุมชนท้องถิ่นพร้อมแล้ว อยู่ที่ทางราชการจะต้องเลิกครอบงำเขาปล่อยให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวของตัวเอง และร่วมมือกับองค์กรและกระบวนการที่ทำเรื่องดี ๆ ต่าง ๆ ถ้าสนับสนุนกันให้ดีชุมชนท้องถิ่นน่าจะเข้มแข็งได้ภายใน 5 ปี

         (3) ความเป็นประชาสังคม (Civil Society) ความเป็นประชาสังคมหมายถึงสังคมที่ประชาชนรวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยความเสมอภาคและภราดรภาพเต็มพื้นที่ทางสังคมอย่างนี้เรียกว่าสังคมมีความสัมพันธ์ทางราบ ตรงข้ามคือสังคมที่สัมพันธ์กันด้วยอำนาจจากบนลงล่าง เรียกว่าสังคมที่มีความสัมพันธ์ทางดิ่ง สังคมที่มีความสัมพันธ์ทางดิ่งเศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี และจะไม่มีวันดี ทำอย่างไร ๆ ก็ไม่ดีตราบเท่าที่สังคมยังเป็นทางดิ่งสังคมไทยเป็นอย่างนั้น ถ้าอยากให้เศรษฐกิจดี การเมืองดีและศีลธรรมดี ต้องปรับเปลี่ยนสังคมไทยให้เป็นประชาสังคมโดยส่งเสริมให้มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กรและในทุกเรื่อง ถ้าสังคมไทยเข้าใจ และมีความมุ่งมั่นร่วมกันน่าจะเกิดความเป็นประชาสังคมได้ภายใน 5 – 10 ปี

         ทั้ง 3 เรื่องคือ (1) การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ (2) ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง (3) ความเป็นประชาสังคม เป็นรากฐานของความเป็นธรรม ประชาธิปไตย สันติภาพ และความร่มเย็นเป็นสุข เราพัฒนากันมามากแต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเราไม่ทำตรงรากฐานของความร่มเย็นเป็นสุข

         ถ้าทำตรงรากฐาน และให้การพัฒนาต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกับฐาน ความงอกงามลงตัวก็จะเกิดขึ้นโดยเร็ว

         นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้นำสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศ

         องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะเกิดพลังสร้างสรรค์มหาศาลเมื่อมีการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมขององค์กร ประธานบริหารขององค์กร (ซีอีโอ) ต้องเป็นผู้นำให้สมาชิกขององค์กรสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม

         เมื่อสมาชิกได้มีส่วนร่วมในการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ พฤติกรรมในองค์กรจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผู้คนจะรักองค์กร รักกันเองและร่วมกันทำงาน โดยหัวหน้าไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไช หัวหน้าไม่ได้มีหน้าที่จ้ำจี้จ้ำไช แต่มีหน้าที่นำให้เกิดการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม

         สำหรับประเทศเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในการเป็นผู้นำคนทั้งประเทศมาร่วมสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของประเทศ นายกรัฐมนตรีมีเครื่องมือมากมายมหาศาลที่จะทำอย่างนั้น และเมื่อคนไทยทั้งประเทศร่วมสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศ ประเทศไทยจะเกิดพลังมหาศาลหลุดจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน

         ไปสู่อนาคตที่ร่มเย็นเป็นสุขโดยไม่ยากเลย

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม 2550 หน้า 7

         วิบูลย์  วัฒนาธร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน นเรศวรวิจัย-QA-KM

คำสำคัญ (Tags)#km#มหาวิทยาลัยนเรศวร#nukm#มน.#bar#ประเวศ วะสี#มหกรรม km ภูมิภาค

หมายเลขบันทึก: 124445, เขียน: 02 Sep 2007 @ 17:18 () , แก้ไข, 11 Feb 2012 @ 20:11 (),  | , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (5)

อาจารย์เสนอการบ้านที่เยี่ยมมาก ในประเด็นคนที่มาร่วมงานควรจะเตรียมตัว เตรียมใจอะไรบ้าง

ส่วนการดำเนินงานให้ไปในในสังคมที่ปกตินั้น  ถ้าเอาตำราพระเจ้าตากมาใช้ ค่อยๆรวบรวมก๊กเล็กก๊กน้อยไปที่จะก๊ก2ก๊ก กำลังก็จะกล้าแข็งขึ้น ก๊กUKM.นี่แหละน่าทดลอง ไม่ทราบว่าเป็นสุกรกลัวน้ำร้อนรึเปล่า ถ้าตีความอย่างที่อาจารย์หมอประเวศว่า เราต้องเดินออกไปหาวิธีการใหม่ๆ บรรยากาศใหม่ๆ ความรู้สึกใหม่ๆ หากระบวนการสดๆซิงๆให้เจอ  เอามะพร้าวมาขายสวนอีกแล้ว อิอิ.. 

จอมทัพต้องกล้าหาญ ชัดเจน

  • มีใจใหญ่ เพื่อทำงานใหญ่
  • มีหูใหญ่ เพื่อสดับรับฟังเรื่องต่างๆ
  • มีตาใหญ่ เพื่อจะมองเห็นรอบทิศรอบจักรวาล
  • มีสมองใหญ่ จะได้มีปัญญาเยอะ
  • มีรักที่ยิ่งใหญ่ รักบุกไปที่ไหน ราบเป็นหน้ากลอง เป็นคาถามะหาระรวยให้คนเข้าหากันด้วยจริตวิธีที่เหมาะสมและดีที่สุด  ทุกคนมีความรักอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะเอาออกมาได้อย่างไร แล้วให้พลังรักมันทำหน้าที่ของมันเองส่วนหนึ่ง มีทีมงานบริหารส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นอย่างนี้กระบวนการจะเกิดเป็นจินตนาการที่กระโดดโลดเต้นไปได้อย่างบรรเจิด
  • ตัวอย่างที่เชียงใหม่ อ.พิชัย ทำได้ยอดเยี่ยมมาก และสิ่งนี้ก็จะเข้มแข็งขึ้นไปได้ตามลำดับ เพราะความรับผิดชอบกระจายอยู่ในใจของทุกคน
  • เรื่องสังคม ถ้าไม่รักมนุษย์ ทำยาก แต่ทำให้มนุษย์รักกันก็ไม่ง่าย ถ้าเกาไม่ถูกที่คัน
  • ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ
  • หว้าจะนำบันทึกนี้ไปเผยแพร่ต่อค่ะ
  • แล้วเจอกันที่งานนะคะ

 

JJ
เขียนเมื่อ 
เรียน ท่านรองวิบูลย์ ขอบพระคุณครับ การบ้าน ยากแท้
Panda
เขียนเมื่อ 
  • ขอบคุณมากครับ