ฝันถึงพ่อ

ทำให้หวนนึกถึงคนตายไปโดยจิตปัจจุบันไม่ได้รับรู้ แต่ก็ดีใจทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองฝันถึงพ่อ

วันที่ 28 สิงหาคม 2550

วันนี้เป็นวันอังคารของสัปดาห์ที่ 17 แล้ว และนับก็คงเหลืออีก 78 วันครับผม เมื่อวานซึ่งเป็นวันจันทร์นั้นผมค่อนข้างว่างจากงานของโรงพยาบาล เนื่องจากตรวจคนไข้ตอนเช้าเสร็จแล้วก็กลับบ้านเพื่อมานั่งเขียนบทความให้ครูหาญ ซึ่งจะเล่าให้ฟังต่อไป

                ในช่วงเช้าที่ตรวจคนไข้ที่คลินิกกับครูลีนั้น มีคนไข้คนหนึ่งซึ่งผมผ่าตัดเขาไปเมื่อวันศุกร์ 2 สัปดาห์ก่อน วันนี้เขาก็ดูแข็งแรงดีตามปกติ แต่เธอบ่นกับผมเล็กน้อยว่า ก่อนออกจากโรงพยาบาลนั้น ไม่ทราบเลยว่าเราได้ผ่าตัดอะไรไปบ้าง แว๊บแรกถึงกับใจหายครับ ว่าเรางี่เง่าขนาดนี้เชียวเหรอ แต่ก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ในลำดับต่อมาก็คือว่า ในวันเสาร์ที่ผมไป round กับอาร์เธอวันนั้นน่ะ ผมไม่มีโอกาสดูคนไข้ก่อน (เพราะครูหาญไม่ยอมให้ดูคนไข้หลายหน) เมื่อมาดูคนไข้คนนี้ เราก็แค่สอบถามอาการเล็กน้อย ดึงผ้าก๊อซออกจากช่องคลอด แล้วอธิบายเรื่องการปฏิบัติตนของเขา ซึ่งทั้งหมดนี้อาร์เธอเป็นคนอธิบายโดยสังเขป วันอาทิตย์อีกทีมหนึ่งก็มาดู ซึ่งก็ตามเคย คงดูแป๊บเดียว สั่งถอดสายสวนปัสสาวะ สั่งวัดปริมาณปัสสาวะที่คงค้างอยู่เมื่อเขาฉี่เอง แล้วกลับบ้านได้ (2 วันหลังผ่าตัด) ถ้าเขาสามารถฉี่ได้ดี นี่คือรูปแบบการ round ของที่นี่ที่ผมไม่เคยถูกใจเลย ท้ายที่สุดคนไข้ก็ออกจากโรงพยาบาลด้วยอาการงง

                ลองมาเทียบกับที่ม.อ.บ้านผมสิครับ

                เราดูคนไข้เป็นสาย แพทย์ใช้ทุนดูคนไข้เป็นสาย เขาได้มีโอกาสซักประวัติ รวมทั้งอาจจะได้ตรวจร่างกายด้วยตัวเองอีกครั้ง (ถ้าเขายันพอ และคนไข้ยินยอม) แล้วได้เข้าช่วยผ่าตัดในคนไข้ของเขาเอง ดูแลหลังผ่าตัดเองจนคนไข้สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ดังนั้นเขาจึงรู้เรื่องราวคนไข้และคนไข้สนิทกับหมอใช้ทุนพอประมาณ ในขณะที่ที่นี่เราต่างออกไป คนที่ดูคนไข้อาจจะไม่ได้ผ่า คนที่ผ่าอาจจะไม่ได้เป็นเจ้าของคนไข้ (ผมหมายถึง fellow, registra และ MO นะครับ) และคนที่ผ่าอาจจะไม่ได้ดูหลังผ่าตัด เนื่องจากเรารับผิดชอบการ round เป็น ward ไป จะไปดูหลายครั้งก็ไม่ได้ ครูหาญบอกว่าจะเป็นการรบกวนคนไข้ซะเปล่าๆ ดังนั้นส่วนหนึ่งเราจึงรู้จักคนไข้ผ่านการอ่านบันทึกที่เขียนด้วยลายมือ อ่านออกบ้างเดาบ้าง จนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่หายหงุดหงิดที่อ่านลายมือหมอที่นี่ไม่ค่อยออก ก็ผมไม่ใช่เภสัชกรนี่นา และก็รู้สึกหงุดหงิดที่ต้องมานั่งบันทึกอาการผู้ป่วยก่อนที่จะได้ดูเขา แต่ทำไงได้ครับ ระบบเขาเป็นอย่างนี้นี่นา

                อย่างไรก็ตาม เมื่อผมอธิบายคนไข้รายนี้เสร็จ เขาก็บอกว่ารู้สึกดีขึ้นมากเลย ผมสามารถอธิบายให้เขาได้เข้าใจ ซึ่งค้างคามานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว เขาเคยโทรศัพท์มาที่ ward เพื่อที่จะคุยกับหมอ แต่พยาบาลก็บอกทุกทีว่าหมอไม่ว่าง วันนี้เลยได้โล่งใจ เธอยังให้ของขวัญผม 1 กล่องและการ์ดขอบคุณครูลี ซึ่งผมก็ยกทั้ง 2 สิ่งนี้ไปให้ครูลีหมดครับ

                ตอนบ่ายเป็นช่วงที่ผมต้องเก็บข้อมูลวิจัย แต่ผมไม่ได้ไปครับ นั่งรอคนไข้วิจัยที่ไอชิง (ผู้ช่วยวิจัยของหน่วย) ระบุว่าจะให้ผมดูเท่านั้น รอจนกระทั่ง 2.45 นั่นและจึงจะได้คุยกับคนไข้ ถามว่าทำไมไอชิงต้องระบุผม เธอบอกว่า ใช้ง่าย ไม่หงุดหงิด และคนนี้เคยเป็นคนไข้ผมครับ ก็แหงล่ะ คนไข้วิจัยนั้นผมหาให้เขาเกินครึ่งนี่นา

                3 โมงนิดๆก็รีบกลับที่พัก เพราะว่าต้องเขียนบทความให้ครูหาญ

                เรื่องมันมีอยู่ว่า บริษัทที่ทำนิตยสารแห่งหนึ่ง ส่งจดหมายมาหาครูหาญ บอกให้ท่านเขียนบทความเกี่ยวกับ อาการปัสสาวะเล็ด (urinary incontinence) ให้เขาเพื่อตีพิมพ์ เป็นนิตยสารที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของสิงคโปร์ และครูหาญก็สั่งทันทีผ่านจูดี้ว่า ส่งให้ผมเขียน ตายล่ะหวา งานเก่าก็ยังไม่สามารถเริ่มได้เลย (เขียนหนังสือพ๊อกเก๊ตบุ๊คของหน่วยขาย) แล้วนี่จะเอาภายใน 1 สัปดาห์ ผมไม่สามารถเริ่มไอเดียการเขียนได้จนกระทั่งเที่ยงวันของเมื่อวาน จึงรีบกลับห้องไปก่อนที่มันจะหายไป จากนั้นก็เริ่มเขียนเลยครับ ใช้เวลาตั้งแต่ 3 โมงครึ่ง พักกินข้าวเย็นทุ่มหนึ่ง และเขียนต่อไปจนเสร็จก็ประมาณ 5 ทุ่ม ไอ้หยา ทำได้ยังไงเนี่ย นั่งงงงงอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ส่งให้จูดี้ตรวจทานภาษาและไวยกรณ์ก่อนส่งให้ครู ผมพยายามใช้ศัพท์ชาวบ้านให้มากที่สุด แต่ก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป (วันหลังเขียนเสร็จ จะส่งให้พี่โอ๋ ภาคพยาธิของโรงพยาบาลผมอ่านเพื่อช่วยตรวจทานก่อน..ฮา)

                วันนี้เป็นวันอังคารแล้ว เมื่อคืนฝันไม่ดีอีกรอบ ฝันว่าอยู่ที่บ้านที่สุราษฎร์ฯ แล้วจู่ๆก็มีเสียงดังตู้มใหญ่ ผมบอกว่าฟ้าร้องน่ะ แต่เพื่อนบอกว่าระเบิดที่โรงพิมพ์ข้างบ้าน ทันใดนั้นก็เห็นเพื่อนคนหนึ่งที่ตายไปนานมากแล้ว ผมเรียกเขาว่า เกี๊ยว (เพราะที่บ้านเขาขายเกี๊ยว) บอกว่าไปดูสถานที่ระเบิดกัน จากนั้นก็รีบเข้าบ้านเพราะกลัวพ่อแม่เป็นห่วง ซึ่งผมก็พบว่าพ่อเป็นห่วงจริงๆ (แต่พ่อผมก็ตายมาตั้ง 7 ปีแล้วด้วย) ไม่นานนักผมก็ตื่น และมานึกทบทวน ผมจำเหตุการณ์ในฝันได้ดี สงสัยว่าเสียงระเบิดน่าจะมาจากเสียงโครมครามทุกเช้าที่นี่ ที่ผมเดาว่าน่าจะเป็นการเก็บขยะ ส่วนเรื่องของเกี๊ยวและพ่อนั้น ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าฝันถึงเขาไปได้อย่างไร หรือเป็นเพราะว่าเมื่อวานเห็นคนเขาไหว้เจ้ากันเยอะมาก เผากระดาษ สวดมนต์ เสียงงิ้วดังมาจากวัดจีนละแวกบ้านดังตั้งแต่เมื่อวานเย็น ทำให้หวนนึกถึงคนตายไปโดยจิตปัจจุบันไม่ได้รับรู้ แต่ก็ดีใจทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองฝันถึงพ่อ

                วันนี้ช่วงเช้าผมอยู่ห้องตรวจยูโรพลศาสตร์ครับ ไม่มีคนไข้เข้ามาตรวจเลยซักคนเดียว นั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ เพราะว่าทางวารสาร Medical Time เขียนจดหมายมาหาเพื่อให้เขียนบทความลงตีพิมพ์ เรื่องอาการปวดประจำเดือน งานนี้ต้องเขียนให้หมอทั่วไปอ่านกัน เลยต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้นหน่อย จนเที่ยงก็ไปกินข้าวกับดันดี วันนี้ฝนตกหนักตั้งแต่ 9 โมงเช้าและล่วงเลยมาจนถึงบ่ายแก่ๆ ตกหนักมากครับ แบบนี้น่านอนชะมัด ช่วงบ่ายตรวจคนไข้จนถึง 5 โมงจึงกลับบ้าน ตอนที่เดินกลับก็ลุ้นๆว่าฝนจะตกซ้ำหรือไม่ อากาศดี กำลังสบาย ชื้นๆ เย็นๆนี่ผมชอบเป็นที่สุด

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง

คำสำคัญ (Tags)#แพทย์#เรียนต่อ#พ่อ#สิงคโปร์

หมายเลขบันทึก: 122781, เขียน: 28 Aug 2007 @ 19:14 (), แก้ไข: 11 Feb 2012 @ 20:06 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก


ความเห็น (4)

อ่านเพลินๆ สนุกสนานกับกิจวัตรอ.หมอแป๊ะ และรู้สึกได้ว่าทำไมคนไข้ถึงอยากจะหาคุณหมอใจดีของเรานัก อ่านแล้วอิ่มใจค่ะ มาถึงตอนโดนพาดพิงแล้ว ดีใจจังค่ะ ด้วยความยินดีเลยนะคะ พี่โอ๋อ่านเร็วค่ะ (มีผู้ช่วยอีก 2 หนุ่มน้อยนักอ่าน ที่เขาเชี่ยวชาญการเขียนภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทยด้วยค่ะ)  
กอบกุล
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

ด้วยอาจารย์แป๊ะเป็นหมอที่ให้ความเป็นกันเองกับคนไข้คนไข้หลายคนจึงเกิดความไว้วางใจ  หมอสูติฯต้องตรวจเกี่ยวกับอวัยวะที่เป็นของสงวนของผู้หญิง  อย่างที่รู้กันว่าผู้หญิงขี้อายแค่ไหน  หญิงไทยยิ่ง  โอ้โห...  อันนี้หนูรู้ดี  555  ...

การที่หมอสร้างความเป็นกันเองกับคนไข้
1.  จะทำให้คนไข้กล้าตรวจ
2.  จะส่งผลให้คนไข้  ให้ความร่วมมือแก่การรักษา
3.  ป้องกันโรคต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้
ฯลฯ

แล้วอาจารย์แป๊ะก็คือหมอที่คนไข้ไว้ใจค่ะ...   เอ่ออาจารย์ค่ะหนูมีเรื่องจะรบกวนถาม  แต่หากลงในบล๊อกเนี่ยคงไม่ดีนัก  เดี๋ยวหนูค่อยรบกวนเมล์ไปน่ะคะ... 

อะฮ่า  พี่โอ๋ P ตกหลุมพรางผมแล้ว

เรื่องคนไข้มาหานี่ เราเป็นข้าราชการครับ  ก็ทำตามหน้าที่ของเรา ดีอย่างที่คนไข้ของผมส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไข้ที่เป็นมะเร็ง ไม่งั้นก็คงต้องรีบทำงานรีบผ่าตัดให้ทันก่อนที่โรคจะลุกลาม แต่ก็ดีไปอีกอย่างหนึ่งที่ภาควิชาผมมีหมอมะเร็งอยู่หลายคน ผมก็ส่งไปให้เขาดูต่อครับ เพราะว่าผ่าตัดเรื่องนี้ไม่เก่งเอาซะเลย

 

สวัสดีครับศิลปินใยไหม

(ความลับ ผมเกลียดและกลัวหนอนที่สุดในโลกครับ เข้าขั้น phobia เลยเชียว แต่ก็ดันมีน้องสาวห่างๆคนหนึ่ง ชื่อไหม และเรียนหมอด้วย ตอนนี้อยู่ที่รพ.มหาราช นครศรีฯ)

เรื่องโรคปรึกษาได้เสมอครับ เรื่องหัวใจ บ่ฮู้ รับปรึกษาบ่เป็นหยัง

แต่ใน G2K นี่มีหลายคนสามารถดูแลหัวใจคนเก่งหลายคนครับ ลองท่องเที่ยวไปดู จะพบว่าหลายคนจิตใจดีและอยู่ในระดับสูงส่งทีเดียว

น่าจะลองเป็นสมาชิกที่นี่ดูนะครับ