ตลาดนัดกรมอนามัย 2550 - Press Tour (27) ตามรอย KM ย่างก้าวสู่ LO ... no.9

  ... แต่วิธีทางตะวันออกก็คือว่า ให้รู้ตัว ไม่ด่วนถลำลงไปในนั้น ให้รู้ตัว รู้จิตใจ ดูใจเราเอง นี่คือ สิ่งที่เราเรียกว่าฝึกสติ ให้อยู่ปัจจุบันนั้นเลย เมื่อเราอยู่ปัจจุบันได้บ่อยขึ้น ได้ถี่ขึ้น อิทธิพลของอดีตก็กลับมาน้อยลง เมื่ออิทธิพลของอดีตน้อยลง ก็อยู่ในปัจจุบันได้มากขึ้น เมื่ออยู่ในปัจจุบัยมากขึ้น เราก็เห็นความเป็นจริงได้มากขึ้น  

 

ก็มาดูเรื่อง KM ปัจเจก/ใจ กันอีกสักหน่อยนะคะ ... บันทึกนี้ถูกใจ นวัตกรรมใหม่ของ อ.ประพนธ์ละค่ะ 

  • ผมอยากให้ดูตัวนี้สักเล็กน้อย เพราะตัวนี้เป็นตัวที่ล๊อกคนเลยครับ หรือว่ายึดติด เพราะแท้ที่จริงถ้ามันไม่เริ่ม มันล็อกหมดเลย ท่านดูนะครับ
  • ... วิธีอธิบายของผมคือ ทำไมเราต้องมาสนใจเรื่อง Mindset เพราะว่าตัวนี้ มันเป็นสิ่งที่กำกับอยู่ในใจของเรา เพราะว่า Mindset เป็นตัวกำหนดการรับรู้ของเรา และการรับรู้สำคัญไฉน การรับรู้เป็นต้นทางของความคิด ความคิดก็จะมีผลต่อพฤติกรรม
  • ท่านคิดและท่านทำ จะโดยทางกาย หรือวาจาก็ตาม และผลต่อพฤติกรรม ก็มีผล กับผลลัพธ์ ผลลัพธ์ก็เกิดจากกรรม หรือการกระทำ
  • สรุปว่า ท่านเห็นโมเดลนี้ไหมครับ ว่า มันไล่มาตั้งแต่สิ่งที่กำกับใจเราอยู่ Mindset กำหนดการรับรู้ แล้วก็กลายเป็นความคิด พฤติกรรม และกลายมาเป็นผลลัพธ์
  • ท่านดูดีดี ถ้าท่านเข้าใจโมเดลนี้ ท่านจะรู้เลยว่า สิ่งที่รู้สึกยาก ของ KM ระดับปัจเจก คือ รูปนี้นั่นเอง
  • ถ้าท่านรู้ถูกจุด ท่านก็จะบอกว่า อ๋อ Peter Senge เพราะเขาพยายามอธิบาย พูดเรื่อง Mindset เหลือเกิน ซึ่งเราก็ฟังยากมาก เพราะเขาเล่นอธิบายสไตล์ฝรั่ง
  • ผมขอลองพยายามอธิบายสไตล์ไทยนิดหนึ่ง ... สไตล์ไทยบอกว่า เราจะรับรู้อะไรก็ตามมาจาก 5 ทาง 5 ทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  • แต่ผมก็อยากให้เป็นสากล เพราะฝรั่งเขายังไม่ยอมรับเรื่องใจ ผมก็เลยเอา 5 ทางก่อน ... ตากับรูป ... หู เสียง ... เมื่อตรงนี้เกิดปุ๊บ เกิดการรับรู้ใช่ไหมครับ ไม่ใช่ เกิดการตีความ ไอ้ตรงการตีความนี่ละ ที่ Mindset มันมีผล ตกลงท่านมาทวารไหนปุ๊บ ก่อนจะรับรู้ มันเกิดการตีความครับ
  • นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมคน 2 คน ได้ยินหัวหน้าบ่น คำพูดเหมือนกันเลยนะ 2 คนนี้รับรู้ไม่เหมือนกัน คนหนึ่งบอกว่า หัวหน้าที่ โอ้โห ตั้งแต่เช้าเลยเหรอ หงุดหงิดใจมากเลย ที่ทำไปนี้ไม่มีอะไรดีสักอย่างหนึ่งเลยเหรอ หงุดหงิดใจ บางคนก็แสดงออกทางสีหน้า ผลลัพธ์ ลองทำดูเรื่อยๆ สิครับ
  • ... หัวหน้ากับลูกน้องคนนี้ไปกันไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าหัวหน้าก็เป็นมนุษย์ เห็นเหมือนกันว่า ทำไมแสดงสีหน้าอย่างนี้ ยิ่งถ้าพูดออกมา ก็เลยยิ่งไปกันใหญ่
  • ในขณะที่ลูกน้องอีกคนหนึ่งรับฟังครับ ว่า ยังงี้มันต้องแก้ไข คนสองคนฟังเสียงเดียวกัน แต่การรับรู้ไม่เหมือนกัน พฤติกรรมไม่เหมือนกัน ผลลัพธ์ก็ไม่เหมือนกัน ... ซึ่งอาจจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็ได้
  • ถ้าเห็นตรงนี้ปุ๊บ เดี๋ยวท่านจะเข้าใจละ สิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กร หนีไม่พ้น 5 ช่องทางนี้ นี่ไม่พูดเรื่องใจนะ เพราะใจมันเข้าไปเกี่ยวหมดทุกเรื่อง ... นี่เอาหูเข้าไปเกี่ยวนะครับ ลองตาดูบ้างครับ ตาเมื่อเห็นภาพเกิดการรับรู้เกิดขึ้นทันที ... อย่าเชื่อสิ่งที่เราเห็น เพราะว่าเวลาเราเห็นรูปก็ต้องมีการตีความ การตีความมาจากไหนครับ เวลาตีความก็ต้องมีข้อมูลในอดีตมาใช้ หรืออยู่ภายใต้จิตสำนึก พอเห็นรูปเราไปตีความทันที แต่ภาพรวมไม่ใช่ ... นี่เป็นการนำข้อมูลเก่ามาใช้
  • นี่คือ มนุษย์ ทำไมเขาพูดมาอย่างนี้ เพื่อนร่วมงานพูดมาอย่างนี้ เราคิดไปอย่างนั้นเลย เรื่องพวกนี้ ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งสิ้น มันจริงสำหรับเรา แต่ไม่ใช่เรื่องจริงๆ ทำไมมันจริงสำหรับเรา เพราะว่าคนที่นั่งด้วยกัน ก็ยังเป็นอีก version หนึ่งเลย ตกลงตีความตาม version เรา
  • ในที่ประชุมเราจะเจอภาพนี้ตลอดเวลา เราพูดไป อีกคนมาสวนกลับมา และเราก็นั่งเถียงกัน เถียงกันใหญ่ในที่ประชุม ทุกคนคิดว่า สิ่งที่ตัวเองพูดออกมานั้น เป็นความจริง ... แต่อาจจะไม่มีใครเข้าถึงความจริงสักคน พอเข้าใจตรงนี้ ท่านจะรู้แล้วว่า ในองค์กรนั้นไม่มีอะไรมากมาย ก็สื่อสารกัน ทำความเข้าใจกัน ปรับ 3 version เป็น 2 version ได้มั๊ย มันไม่มีอะไรที่ต้องเสียอกเสียใจ หรือว่าอาคาดแค้น ไม่เผาผีกันตลอดไป
  • ... ผมว่าเรื่องนี้สำคัญมากนะ เพราะว่า KM เรามีคนระดับปัจเจกมาก และสิ่งเหล่านี้นะครับ เรื่องข่าวสารข้อมูล ฝรั่งสนใจ เพราะมันอยู่ภายใต้จิตสำนึก เพราเขารู้สึกเลยนะครับว่า ถ้าเราไม่แก้สิ่งที่อยู่ใน Harddisk มันจะรังควานเราตลอดไป
  • นี่คือทฤษฎีฟรอยด์ ต้องเข้าไปแก้เรื่องในอดีตให้ได้ ไม่เช่นนั้น เจอคำพูดนี้ก็เอาอีกแล้ว เกิดอาการอีกแล้ว เอ ทำไม พูดไปแค่นี้น้ำตาไหลเลยนะ หารู้ไม่ ว่า คำพูดผมไปกระแทกใจเขาน่ะสิ
  • ... เพราะว่าตอนเขาเป็นเด็กๆ พ่อเขาเคยพูดแบบนี้ เขาเสียใจมากเลย และอยู่ๆ วันดีคืนดี หัวหน้ามาพูดทำนองนี้กับเขาอีก นึกออกมั๊ย ว่า แล้วเราจะไปรู้ประวัติศาสตร์ของเขาได้ยังไง ว่าเขาเป็นยังไง นี่บางคนทำไมต้องหนักหนาสาหัส ขนาดต้องไปปรึกษานักจิตวิเคราะห์ เพื่อไปแก้ปมในอดีตให้ได้ และยิ่งศึกษาโมเดลนี้ละก็ ใช่เลยละครับ ที่เราทะเลาะกัน ที่ทำไมประวัติศาสตร์ซ้ำรอย สงครามเกิด เพราะว่าทุกอย่างมันก็กลับกัน อดีตมันเข้ามาตลอดเวลา
  • ผมสังเกตพฤติกรรมตัวเอง ว่าชอบถกเถียงกับภรรยา ทะเลาะกันน่ะ แต่ทะเลาะก็ไม่ใช่แบบเอาเป็นเอาตายนะ แต่ว่าทะเลาะได้ทั้งวัน เรื่อยๆ ทะเลาะแบบเรื้อรังละครับ
  • ตกลงแล้วทะเลาะเรื้อรังนี่มันเรื่องอะไร ก็มีไม่กี่เรื่องละครับ บางครั้งก็เรื่องหาของไม่เจอ เรื่องอย่ามายุ่งกับของผม ทำไมจะออกไปข้างนอกด้วยกัน แล้วทำไมไม่พร้อม หาแว่นตาไม่เจอ ก็หงุดหงิดใจเรื่องพวกนี้ แล้วเวลาเลี้ยวออกจากบ้าน เราจะออกทางนี้ เขาบอกว่า แล้วทำไมมาทางนี้ ... อ้าวแล้วจะไปที่นั่นไม่ใช่เหรอ เขาบอกว่าไปที่นั่นน่ะ ไปทางนั้นดีกว่า อ้าว งั้นเธอมาขับเอง ... นี่น่ะ เราก็มีปมเหมือนกันน่ะ เด็กๆ พ่อแม่บอกเลยว่า ต้องทำหยั่งงั้น อย่างงี้ แล้วมาถึงเมียก็บอกอีกว่า เธอต้องไปทางซ้าย อารมณ์ก็เกิดขึ้นมาเลย
  • ถามว่าน่าเบื่อไหมครับอย่างนี้ พฤติกรรมซ้ำๆ จนวันหนึ่ง เบื่อด้วยกันทั้งคู่
  • ... บอกภรรยาเลย ว่า ต่อไปนี้ ถ้าไม่มีนวัตกรรม เราอย่าทะเลาะกันเลยนะ เราจะทะเลาะกันทั้งที ... หาที่เป็นนวัตกรรมเรื่องใหม่ๆ หน่อยนะ มันเบื่อนะ มันใช้พลังเยอะนะ ถ้าทะเลาะกันน่ะ ... ท่านเคยมั๊ย ทั้งต้องเกร็งหน้า เราจะไม่พูดจากันเลยทั้งวัน มันต้องคิดมากเลยนะ เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ ถ้าเราไม่มีนวัตกรรม ทะเลาะกันเรื่องใหม่ๆ เราอย่าทะเลาะกันเลยนะ
  • ... นี่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ให้มองเห็นว่า ทำไมมันเป็นเรื่องใหญ่ของทางตะวันตก เพราะทางตะวันตกพึ่งวิชาชีพ พึ่งนักจิตวิทยา
  • ตะวันออกไม่สนใจครับ เรื่องจิตใต้สำนึก เพราะตะวันออกมาเหนือกว่าครับ เน้นที่ปัจจุบันตรงนี้เลยครับ ในเมื่อต้นทาง คือ ผ่านทวารทั้ง 5 หรือทั้ง 6 ก็ตาม
  • เมื่อต้นทางมาทางนี้ปุ๊บ แค่ฝึกสติ รู้ตัว และก็จะมีผลต่อการรับรู้แน่นนอ เพราะฉะนั้นวิธีของ ตะวันออกครับ การรู้ใจ – หงุดหงิดก็รู้ว่าหงุดหงิด หัวหน้าพูดมา พอหัวหน้าพูด ใจเราไปอยู่ในสิ่งที่หัวหน้าพูดแล้ว โอ้โห เราไม่รู้ตัวนะ ทำไมเราไม่รู้ตัว เพราะเราหลุดไปอยู่ในประเด็นที่หัวหน้าบ่น และเราไปคิดอีกว่า สิ่งที่หัวหน้าบ่นนี่ผิดทั้งหมด อยู่บนหอคอยงาช้าง และไม่เคยไป แล้วมันจะรู้หรือ ... มันไปเลยน่ะ แล้วมันถลำ กระโดดลงน้ำ
  • ... แต่วิธีทางตะวันออกก็คือว่า ให้รู้ตัว ไม่ด่วนถลำลงไปในนั้น ให้รู้ตัว รู้จิตใจ ดูใจเราเอง นี่คือ สิ่งที่เราเรียกว่าฝึกสติ ให้อยู่ปัจจุบันนั้นเลย เมื่อเราอยู่ปัจจุบันได้บ่อยขึ้น ได้ถี่ขึ้น อิทธิพลของอดีตก็กลับมาน้อยลง เมื่ออิทธิพลของอดีตน้อยลง ก็อยู่ในปัจจุบันได้มากขึ้น เมื่ออยู่ในปัจจุบัยมากขึ้น เราก็เห็นความเป็นจริงได้มากขึ้น
  • ผมพูดอย่างนี้จำมาพูดนะครับ แต่ไม่ได้บอกว่า ผมอยู่ในสภาพอย่างนั้น อยู่บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้มากมาย
  • บางทีก็ยังทะเลาะกับภรรยาอยู่ เวลาพูดว่าทะเลาะนี่ หลุดไปพฤติกรรมแล้ว แต่ก็ตามรู้ขึ้นมาว่า เออ เรากำลังโมโหอยู่นะ แต่ก่อนเราไม่รู้ว่าเราโมโห เราก็ไปเลย
  • ตอนนี้เราเริ่มรู้แล้ว แต่มันก็จะสะดุดไปเป็นพักๆ ตรงนี้ละครับที่ผมอยากเพียงแต่เปิดประเด็นให้กับผู้ที่สนใจเท่านั้น ว่า ท่านมีสองทาง ตะวันออก หรือตะวันตก
  • ตะวันตกเขาใช้นักจิตวิเคราะห์
  • ตะวันออกทำได้ด้วยตัวเอง
  • แต่เป็น Slow process ครับ ทำเรื่อยๆ ทำเรื่อยๆ ผมถามครูอาจารย์ว่า แล้วต้องทำยังไง ... ทำจนจิตรู้สภาวะอารมณ์ทั้งหมด รู้ความโกรธ ความน้อยใจ ทำจนจิตรู้สภาวะอารมณ์ แล้วมันไวขึ้นๆ ไม่ใช่ว่า โกรธแล้ววันพรุ่งนี้ถึงรู้ว่า โกรธ เมื่อวานไม่น่าโกรธ พอโกรธแล้วรู้เลย แต่ไม่ใช่บังคับ ไม่ใช่คอยจ้อง สบาย สบาย พอฝึกเข้าจริงๆ ท่านจะรู้ว่ายากนะ แต่ผมคิดว่า วิธีนี้จะดีกว่า เพราะว่าไม่เสียตังค์ ไม่ต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญ เพียงแต่ว่า เราไม่มีเวลารออีกแล้ว
  • อันนี้เอามาฝากท่านไว้นะ เพราะว่าถ้าท่านเข้าใจสิ่ง
  • เหล่านี้ นี่คือเทคนิค ในการเล่นเรื่อง KM ระดับบุคคล หรือระดับปัจเจก ซึ่ง Peter Senge พยายามอธิบายเรื่องนี้
  • และผมสรุปไว้ที่นี้เลยว่า สิ่งที่อยู่ตรงนี้ ถ้าท่านเล่นเรื่องสติ สตินำไปสู่ปัญญา แต่เส้นทางไม่ได้เดินสายเดียว บางท่านอาจบอกว่า มีสายเอก สั้นที่สุด แต่บางท่านอาจต้องใช้เมตตาก็ได้ (อย่างมหาญาณ ไม่สนใจเรื่องสติเน๊าะ ไปพูดเรื่องเมตตา) เมตตาก็นำไปสู่ปัญญาได้ หรือใครจะบอก ศีล สมาธิ ปัญญา เน๊าะ มันมีหลายทาง ไม่มานั่ง discuss กันตรงนั้น
    แต่ผมสนใจว่า
  • เมื่อเราได้สิ่งที่เราเรียกว่า ปัญญา แล้ว เมื่อเราได้สิ่งที่ได้ปัญญา สิ่งว่าที่ Peter Senge เรียกว่า Personal Mastery, System Thinking การมองเห็นความเชื่อมโยง ผมว่าผู้มีปัญญา จะมองเห็นความเชื่อมโยง ผู้มีปัญญาจะมีจิตใจใฝ่รู้ ใฝ่พัฒนา ผู้ที่มีปัญญา จะรู้ Mental Model ด้วยคำว่า ปัญญา เพียงคำเดียวก็คลุมคำที่ Peter Senge พยายามจะอธิบายในหนังสือ
  • ตกลง KM เชื่อมใจ KM ในการสร้างปัญญา ไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับเรา เพราะผมเริ่มใส่ Label .ห้แล้วนะครับว่า ถ้าเป็นวงกลมวงแรก
  • ผมจะเรียกว่า การจัดการความรู้ ก็คือ การจัดการความรู้ ตอนนี้ผมเหมาเอาแล้วนะว่า เป็น explicit knowledge เพราะที่พูดกันนี้ เป็นการจัดการความรู้ที่เป็น explicit ทั้งนั้นเลย แต่ใครก็ตามที่หันมาจัดการ tacit knowledge ผมขอเปลี่ยนชื่อภาษาไทยนิดหนึ่งนะว่า ผมจะเรียกว่า “การจัดการความรู้สึก” เพราะอะไร เพราะเราต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกร่วมครับ ถ้าเราไม่มีอารมณ์ความรู้สึกร่วม เราจะไม่มีทางจะ share tacit knowledge ได้เลย ... ตัวสุดท้าย ผมใช้คำว่า “การจัดการความรู้สึกตัว” ก็คือ มนุสสติ นั่นเอง ... แต่ชื่อไม่สำคัญเท่าไรเน๊าะ
  • แต่ที่ผมอยากสรุป ในที่สุดก็คือ ท่านเห็นมั๊ยว่า เมื่อไรองค์กรมีการทำ KM ทั้ง 3 ระดับ นั่นละครับ คือ LO ที่เราปรารถนา ตกลง LO ไม่ใช่อยู่ดีดี ใครอยากจะทำอะไรต่างๆ เน๊าะ แต่หมายความว่า ท่านมี KM ระดับองค์กร ท่านมี KM ระดับกลุ่ม และท่านยังมี KM ระดับบุคคล
  • แล้วที่ผมสรุปเลยนะว่า ถ้าทำทั้ง 3 วงนี้จะเป็น LO ผมไม่ได้สรุปลอยๆ ผมใช้โมเดลของ Peter Senge 5 ตัว นั้น Share vision อยู่ที่วงแรก Team Learning อยู่ที่วงสอง สามตัวหลังอยู่วงระดับปัจเจก เอาโมเดลนั้นมาจับนะครับ ว่า
  • ถ้าท่านมีทั้ง 3 ระดับนี้ ตอนนี้ก็เหลือแต่ท่านเท่านั้นเอง ว่า ท่านต้องประเมินกรมฯ ประเมินศูนย์ฯ ดู 3 รูปแบบนี้ไปได้ถึงไหนแล้ว บางศูนย์ฯ อาจจะบอกว่า ของเราดีมากเลย เราทำระดับปัจเจกไปได้ 80% สมมติว่าอย่างนี้นะครับ เพื่อที่จะเห็นว่าแต่ละที่มีทุนเดิมไม่เหมือนกัน
  • เพราะฉะนั้น ภาพนี้จะเป็นการสรุป ว่า สำหรับผมแล้ว KM กับ LO เป็นสิ่งที่โยงเชื่อมกันอย่างเรียกว่า ไม่สะดุดเลยนะ ขอเพียงแต่ท่านทำ KM ให้ครอบคลุมกว้างขวาง แล้วท่านก็จะกลายเป็น LO โดยธรรมชาติ

บันทึกนี้ก็เป็นบันทึกสรุป ... ตามรอย KM ย่างก้าวสู่ LO ... ของกรมอนามัย ละค่ะ

รวมเรื่อง ตลาดนัดความรู้กรมอนามัย 2550 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กรมอนามัย

คำสำคัญ (Tags)#การจัดการความรู้#สำนักสนับสนุนการจัดการความรู้ กรมอนามัย#สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย#อ.ประพนธ์ ผาสุขยืด#ตลาดนัดความรู้ กรมอนามัย 2550

หมายเลขบันทึก: 120828, เขียน: 20 Aug 2007 @ 18:41, แก้ไข, 06 Sep 2013 @ 18:16, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (4)

beyondKM
เขียนเมื่อ 21 Aug 2007 @ 08:30

ผมขอแสดงความยินดีกับคุณหมอนนทลีด้วยครับ ที่สามารถถอดความได้อย่างละเอียดลออ จนผู้บรรยายเองก็ "ไม่รู้ตัว" เองเหมือนกันว่าพูดอะไรไปนักหนา...

ผมมาตามอ่านก็เพื่อลุ้นว่า หมอนน จะเขียนทั้งหมด  "กี่ตอน" .... ยอมรับครับว่าเป็นการบันทึกที่ดีจริงๆ ต่อไปนี้เวลาใครเชิญผมไปบรรยาย ผมจะไม่ปฏิเสธ แต่จะบอกให้เขามาอ่านบันทึกนี้แทน!! ....

ขอบคุณอีกครั้งครับ สำหรับความมุ่งมั่นตั้งใจของคนกรมอนามัยที่ทำให้ KM ของกรมฯ ก้าวมาได้ถึงขนาดนี้ ...เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจมากครับ

  • ขอบคุณค่ะ อ.ประพนธ์ ... beyondKM
  • เป็นความตั้งใจค่ะ เพราะไม่ได้ไปฟังอาจารย์ถึงที่ จึงขอฟังทางเทปบันทึกแทน
  • และเป็นความตั้งใจอีกเหมือนกัน ที่อยากจะถ่ายทอดสู่ผู้ที่ต้องการเรียนรู้ ... ดิฉันทำเช่นนี้ในทุกเรื่องที่มีโอกาสสัมผัส และต้องการให้ผู้สนใจรู้เรื่องไปด้วยกัน
  • จึงพยายามเก็บต้นฉบับไว้ให้มากที่สุด ... เช่น เมื่อใครอ่าน ก็อยากให้เห็นอารมณ์ของ อาจารย์ ไปพร้อมกันด้วย ... เวลาที่ดิฉันบันทึกไป ก็ต้องจินตนาการภาพของอาจารย์ไปด้วยละค่ะ ... ได้อารมณ์ และอรรถรสไปด้วยจริงๆ
  • เพียงแต่ว่า ทำไปๆ ก็ชักไม่ค่อยจะเหลือเวลาไปสกัดเก็บความรู้ที่ทำไปแล้วทั้งหลายเลย ... คงจะต้องปรับเวลากันใหม่แล้วละค่ะ

ขอบคุณค่ะ อ นนทลี

นั่งอ่านทุกคำ อย่างตั้งใจเลย เป็นแฟนพันธ์ แท้ของ อ ประพนธ์ ค่ะ เข้าบล็อก G2Kครั้งแรก ก็ เพราะ อ่านของ ท่าน แล้ว สนใจมาก

แค่อ่านยังหัวเราะกิ๊ก คาดว่าคนในห้องจริงคงฮาเสียงดังมาก เลย นะคะ

  • ขอบคุณค่ะ อ.รวิวรรณ
  • อ.ประพนธ์ บรรยายเข้าถึงจริงๆ ค่ะ (ฝีมืออยู่แล้วเน๊าะ) ... ผู้ที่ได้ฟังต้องถือว่า มีประโยชน์อย่างมากทีเดียวละค่ะ
  • โชคดีที่ อ.ประพนธ์ ได้มาคุยกับชาวกรมอนามัยจริงๆ