ผู้ชายบ้าอะไร มีหูข้างเดียว

Kati
  ความเรียง ถึงศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในดวงใจ ชายผู้หนึ่งซึ่งมีใบหูเพียงข้างเดียว ผู้ซึ่งหลงใหลและหลงรักการวาดภาพจนวันสุดท้ายของชีวิต ชายผู้อยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากของการสร้างสรรค์  

ผู้ชายบ้าอะไร

มีหูข้างเดียว

   

เมื่อได้มีโอกาสล่วงรู้ว่า มีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งบ้ามาก ในวันแรกที่รับรู้ว่ามีศิลปินประมาณนี้ อารมณ์นี้ และรุนแรงถึงปานนี้ ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ปรากฎตัวขึ้น ผมก็พบว่า โลกนี้ช่างมีสีสันและเรื่องราวอย่างมหาศาล ไม่นับรวมตำนานความยิ่งใหญ่ของนักวาดผู้เลื่องนาม  

หากไม่นับรวมความอลังการ ซึ่งพาลให้ตาโต เมื่อมูลค่าภาพเขียนของเขา มหาศาลจนยากที่จะคาดเดาได้ว่า เมื่อไหร่ราคาจะตกและหยุดนิ่งความร้อนแรงลงได้

ไม่ใช่เพียงตกตะลึงในตัวตนจากเรื่องราวของเขา ในเริ่มแรกที่รู้จักนักวาดภาพ เริ่มเรียนความหมายว่านักสร้างสรรค์แต่ละคน เริ่มต้น เรียนรู้ ก้าวย่างและสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยเหตุผลและความรู้สึกใดของชีวิตบ้าง

   

ความหมายของศิลปินที่ค่อยๆงอกออกมาจากข้างตัวเขา จากตัวตน และแรงสร้างสรรค์ กลับกลายเป็นหนังคนละม้วนโดยสิ้นเชิง เมื่อมีโอกาสนั่งอ่านเรื่องราวของเขาอย่างจริงจัง เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว และพยายามหาอ่านเรื่องราวของคนอื่นประกอบเข้าไป เท่าที่จะมีความสุขในการอ่าน ในการเก็บรายละเอียด และนั่งมองความเป็นไปในใจของผู้สร้างงานศิลปะ  

ชายหนุ่มซึ่งศรัทธาพระเจ้า หลงรักและหลงใหลในการเป็นนักบวช เพื่อเดินทางไปสู่หนทางแห่งพระเจ้า เริ่มต้นการเรียนรู้ชีวิตและความฝัน ด้วยความอ่อนโยน อ่อนไหว จนวันหนึ่งตัดสินใจที่จะมอบความรักของพระเจ้าไปสู่ผู้คน และไปสู่คนทุกข์ยากของแผ่นดิน  

เขาเริ่มต้นการเดินทาง และค้นหาความรักแห่งพระเจ้า  

เขาเริ่มต้นจนกระทั่งพบว่า มีม่านบางอย่างทำให้เขาไปไม่ถึงพระเจ้า แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในคำตอบชีวิตที่นำเขาไปพบกับศรัทธาที่ยิ่งใหญ่บางประการ เขากลับค้นพบศรัทธาแห่งศิลปะ  

ความหมายในชีวิตที่นำพาเขาไปพบกับโลกแห่งจินตนาการ สีสัน และการสร้างสรรค์  

คำตอบประกอบเนื่อง เมื่อน้องชาย ผู้คนรอบข้าง ต่างให้กำลังใจและพยายามให้เข้าก้าวผ่านความเศร้าหมองของชีวิต พยายามให้เขาผลิตงานให้มาก ผลิตและสร้างงานโดยที่คนส่วนใหญ่ ล้วนไม่รู้สึกในความงามของภาพที่เขาวาด  

ไม่ใช่ฝีแปรงที่ร้อนแรงดุเดือดเท่านั้น แต่เพราะโลกแห่งความงาม ในธุรกิจแห่งศิลปะ และการขายภาพวาด ล้วนมีจารีตและจริตความงามของยุคสมัยประกบไว้เสมอ  

ตัวตนที่แปลกแยก คือปัญหาของเขา  

หลายคนกล่าวว่า เขาบ้า และนั่นก็เป็นเหตุหนึ่งในท่ามกลางความสามารถ และความไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในแวดวงศิลปะ และจารีตของนักวาดภาพระดับสูงในยุโรปได้  

เพราะหัวใจที่อยากวาด และหัวใจที่ปรารถนาในการวาด ไม่ใช่เพียงการขาย นำพาให้เขาเดินต่อไป ค้นหาและย่างก้าวไปในหนทางแห่งงานศิลปะ อาจไม่ใช่เพื่อความเป็นเลิศ หรือเป็นเอกในงานศิลปะ แต่อาจเป็นเพราะงานศิลปะได้บำบัดหัวใจ บำบัดความป่วยไข้ในตัวตน เขาจึงยังคงวาดรูป  

และไม่ใช่เรื่องราวของนวนิยาย ที่จบลงอย่างงดงาม ในนามของนักสร้างสรรค์ระดับโลก    

ก็ในเมื่อความจริงของการสร้างสรรค์ จากชายที่พูดไม่ชัด พูดไม่เก่ง และไม่ชอบการสุงสิงกับใคร ดันมีความรักขึ้นมา ประกอบกับความยากจนข้นแค้นในชีวิต ที่นำพาให้เขาต้องค้นหาว่า ตัวเองจะมีชีวิตอันปกติได้อย่างไร ในท่ามกลางความรักที่ก่อตัวขึ้น  

ความรักกลับเป็นสิ่งที่เล่นตลกกับเขา  

และสมบัติมีค่าในชีวิต ได้ถูกมอบให้แด่หญิงคนที่เขารัก    

ไม่มีสิ่งใดมากมายไปกว่าสมบัติอันมีค่า แม้ในความมีค่านั้น จะกลายเป็นสิ่งที่คนอื่นเบือนหน้าหนีก็ตาม ชายวิกลจริตผู้รักการวาดภาพ จึงยังคงวาดภาพต่อไป  

มีปริศนาหลายอย่างในชีวิตหลังการตาย พยายามค้นหาว่า น้ำมันผสมสี ยางสน น้ำมันสน อาหารการกินชั้นเลว เหล้าแบบเถื่อนที่กรรมกรใช้ดื่ม หรือความป่วยไข้ในจิตใจเขากันแน่ ที่พร่าผลาญชีวิตเขาไปทีละเล็กทีละน้อย  

หรือเป็นเพราะความป่วยไข้เหล่านี้ ที่ทำให้เขาสร้างสรรค์งานอันแตกต่าง สีสันดุเดือดจัดจ้าน มองภาพแบบที่มนุษย์ทั่วไปจะไม่มอง หรือมองก็เห็นไม่เหมือนกันที่ผู้คนทั่วไปได้แลเห็น  

แต่จะเป็นเพราะสิ่งใดก็ตาม  

วันนี้ผมก็ยังคงรักชายบ้า ที่มีหูเพียงข้างเดียว  

ผู้ชายบ้าอะไรก็ไม่รู้ ที่มีหูเพียงข้างเดียว  

และมีพลังในการสร้างสรรค์ความงามประดับโลก ได้มากมายถึงเพียงนี้      

อ้างอิง http://th.wikipedia.org/wiki/ 

ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ไปที่: ป้ายบอกทาง , ค้นหา    

ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์[1] (Vincent Willem van Gogh) หรือรู้จักในไทยในชื่อ วินเซ้นต์ แวน โก๊ะ (30 มีนาคม พ.ศ. 2396 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2433) 

ฟาน ก็อกฮ์ เกิดที่ เมืองบราบัง ตำบลซันเดิร์ต ประเทศฮอลแลนด์ (เป็นเมืองที่ติดกับชายแดน เบลเยียม)ในปี 1853 วันที่ 30 มีนา มีพ่อเป็นนักบวช ในศาสนาคริสต์ มีพี่น้องด้วยกันทั้งหมด 6 คน เป็นชนชั้นกลางที่มีชีวิตแบบแคบๆ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดูเงอะงะ ไม่คล่องแคล่วเหมือนคนมีปมด้อย ค่อนข้างใจน้อย จึงชอบอยู่คนเดียว และมีอารมณ์ที่อ่อนไหวง่าย อ่อนโยน มีความเมตตาต่อคนทุกข์ยาก

ทำให้ทุกคนมองเขาว่าเป็นคนเจ้าอารมณ์ น่ารำคาญ เมื่ออายุได้ 16 ปี เขาได้เข้าทำงานที่ ห้องภาพแห่งหนึ่งที่กรุงเฮก กับญาติที่ทำงานด้านศิลปะ และเมื่อเขามีอายุได้ 18 ปี เขาก็ถูกส่งตัวไปยังห้องภาพที่ สาขาปารีส ด้วยความที่เขาเป็นคนซื่อ และความเบื่อหน่ายที่ทางห้องภาพเอารูปเลวๆมาหลอกขายกับคนที่ไม่รู้จักศิลปะ เขาถึงกับบอกให้ลูกค้าไม่ให้ซื้อภาพนั้น จนกระทั่งทางร้านไม่พอใจไล่เขาออกจากงานในที่สุด  

หลังจากนั้น เขาจึงหันไปศึกษาทางศาสนาอย่างจริงจัง หลังจากสอบเข้าวิทยาลัยศาสนาที่นครอัมสเตอร์ดัม ได้ 14 เดือนเขาพบว่าไม่ได้อะไรตามที่เขาตั้งใจจึงเลิกเรียนเสียและได้ย้ายไปอยู่ในเหมืองถ่านหิน ในตำบลบอริเนจ เพื่อเทศนาสั่งสอน ช่วยเหลือคนทุกยาก ในเหมืองนั้น โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาอุทิศเงินจำนวนหนึ่งให้กับคนทุกยากโดยที่ตนเองมีเงินใช้อย่างจำกัด และต้องกินเศษขนมปัง ทำให้ร่างกายผอมลง และเป็น พิษไข้ เพราะการที่บริโภคที่ผิดอนามัยและความหนาวเหน็บจากองไฟกองเล็กที่ไม่อาจสู้กับความหนาวเย็นของอากาศได้ ทำให้ความงกๆเงิ่นๆ ของเขามีมากยิ่งขึ้น  

ฟาน ก็อกฮ์ เป็นคนที่พูดไม่เก่งทำให้การเทศนาสั่งสอนของเขาไม่อาจจับจิตชาวเหมืองได้ ประกอบกับความใจบุญของเขาทำให้คนเหล่านั้นมอง ว่าเขาเป็นคนแปลกแตกต่างจากคนเหมืองทำให้เขาเศร้าใจมาก และศาลพระก็ไม่ยอมแต่งตั้งให้เขาเป็นนักเทศน์ ในที่สุดชีวิตของเขาต้องเร่ร่อนไปอย่างไร้จุดหมาย เขาไม่ยอมแม้กระทั่งที่จะเขียนจดหมายถึง เธโอ น้องชายคนสนิท  

จนกระทั่ง ปี ค.ศ. 1880 เขาได้เขียนจดหมายมาบอกกับ เธโอ น้องของเขาว่า เขาค้นพบแล้วว่า "ศิลปะคือ ทุกสิ่งทุกอย่างของเขา และเข้ามาแทนที่สิ่งอื่นๆจนหมด เขาใช้เวลาเพื่อศึกษามันด้วยตนเองอย่างจริงจัง ก่อนหน้านั้นเขาเคยเขียนรูปมามั่งแต่ไม่จริงจังเท่าไหร่ แต่หลังจากนี้ต่อไปมันคือ ชีวิตจิตใจของเขา" (จดหมายที่ ฟาน ก็อกฮ์ เขียนถึงน้องชายของเขา ต่อมาในปัจจุบันก็เป็นที่ต้องการและมีความสำคัญมากต่อการชมงานศิลปะของเขา)  

รูปทางสามแพร่ง ( Wheat Field with Crows)ฟาน ก็อกฮ์ ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางสายศิลปะ อย่างลำบากยากแค้น เขายิงตัวเองเข้าทางสีข้างด้านซ้าย ในวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม ปี 1890 หลังจากการเขียนรูปทางสามแพร่ง (Wheat Field with Crows) (งานชิ้นนี้อาจจะสื่อถึงการหาทางออกให้กับของชีวิตของเขาเอง ที่เปรียบเสมือนทาง 3 สายที่มาบรรจบกันทำให้เลือกไม่ถูกว่าจะไปทางใดต่อ) ซึ่งเป็นงานชิ้นสุดท้ายของเขาที่ทุ่งนา แต่เขาไม่เสียชีวิตทันที โดยเขาได้เอามือกดปากแผลไว้และเดินกลับมาที่ร้านกาแฟที่เขาพัก  

ฟาน ก็อกฮ์ สิ้นใจในวันอังคารที่ 29 กรกฏา ปี 1890 ท่ามกลางความเศร้าโสกเสียใจของเพื่อนๆ ศพของเขาถูกฝังไว้ในสุสานเล็กๆที่เมืองอูฟเวรซูอีรัว ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส  

หลังจากนั้นอีก 1 ปีต่อมา เธโอ น้องชายก็สิ้นใจตายตามพี่ชายของเขาเนื่องจากโรคไต ศพของ เธโอ ถูกฝังที่นี่ และในอีก 23 ปีต่อมาภรยาของเธโอ จึงย้ายศพของเขาบางส่วนมาฝังไว้ใกล้ๆศพของ ฟานก็อกฮ์  

ในที่สุดพี่น้องที่รักกันมาก ก็ได้มาอยู่ด้วยกันในสุสานเล็กๆที่เมืองอูฟเวร อย่างสงบสุขตลอดกาล    

[แก้] อ้างอิง

อ่านตามการออกเสียงแบบ ภาษาดัตช์

   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน นามนั้นสำคัญไฉน

คำสำคัญ (Tags)#ศิลปิน#ชีวประวัติ#ความเรียง#vincent vangogh#ผู้ชายผู้มีใบหูเพียงข้างเดียว#นักวาดภาพ

หมายเลขบันทึก: 119358, เขียน: 13 Aug 2007 @ 22:30, แก้ไข, 06 Sep 2013 @ 18:15, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (1)

pop
IP: xxx.49.160.6
เขียนเมื่อ 06 Jun 2011 @ 17:49

โดนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ