แทรคที่ 1 ว่าด้วยการครองชีพในสภาวะไร้ระเบียบ (Chaotic Survival) ภาษาอังกฤษคิดเอาเอง อิๆ มั่วๆ เอา นับตั้งแต่ไข่และอสุจิได้พบรักกันแล้วได้เจริญในท้องมารดา ซึ่งไม่ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาอยู่ในรูป 1+1 = 1 หรือว่า 1+2 = 2 รู้สึกเหมือนจะมีเกมส์ให้เราเล่นและปรับตัวอยู่เสมอ มีค่าทั้งภายในและภายนอกผลลัพธ์ที่ว่า จนผลลัพธ์ได้มีการเจริญจากหนึ่งกลายเป็นสองและกลายเป็นผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ และในสุดท้ายเมื่อครบเก้าเดือนบวกลบค่าเบี่ยงเบนนิดหน่อย ก็ทำให้ผลลัพธ์ร้อง อุ๊แว้ ออกมาลืมตาดูโลกในที่สุด ซึ่งก็จะได้รับการเรียกขานจากบิดามารดากันแตกต่างกันไป เพื่อแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียว ที่ไม่ค่อยจะซ้ำซ้อนทั้งชื่อหน้าและชื่อหลัง หรือชื่อเล่น 

       การเจริญเติบโตของผลลัพธ์ที่ว่านี้ ยังไม่ใช่แค่นั้นแล้วจบ แต่นี่คือแค่การเริ่มต้น ที่จะได้สัมผัสทั้ง กายสัมผัส และจิตสัมผัส  คนเราเกิดมาชีวิตก็มีต่างกัน เจอสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ทุกวัน บางทีคนเราเกิดมาก็เพื่อปรับค่าพารามิเตอร์ของตัวเองเพื่อให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมนั้น บางครั้งสิ่งที่เราเคยปรับมาอาจจะผิดไปจากคำตอบที่เคยผ่านการปรับมาแล้วก็ได้ ดังนั้นใครสามารถปรับค่าของตัวเองได้ดี ก็สามารถอยู่ร่วมกับที่นั่นได้ ซึ่งการปรับหรือผลของการปรับไม่จำเป็นว่าจะต้องดีเสมอไป อาจจะขึ้นกับความมั่นคงของระบบที่เราได้สร้างเอาไว้

       มองจากตัวเราแต่ละวันเจออะไรมากมายใหม่ๆ หรือเหมือนเดิม หากเจอสิ่งที่เหมือนเดิมและสิ่งที่เจอก็เข้าสู่สภาวะเสถียรแล้ว การปรับค่านั้นก็ไม่ยากมากนัก เพราะแค่กำหนดหรือบอกเงื่อนไขว่าเราอยู่ในสภาวะนี้ ค่าที่เคยปรับไว้เริ่มต้นจะถูกโหลดเข้ามาเพื่อปรับค่า ไม่น่าจะแตกต่างจากสัตว์ที่เราเคยเห็นในการปรับค่าเข้ากับสิ่งแวดล้อมในทางด้านกายภาพ

แต่สำหรับคนแล้ว คงไม่ง่ายแค่กายภาพอย่างเดียวแต่เรื่องของจิตใจก็นับว่าเป็นปัญหาไม่เบาที่มองไม่เห็นตัวตน ดังนั้นการปรับค่าทางจิตใจนั้น ไม่ง่ายนักที่จะปรับให้เข้ากับสิ่งใดๆ บางครั้งกายปรับแต่ใจไม่ปรับ ค่าความขัดแย้งก็จะแสดงออกมาทางสีหน้า หากกายและใจปรับเข้ากันแล้วไปในทางบวกสิ่งที่เกิดคือรอยยิ้มในดวงใจนั่นเอง

      จริงๆแล้วการใช้ชีวิตของคนเราแต่ละวัน ต้องเตรียมพร้อมในสิ่งที่จะเจอใหม่ๆด้วย ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา เมื่อไหร่ที่มีการนำไปใช้จะมีการปรับค่าย้อนกลับเสมอซึ่งค่าเหล่านั้นที่รับมาใหม่จะนำไปชั่งกับค่าที่เคยปรับมาแล้ว เพื่อหาค่าความสมดุลย์ใหม่ของระบบในตัวเรา ทั้งกายและจิต บางครั้งมันก็เหมือนกับเรามีสีละลายน้ำอยู่ในแก้วนั่นเอง ที่เราคนให้มันเข้ากัน วันนี้เจอสิ่งใหม่เข้ามา ได้อีกสีหนึ่ง ก็เทใส่เข้าไปแล้วก็คนให้เข้ากันใหม่ เพื่อปรับค่าสีนั้นอีกรอบของแต่ละวันไป

แต่ตัวเราได้ชื่อว่าคน มีหลายๆ อย่างมารวมกัน คนให้เข้ากัน ก็ต้องปรับในหลายๆ เรื่อง คงไม่ใช่แค่ปรับให้มีค่าแค่ 0 หรือ 1 เท่านั้น แต่บางครั้งค่าที่ละเอียดอ่อน ต้องปรับกันจนถึงค่าระหว่าง 0 ถึง 1 ดังนั้นชีวิตเราต้องสู้ต่อไปเพื่อหาสิ่งที่เข้าสู่ภาวะสมดุลย์ของเราเอง ค่าภาวะสมดุลย์ครั้งสุดท้ายและแต่ละด้านนั้น อาจจะนำไปสู่ทางสายกลางคือค่าเฉลี่ยของชีวิตเราในแต่ละด้านได้ หากมันยั่งยืนและคงอยู่และแสดงถึงความเป็นตัวตนของเรา ค่าเฉลี่ยของเรากับของคนอื่นอาจจะต่างกันได้ ด้วยสภาพทั้งภายในและภายนอก  ดังนั้นได้ชื่อว่าคนก็ต้องปรับตัวอยู่เสมอ สิ่งที่เราคิดอาจจะไม่เกิดและสิ่งที่เกิดอาจจะไม่ใช่ที่เราคิดได้ ปัญหาคือจะทำอย่างไรที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดได้และเข้าใจเพื่อเตรียมพร้อมกับสิ่งที่จะเกิดต่อไปในอนาคตภายใต้ ระบบความสับสน

ขอบคุณมากครับ

เม้ง