ในกรณีนี้จะว่าไปแล้วน้องคนขาย เขาก็ทำตามที่ได้เขียนไว้ในป้ายนั้นจริงๆ ไม่ได้หลอกลวงผู้ซื้อด้วย
วันเสาร์ที่ผ่านมา.. ดิฉันกับพี่ไปเดินซื้อของที่ จตุจักร .... เห็นร้านขายกล่องใส่ CD รูปตุ๊กตาน่ารักๆ อยู่ร้านหนึ่งเขาติดป้ายดังนี้
ซื้อ 1 กล่อง ราคา 59 บาท
ซื้อ 2 กล่อง ราคา 100 บาท
ก็เลยคิดว่าน่าจะซื้อไปฝากแม่เพราะแม่มี CD เพลงเยอะ (เพลงในสมัยคุณแม่นะค่ะ).. และแม่ชอบอะไรที่น่ารักๆ ดิฉันกับพี่ก็เลยเข้าไปเลือกซื้อ กะว่าซื้อซัก ๕ กล่อง ก็พอ.. พอเลือกเสร็จก็จ่ายเงิน ๒๖๐ บาท ให้กับน้องผู้หญิงซึ่งเป็นคนขายคนเดียวในร้าน...... ปรากฎว่าน้องเขาทอนเงินให้ ๑ บาท.. เราก็ เอ ???.... ทำไมทอน ๑ บาท ละค่ะ
น้องคนขาย : ซื้อ 1 กล่อง ราคา 59 บาท... 2 กล่อง ราคา 100 บาท ไงค่ะ... ก็ต้องทอน 1 บาท
พี่ดิฉัน : ก็เราซื้อตั้ง 5 กล่องนะค่ะ.. ก็ต้อง 250 บาท สิ
น้องคนขาย : ซื้อ 5 กล่อง ก็ราคา 4 กล่อง คิด 200 บาท ที่เหลืออีก 1 กล่องก็ 59 บาท ไง...
ดิฉันและพี่ : อ้อ.. เหรอ... งั้นก็เอาแค่ 4 กล่อง
น้องคนขายก็เลยคืนเงิน 60 บาท ให้
สรุปแล้วร้านนี้แทนที่จะขายกล่อง CD ได้ ๕ กล่อง ก็ขายได้ ๔ กล่อง.. และเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเรามักจะตีความกันเอาเองคิดว่าเป็นแบบนั้นแน่ แล้วก็ปฏิบัติแบบนั้นออกไปตามที่เราคิดว่าถูกต้อง.. ในกรณีนี้จะว่าไปแล้วน้องคนขาย เขาก็ทำตามที่ได้เขียนไว้ในป้ายนั้นจริงๆ ไม่ได้หลอกลวงผู้ซื้อด้วย.. ดิฉันและพี่เองที่ตีความเอาเอง.. จริงมั๊ยค่ะ
อ่านแล้วขำดีครับ
ผมตีความบ้างว่า น้องคนขายคงทำตามที่ป้ายบอกจริงๆ เพราะหากไปลดราคาอาจโดนเจ้าของร้านดุเอา เรียกว่าทำตามสิ่งที่เขียนจริงๆ
จริงด้วย บ้างครั้งเรามักคิดว่าเราตีความถูก แล้วคิดว่าคนอื่น คิดแต่จะเอาเปรียบเรา