KNOWLEDGE MANAGEMENT คือ การรวบรวมความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่ในองค์กรให้รวมอยู่ในที่เดียวกัน ในขณะเดียวกันสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์สูงสุด ในการดำเนินธุรกิจและจะสร้างกระบวนการให้มีการปรับปรุง และเสริมสร้างความรู้ที่มีอยู่ให้ก้าวหน้า ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

KNOWLEDGE MANAGEMENT หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า KM ซึ่งปัจจุบันนี้เราไปไหนมาไหนก็มักได้ยินคำนี้ในองค์กรต่างๆค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนตัวผมรู้สึกว่าองค์กรต่างๆในบ้านเราสมัยนี้ ส่วนใหญ่เมื่อมีเครื่องมือในการบริหารจัดการอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นมา ก็จะพยายามรีบนำมาใช้ในองค์กรของตนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับขององค์กรอื่น ซึ่งเครื่องมือในการบริหารจัดการบางอย่างก็นำมาใช้โดยไม่รู้จริง หรือองค์กรของตนเองยังไม่มีความพร้อม ก็จะทำให้เสียทั้งแรงและเวลาโดยปล่าวประโยชน์
       
แต่เมื่อไม่นานมานี้จากการที่ได้เห็นและได้ฟังทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ในเรื่องของ KNOWLEDGE MANAGEMENT ก็มีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่องค์กรควรจะต้องทำ และสามารถทำได้จริงโดยไม่ยากมากนัก และถ้าทำได้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมาสู่องค์กรนั้นจะมีค่ามหาศาล และจะเป็นส่วนหนึ่งซึ่งขับเคลื่อนให้ธุรกิจสามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว หากเรามีการจัดการความรู้ที่ดีสำหรับในประเทศไทยผู้ที่กำลังศึกษาเรื่อง KM ควรจะต้องรู้จัก สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม หรือเรียกย่อว่า สคส. www.kmi.or.thซึ่งจะดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการความรู้ โดยยึดหลักที่ว่าองค์กรเพื่อการขับเคลื่อนพลังภาคี เพื่อให้สังคมไทยมีการหา สร้าง ใช้ และแลกเปลี่ยนความรู้ในทุกหย่อมหญ้า”  ซึ่งทุกๆคนสามารถเข้าไปศึกษาและแลกเปลี่ยนหาความรู้ต่างๆได้ และสิ่งที่ประทับใจก็คือมีข้อความใน web site นี้แสดงถึง รางวัลสุดคนึงประจำเดือน เดือน พฤษภาคม 2550 ของ คุณ Citrus จาก SCG ผมจึงขอแสดงความยินดีมา ณ ที่นี้ด้วยครับ และสำหรับผู้ที่ต้องการค้นหาและแลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆ ก็ที่นี่เองwww.gotoknow.orgซึ่งนับว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ที่นักจัดการความรู้ใช้ในการนำเสนอและแลกเปลี่ยนความรู้กัน ซึ่งนับว่าเป็นที่นิยมมากที่สุดในตอนนี้
       
KNOWLEDGE MANAGEMENT คือ การรวบรวมความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่ในองค์กรให้รวมอยู่ในที่เดียวกัน ในขณะเดียวกันสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์สูงสุด ในการดำเนินธุรกิจและจะสร้างกระบวนการให้มีการปรับปรุง และเสริมสร้างความรู้ที่มีอยู่ให้ก้าวหน้า ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาประเภทความรู้ ได้มีการจำแนกความรู้ที่มีอยู่ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
        1. ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร หรือ วิชาการ อยู่ในตำรา คู่มือปฏิบัติงาน เช่น หนังสือสอนการเล่นกีตาร์ เอกสารวิธีการตรวจสอบสินค้า หนังสือขั้นตอนการเจรจาต่อรอง เป็นต้น
        2.
ความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในตัวคน เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน เป็นภูมิปัญญา เช่น เมื่อได้อ่านหนังสือสอนวิธีการว่ายน้ำ แล้วเมื่อลงไปว่ายจริงก็อาจจะจมน้ำได้ เนื่องจากต้องฝึกฝนเพราะไม่ใช่แค่อ่านทฤษฎีจึงจะสามารถว่ายน้ำได้
       
เครื่องมือที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้ กลุ่มเครื่องมือที่ถ่ายทอดความรู้จะเหมาะกับความรู้ที่อยู่ในตัวคน หรือ Tacit Knowledge โดยมีเครื่องมือ เช่น <ul style="margin-top: 0cm">

  • การทำงานข้ามสายงาน (Cross Functional) โดยให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กัน  แล้วมีการจัดบันทึกและรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นไว้   
  • ชุมชนนักปฏิบัติการความรู้ (Community of Practice) หรือเรียกสั้นๆว่า CoP โดยให้พนักงานรวมกลุ่มกัน เพื่อให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน โดยอาจมีการจัดสถานที่ไว้ให้เหมาะสม หรืออาจผ่านระบบ Intranet หรือ Internet ก็ได้          
  • ระบบการสับเปลี่ยนงาน (Rotation) โดยสให้มีการโยกย้ายสลับหน้าที่การทำงานกัน ซึ่งอาจภายในสายงานเดียวกันหรือข้ามสายงาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และรู้ปัญหาของแต่ละฝ่าย         
  • ระบบพี่เลี้ยง (Peer Assist) หรือ อบรมหน้างาน (On the Job Training : OJT) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่หรือการทำเรื่องใดใหม่ๆ อาจจัดให้ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนั้นๆ มาประกบหรือสอนงานให้แบบพี่เลี้ยงเพื่อให้ได้มีการถ่ายทอดความรู้ที่มี ซึ่งจะสามารถได้รับความรู้ได้ดีกว่าการเรียนรู้เอง
    เครื่องมือที่ใช้ในการเข้าถึงความรู้ กลุ่มเครื่องมือที่ใช้เข้าถึงความรู้ จะเหมาะเมื่อนำไปใช้กับความรู้ที่สามารถมองเห็นได้ชัด หรือ  Explicit Knowledge โดยมีเครื่องมือ เช่น         
  • การเก็บความรู้ให้เป็นเอกสาร         
  • การใช้วิธีการเขียนเล่าเรื่อง         
  • การนำความรู้มารวบรวม แยกกลุ่ม ดัชนี ตามความเหมาะสม         
  • การบันทึกจัดเก็บข้อมูลในระบบสารสนเทศ
    KNOWLEDGE MANAGEMENT Framework 
    1. กำหนดเป้าหมายความรู้ ว่าความรู้ได้บ้างที่องค์กรจำเป็นต้องมี 
    2.
    การแสวงหาความรู้
    3.
    การกลั่นกรองและคัดเลือกความรู้
    4.
    การจัดเก็บความรู้ให้เป็นระบบ
    5.
    การแลกเปลี่ยนความรู้
    6.
    การประยุกต์ความรู้
    7.
    การริเริ่มสร้างสรรค์ความรู้
    8.
    การวัดผล
    9.
    การยกย่องชมเชยและให้รางวัล
    ผลลัพธ์ของการจัดการความรู้
    1. ป้องกันความรู้สูญหาย เพราะความรู้บางอย่าจะอยู่ที่ตัวคน เมื่อลาออกไปก็จะสูญเสียความรู้นั้นๆไป
    2.
    ทำให้การตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เพราะมีความรู้ที่มากพอทำให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง
    3.
    เกิดความยืดหยุ่นในการทำงาน ลดความขัดแย้ง ทำให้สามารถนำความรู้ที่มีอยู่ไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆได้
    4.
    เกิดเป็นสินทรัพย์ อาจเกิดนวัตกรรมใหม่ ซึ่งสามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้
    5.
    ได้เปรียบต่อการแข่งขันเพราะความรู้จะช่วยในการลดปัญหาในการจัดการได้ ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน
    6.
    การได้พัฒนาบุคคลากร ซึ่งการทำให้คนเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จะช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างไม่หยุดนิ่ง
    ปัญหาของผู้ที่ดำเนินการจัดการความรู้
    1. ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องไม่ให้ความสำคัญ
    2.
    การดำเนินการสร้าง แลกเปลี่ยน ค้นหา ประยุกต์ ยังไม่เป็นระบบ ทำให้พนักงานรู้สึกว่าไม่สะดวกที่จะทำ
    3.
    การตัดสินใจในการจัดการความรู้ ขาดการเปรียบเทียบ ทำให้ไม่รู้ หรือไม่ได้นำวิธีการที่ดีที่สุดมาเป็นแนวปฏิบัติ
    4.
    ข้อมูลเยอะมากเกินความจำเป็น ทำให้ค้นหาได้ช้า หรือระบบการค้นหาที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ
    5.
    การปิดบังข้อมูล หรือความรู้  เพราะกลัวความไม่มั่นคงทางอาชีพ
    6.
    ขาดความเชื่อใจ กลัวความลับจะถูกนำออกไปนอกองค์กร มีความระแวงเกินความจำเป็น
    7.
    ขาดการยกย่อง ให้รางวัล กับผู้ที่ให้ความร่วมมือกับการจัดการความรู้
    ซึ่งปัญหาเหล่านี้ มีแนวทางแก้ไข โดยการ Change Management แต่ก็ยากพอสมควรสำหรับบางองค์กร
    อ้างอิงจาก ภราดร จินดาวงศ์. 2549.Knowledge Management The Experience
    *** ตัวอย่าง KM ในองค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ***
            การจัดการด้านความรู้จะมีการเชื่อมโยงกับระบบเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการขององค์กรตลอดเวลา เช่น คอมพิวเตอร์ PDAระบบเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi โทรศัพท์ระบบ 3G เครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ADSL เป็นต้น แต่การจัดการความรู้ที่ดีจะไม่ได้เน้นเรื่องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้ใหม่ที่สุดสำหรับองค์กร ผู้บริหารจำเป็นจะต้องตระหนักถึงหลักการที่แท้จริงของการจัดการความรู้อยู่เสมอ มิฉะนั้นจะหลงทางในการจัดการความรู้ได้
        กรณีศึกษาจากต่างประเทศ
  • 3M : มี Forum และ Conference  ภายในสำหรับพนักงานได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ และการค้นพบสิ่งใหม่ๆ จนทำให้ 3M เป็นบริษัทชั้นนำ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์กรที่มีการสร้านวัตกรรมยอดเยี่ยมของโลก                
  • Dow Chemical : ได้เก็บข้อมูลสิทธิบัตร 25,000 รายการ ไว้ในฐานข้อมูล เพื่อให้พนักงานได้นำความรู้ใหม่ๆ มาต่อยอดจากความคิดในสิทธิบัตรเดิม              
  • Xerox : จัดสร้างห้องกาแฟส่วนกลาง เพื่อให้พนักงานจากทุกฝ่ายที่ต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ มาพบปะพูดคุยกันได้ตลอดเวลา
    กรณีศึกษาจากในประเทศ
  • TRUE : มีการผสมผสานระหว่างการจัดการความรู้กับ Call Center ที่ต้องการความรวดเร็วและความเชี่ยวชาญในการค้นหาข้อมูลจากพนักงาน ซึ่งจะทำให้ความน่าเชื่อถือและความพึงพอใจของผู้รับบริการ โดยมีการใช้ซอฟต์แวร์ จาก eGain เข้ามาช่วยบริหารงานด้าน Call Center ในองค์กร                
  • บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) : เริ่มจากเป้าหมายของธุรกิจหรือหน่วยงาน มาใช้เป็นตัวกำหนดความรู้ที่ต้องการใช้ โดยรวบรวมความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร การเผยแพร่ความรู้ ได้ใช้วิธีการผสมผสาน เช่น การจัดอบรมในห้องเรียน การใช้ระบบที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Coaching และ Mentor) การเรียนรู้จาก E-learning ภายในบริษัท เป็นต้น
    นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือที่ช่วยทำให้การจัดการความรู้ของเครือปูนซิเมนต์ไทย ประสบควาสำเร็จนั่นคือ การใช้ Web Board เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน การจดบันทึกที่มีประสิทธิภาพ การใช้กรณีศึกษา (Case Study) มาวิเคราะห์ทั้งความล้มเหลวและประสบความสำเร็จของกิจการที่เรียนรู้จากกรณีศึกษา การมีเป้าหมายเพื่อสร้างพฤติกรรมโดยอิงหลักการวินัย 5 ประการของ Peter Sengeเป็นต้น
  • บริษัท ปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) : มีการบริหารความรู้และกระตุ้นให้เรียนรู้ในลักษณะเชิงรุก และทำงานเป็นระบบโดยการสอนงานอย่างใกล้ชิดแบบตัวต่อตัว เช่น วิศวกรอาวุโสเป็นผู้ให้แนวทางการทำงาน และเป็นครูฝึกให้กับวิศวกรใหม่ เพื่อเรียนรู้ระบบการผลิต เครื่องจักร แล้วนำความรู้ที่ได้มาเขียนเป็นคู่มือปฏิบัติงานเก็บไว้ในศูนย์กลางข้อมูล ซึ่งทุกคนสามารถเข้ามาใช้โดยผ่านระบบอินทราเน็ต เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอีกมากมายเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศในการจัดการความรู้ในองค์กร และผู้บริหารเป็นผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเต็มที่
    อ้างอิงจากวารสารนักบริหารเดือน มกราคม-มีนาคม 2548
    การจัดการความรู้ (Knowledge Management) ในมุมมองนักบริหารรุ่นใหม่ 
    KNOWLEDGE MANAGEMENTin Crop Integration Business C.P. Group
    Core Competencies for KM specialists/teamsโดยกำหนด Competency ให้กับคณะทำงาน KM ดังนี้
    1. มีความสามารถ และใส่ใจในการเรียนรู้(Ability to learn)
    2. มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น(Customer empathy)
    3. มีความคิดริเริ่มเป็นตัวของตัวเอง(Self initiation)
    4. มีความคิดแบบบูรณาการ(Collaborative)
    5. มีความคิดในการเชื่อมต่อความรู้อย่างชาญฉลาด(Intellectual linking)
    6. มีความอ่อนน้อมถ่อมตน(Humility)
    7. มีความชอบที่จะแก้ไขกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น(Solution orientation)
    8. มีความเป็นสรรพ (เก็บ จด จำ) ในข้อมูล(Information literacy)
    9. มีความตระหนักรู้ และเชี่ยวชาญในสาย IT (Technology awareness)
    10. มีความเข้าใจและเกลี้ยกล่อมความคิดเป็น(Persuasive)
    11. มีความสามารถที่จะแบ่งปันความรู้ได้อย่างเป็นระบบ(Ability to share)
    12. มีความสามารถในการกลั่น เลือกสรร และสื่อสารในประเด็นที่สำคัญ(Able to extract and communicate key issues)
    สำหรับการทำ KNOWLEDGE MANAGEMENT ในการบริษัทฯของผม ยอมรับว่าเป็นแค่เพียงการเริ่มต้นเองครับ โดยมีแนวทางในการดำเนินการ ดังนี้
    กำหนดวัตถุประสงค์
    เพื่อรวบรวมความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่ในองค์กร ให้รวมอยู่ในที่เดียวกัน ในขณะเดียวกันสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์สูงสุดในการดำเนินธุรกิจและจะสร้างกระบวนการให้มีการปรับปรุง และเสริมสร้างความรู้ที่มีอยู่ให้ก้าวหน้าทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
    แผนการดำเนินงานในการจัดทำKNOWLEDGE MANAGEMENT
    1.
    นโยบายและแนวทางในการพัฒนาระบบ KM
    2.
    กำหนดโครงสร้างข้อมูลความรู้ที่มีอยู่ในหน่วยงาน
    3.
    ระดมสมองในความรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำงาน และความรู้ทั่วไปตามแบบฟอร์ม
    4.
    ประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และบันทึกในแบบฟอร์มกรณีศึกษา
    ขั้นตอนการดำเนินงาน
    1. รวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจในแต่ละหน่วย โดยจะมองในภาพรวมของธุรกิจ- กระบวนการผลิตมาตรฐาน- กระบวนการสนับสนุนการผลิต และการส่งเสริมการขาย- ความเชี่ยวชาญและเทคนิคพิเศษ- กรณีศึกษา โครงการที่ประสบความสำเร็จ โครงการที่มีปัญหา และบทเรียนที่ได้รับ- ปัจจัยของความสำเร็จและการมุ่งสู่ความเป็นเลิศ- นวตกรรมและการพัฒนาในอนาคต
    สิ่งที่ได้ในขั้นตอนนี้ คือ รายงานข้อมูลความรู้ที่ใช้อยู่และความรู้ที่คาดว่าจะต้องใช้ในอนาคต
    2. วิเคราะห์ ตรวจสอบ และจัดข้อมูลทั้งหมด ให้ได้มุมมองทั้ง 7 ประการ ดังนี้
    1. ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า
    Knowledge in Customer
    2.
    ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิต Knowledge in Processes
    3.
    ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ Knowledge in Products (and Services)
    4.
    ความรู้เกี่ยวกับบุคลากรในองค์กร Knowledge in People
    5.
    แหล่งที่เก็บข้อมูลขององค์กร Organizational Memory
    6.
    ความรู้ที่สัมพันธ์กันในองค์กรในด้านต่างๆ Knowledge in Relationships
    7.
    ะบบการจัดการที่จะกำหนดลักษณะทุนทางปัญญาขององค์กร Knowledge Assets
    สิ่งที่ได้ในขั้นตอนนี้ คือ รายงานโครงสร้างของความรู้และกลุ่มของข้อมูลในแต่ละมุม
    ครื่องมือช่วยในการปฏิบัติงาน KM (Practices & Tools used)
    กิจกรรมกับพนักงาน
    1. ประชุมกลุ่มระดมสมอง
    2.
    สอบถามกันตัวต่อตัว
    3. สังเกตุการปฏิบัติงาน
    4.
    ประชุมกับทีมอื่นที่เกี่ยวข้อง
    5.
    บอกเล่าความเป็นมา
    6.
    สร้างรายชื่อของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
    7.
    ประชุมทีมที่มีการปฏิบัติงานคล้ายๆ กัน
    ระบบบนเครื่องคอมพิวเตอร์
    1. ระบบค้นหาข้อมูลในคอมพิวเตอร์
    2.
    ระบบฐานข้อมูล
    3.
    ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็คทรอนิกส์
    4.
    คลังสื่อ เช่น CD วิดีโอเทป
    5.
    ระบบการเรียนรู้แบบออนไลน์
    6.
    ระบบการวัดเกณฑ์ของกระบวนการที่ดีที่สุด
    7.
    ระบบบันทึกบทเรียนที่ได้รับ
    8.
    ระบบสมุดบันทึกการตัดสินใจ
    3. การจัดวางโครงสร้างระบบ KMวางแผนและพัฒนาโครงสร้างของข้อมูลสำหรับการแบ่งปันความรู้บนระบบ Intranet รวมทั้งกำหนดฟังก์ชั่นที่ทำให้ผู้ชำนาญเฉพาะด้านสามารถปรับปรุง เพิ่มเติม หรือลบข้อมูล เนื้อหาได้เองตามการให้สิทธิ์
    สิ่งที่ได้ในขั้นตอนนี้ คือ ระบบข้อมูลความรู้ที่สามารถใช้ได้ในบริษัทในระยะทดลอง
    4. เก็บบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ
    ข้อมูลความรู้ ==> Inventory ==> Severs ==> Workstations
    สิ่งที่ได้ในขั้นตอนนี้ คือ  ระบบงาน KM ที่เป็นระบบระเบียบบนงาน IT ที่เหมาะสม
    5. สื่อสารและส่งเสริมการยอมรับการใช้ความรู้ในองค์กร โดยผ่านช่องทางต่างๆ เช่น วารสารภายใน กิจกรรม E-mail และอื่นๆ
    สิ่งที่ได้ในขั้นตอนนี้ คือ รายงานกิจกรรมที่นำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อเป็นการค่อยๆ ปรับทัศนคติให้สามารถใช้ระบบ KM เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
    การประยุกต์ใช้กับองค์กร
    เนื่องจากบริษัทของผม Knowledge Management เพิ่งเริ่มมีการจัดทำขึ้นและผมก็ได้เข้าร่วมประชุมและอบรมการทำ KM ของบริษัท เพื่อวางแผนและจัดกิจกรรม KM ต่างภายในบริษัท ดังนี้
    1. สร้างมุมแห่งการเรียนรู้ในองค์กรเพื่อแบ่งปันความรู้ เช่น บอร์ด Newsletter จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น จัดทำ Knowledge Conner โดยการจัดบอร์ด ( เนื่องจากบริษัทของผมดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร ดังนั้น มีความคิดเห็นว่า การจัดบอร์ดน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่ก็จะมีการนำความรู้ต่างๆที่ได้ขึ้นเวปของบริษัทด้วยที่ www.cpcrop.com ) ซึ่ง HR ต้องทำหน้าที่เป็น Knowledge Capture เพื่อดึงความรู้มาจากส่วนงานต่างๆ และในบอร์ดจะมีการติดรูปของผู้ที่ให้ความรู้ ให้มีการติดดาวเพื่อแสดงความนิยม และมีช่องว่างให้พนักงานแสดงความคิดเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบ หรือมีความคิดเห็นอย่างไรกับความรู้นั้นๆ เพื่อเป็นการแสดงความสนใจ และเพื่อ feed back ให้กับความรู้ที่ขึ้นบอร์ด
    2. จัดทำ KM Day ซึ่งจะจัดอาทิตย์ละครั้ง โดยกำหนดเป็นรายบุคคล และ set แผนทั้งปี สำรวจเก็บสถิติของผู้ให้ความรู้ ว่าพนักงานคนไหนนำความรู้มานำเสนอมากที่สุด
    3. จัดกิจกรรม Big Bang ซึ่งจะจัดตอนสิ้นปีเพื่อจัดประกวดว่า Knowledge ชิ้นไหนสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลดีต่อองค์กร โดยให้แต่ละหน่วยงานส่ง Knowledge ของแต่ละฝ่ายออกมา เพื่อประกวดให้รางวัลโดยให้ผู้บริหารมีส่วนร่วมในการให้รางวัล
    ซึ่งสามารถสรุปปัจจัยที่ทำให้
    KM ประสบผลสำเร็จ มีดังนี้
    - ผู้นำเห็นความสำคัญของการทำ KM
    - เห็นภาพชัดว่าจะได้อะไรจากการทำ KM
    - กระบวนการทำ KM ที่เป็นระบบ
    - วัฒนธรรมองค์กรในเรื่องของการแบ่งปันข้อมูล
    - ทัศนคติของการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง
    - ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT

  • </ul></span></span>