อ่านบันทึก มีคนถามผมว่า อ่านหนังสือให้เร็ว ทำไง ของคุณคนไร้กรอบ แล้วได้ทราบวิธีอ่านหนังสือที่เรียกได้ว่าเกือบจะตรงกันข้ามกับวิธีที่ตัวเองอ่านอยู่เลย ทำให้รู้สึกว่า ถ้าเรามาแลกเปลี่ยนบอกเล่ากันดูกับคนอื่นๆน่าจะดีนะคะ เพราะพออ่านวิธีของอ.วรภัทร์ แล้วก็คิดว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจจังเลย ทำไมเราไม่เคยได้รู้แบบนั้นมาก่อน อาจจะลองทำดูบ้างไปนานแล้ว มาถึงตอนนี้เรียกได้ว่าติดวิธีที่ตัวเองใช้จนคงทำใจเปลี่ยนไปใช้วิธีของอ.วรภัทร์ท่านไม่ได้แน่ๆ (ทำใจให้ขีดเขียนลงไปในหนังสือไม่ได้แน่ค่ะ)

จะเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือให้สวยๆ ถ้าทำได้จะห่อปกด้วยแผ่นใสห่อปกเสียก่อน และจะเปิดค่อยๆไม่ทำให้หน้าหนังสือช้ำ ไม่พับหน้า ไม่ให้มีรอย โอกาสที่จะเขียนอะไรลงไปก็เฉพาะถ้าพบคำผิดแล้วมีปากกาอยู่ใกล้ๆมือ ถ้าจะเขียนอะไรที่เป็นความคิดที่เกิดเพราะการอ่านตรงนั้น ก็จะเขียนลงในสมุดต่างหากอีกเล่ม

ปัจจุบันถ้าเป็นหนังสือเล่มใหญ่ๆ จะอ่านได้ครั้งละหลายเล่มคนละเวลา แต่จะแบ่งให้อ่านตรงเวลาเดิมๆของวัน เช่น เล่มนี้อ่านตอนกลางวันที่มีเวลาว่าง เล่มนี้ติดกระเป๋า (ส่วนมากจะบางๆ เพราะกลัวหนังสือยับ) เล่มนี้อ่านก่อนนอนวางไว้ใกล้ๆหัวนอน 

แต่สมัยเมื่อมีเวลามากๆ จะอ่านครั้งละเล่ม แต่จะอ่านได้ค่อนข้างเร็ว ถ้าเป็นหนังสือที่ชอบ (อ่านแค่คำนำ คำนิยมก็พอจะเดาออก) ก็จะตะลุยอ่านครั้งเดียว รวดเดียวจบ ย้อนคิดถึงวิธีอ่านของตัวเองแล้วบอกได้ว่า อ่านเร็วเพราะจะกำหนดจิตใจมุ่งอยู่กับสิ่งที่อ่าน ทำให้เมื่อเริ่มต้นอ่านอะไรปั๊บก็จะเหมือนปิดสวิทช์กับสิ่งแวดล้อมไปในทันที ทำมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะมักจะไม่ค่อยมีโอกาสอยู่คนเดียว แต่จะมีใครต่อใครแวดล้อมอยู่เสมอ ก็เลยทำได้โดยปริยาย เป็นผลดีมาจนโตที่ทำให้อ่านได้ทุกที่ทุกเวลาถ้าเป็นเรื่องที่สนใจ

จำได้ว่าเคยเขียนลงไปในหนังสือก็ตอนที่เริ่มอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ เป็นคล้ายๆหนังสืออ่านสำหรับเยาวชนที่คุณพ่อมีอยู่ในตู้ อ่านๆไปด้วยความอยากรู้ คำไหนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจก็จะเปิด Dictionary หาคำแปลเขียนไว้เหนือคำนั้นๆด้วยดินสอ แต่รู้สึกว่าทำได้ไม่นาน ก็รู้สึกไม่ทันใจ ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นอ่าน Dictionary อังกฤษ-อังกฤษไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย (จำไม่ได้ว่าทำไมถึงคิดจะเลิกอ่านไปแปลไป น่าจะเป็นเพราะว่าแปลแล้วไม่ได้อย่างใจ) สักพักก็เริ่มชินกับการเก็บความและเดาความหมายจากเนื้อหาแทน คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเป็นคนชอบอ่าน ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดยอ่านเอาความมากกว่าแปลความ ทำให้สามารถอ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้อย่างไม่รู้สึกลำบาก เวลาอ่านข้อสอบภาษาอังกฤษทั้งหลายก็มักจะใช้ความคุ้นชินมากกว่าการจำกฎกติกาแกรมม่าอะไร (เพราะไม่ชอบเลย) ส่วนการพูดก็จะสื่อสารได้เพราะรู้รูปแบบประโยคที่ถูกต้องมากกว่าเสียงสำเนียงที่ต้องไปฝึกเอาเมื่อต้องใช้จริงๆ เพื่อนฝรั่งจะบอกว่าเราพูดเพราะเกินเหตุ (เป็นภาษาหนังสือมากกว่าภาษาพูด)

คิดว่าวิธีการอ่านหนังสือก็เป็น "ความรู้ฝังลึก" ที่พวกเราน่าจะเอามาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ๆ (ที่ยังมีเวลาอ่านอีกนาน) ได้เก็บเอาไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง เสียดายที่รู้วิธีของอ.วรภัทร์ช้าไป ถ้ารู้ตอนที่นิสัยการอ่านไม่ติดตัวจนยากจะเปลี่ยนอย่างปัจจุบัน เชื่อว่าน่าจะเป็นวิธีที่ต้องเอามาลองปรับใช้บ้างอย่างแน่นอน 

ทำให้อยากเขียนบันทึกนี้ เพราะหวังจะได้อ่านวิธีการอ่านหนังสือจากเพื่อนๆนักอ่าน นักเขียน GotoKnow บ้างน่ะค่ะ