ที่ใช้หัวข้อ KM Corner เพราะ เรื่องนี้เกิดระหว่างการเข้าร่วมงาน เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อยู่กับเบาหวาน อย่างมีความสุข และพอเพียง ที่มีอาจารย์วัลลาเป็นแม่งานสำคัญ ผมตั้งใจว่าจะบันทึก สิ่งที่ได้รับจากงานนี้ ในมุมส่วนตัว เลยไม่คิดจะเล่าบรรยากาศในงาน เพราะอาจารย์วัลลาและผู้ร่วมงานที่ประทับใจ ในงานคงค่อยทะยอยบันทึกไว้แล้วเป็นอย่างดี

มางานนี้มีความตั้งใจอันดับแรกเลยคืออยาก มารู้จักและขอรับข้อมูลที่มีคำถามในใจ  จากเพื่อนร่วม blog ที่จริตเดียวกัน เพราะคิดว่ามาคุยเองน่าจะดีกว่าอ่านผ่าน blog  รวมทั้งมีภาระกิจต้องติดต่ออาจารย์วัลลาเรื่องการอบรม DM educator ที่จังหวัดฝากมาด้วย  ระหว่างขับรถจากอุบลมากรุงเทพ ฯ ผมนั่งนึก ทบทวนเล่น ๆ ว่า เราเข้ามาใน gotoknow  และวงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ยังไงกันเนี่ย 

เมื่อ 8 เดือนก่อน ผมนั่ง ค้นหาคำ ปฐมภูมิ, เบาหวาน จาก google  ก็พบ blog  เบาหวานพุทธชินราช ได้อ่านเรื่องราว ใน blog แล้วชอบเรื่องเล่า ต่าง ๆ มาก ผมอ่านเรื่องที่ พี่นิพัธ ทำงาน ปฐมภูมิ จิตอาสา ทั้ง ๆ ที่เป็น แพทย์เฉพาะทางใน โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ   เป็นเรื่องเล่า การทำงาน  ที่ผมกำลังอยากรู้ พอดี รู้สึกประทับใจ เมื่อก่อนไม่รู้เลยว่าblog คืออะไร KM คืออะไร ทำอะไรกัน รู้แต่ว่าเรื่องเล่าแบบเนี้ย  ชอบมาก ( ถึงวันนี้ก็ยัง งู ปลา ไก่ กา กับ KM อยู่เลยครับ )

ก่อนหน้านี้ผมเคยบันทึกเรื่องราวที่ได้เจอระหว่างดูแลผู้ป่วยมาบ้างแล้ว เมื่อหลายปีก่อน  ประมาณ ปี 2535  จำได้เลยว่าเรื่องแรก เป็นเรื่องทำไมเพิ่งมา ( ซึ่งเป็นหนึ่งในบันทึกใน blog นี้ด้วย )  เป็นเรื่องที่ผมตอนจบมาใหม่ ๆ เข้าใจคนน้อยเหลือเกิน ผมไม่อยากให้เหตุการณ์ผ่านไปเฉย ๆ  เลยบันทึกไว้ ใน diary    ต่อมา ประมาณปี 2541 มีเด็กหญิงคนหนึ่ง ที่ต้องอดเรียน เพราะ กระบวนการดูแลที่สับสน ผอมลงมาก เป็น DM แต่วันหนึ่งกลับถูกวินิจฉัยว่าเป็น AIDS  ผมก็รู้สึกว่า ไม่น่าปล่อยให้เรื่องแบบนี้ผ่านไป ผมก็บันทึกไว้ใน diary อีกเหมือนกัน ( click อ่านที่นี่ได้ครับ )  แล้วบันทึกที่เขียนก็ถูกเก็บเอาไว้ เฉย ๆ เพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี

ผมเลยเริ่มเข้าใจตัวเองว่า ทำไมชอบเรื่องเล่าใน Gotoknow เป็นกรณีพิเศษ เมื่อได้แรกเจอ ( ว่าเข้าไปนั่น )  จนมาถึงวันนี้ ถ้าบันทึกไหนที่เขียนเกี่ยวกับ ประสพการณ์ตรงที่พบกับคนไข้ หรืองาน  จะชอบมาก ( มารู้ทีหลังว่าเป็น tacid knowledge )     เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่ควรปล่อนให้ผ่านไป มันอาจจะมีประโยชน์อย่างมากจนคิดไม่ถึงในวันข้างหน้าได้    ดังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ( ลิเก ยังไงชอบกล )

ผมนึก ๆ ระหว่างขับรถ ต่อไปว่า เอทำไม ถึงได้ชอบ และเห็นคุณค่าของเรื่องเล่า ( storytelling ) นักหนา  คุ้น ๆ เหมือนเคยประทับใจที่ไหน มาก่อนน้า       

นึกขึ้นมาได้ว่า เรื่องเล่าแบบนี้เคยได้อ่านเมื่อ 20 ปีก่อน นั่นเอง   ตอนสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ ปี 2530 ผมได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง ราคา 58 บาท ลดเหลือ 50 บาท 

  หนังสือราคาถูกแสนถูกเล่มนี้เหละครับที่ มีเรื่องเล่าที่มีพลัง สามารถ กำหนดทิศทางชีวิตการเป็นหมอของผม มาจนถึงวันนี้ ( ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ตัวเลย จนมาได้ทบทวนในวันนี้ ถึงได้เข้าใจ )   หนังสือเล่มนี้ชื่อ  " บันทึกเวชกรรมไทย " ของ อาจารย์ประเวศ วะสี ที่อาจารย์ได้เขียน เรื่องเล่าที่อาจารย์ได้พบ  ระหว่างการทำงาน ดูแลสุขทุกข์ ของคน  ตั้งแต่ปี 2520 

อาจารย์เขียนเล่าถึง ป้าเมี้ยน คนอยุธยา ที่ไม่ได้ทำงาน ไม่มีเงิน เพราะเข้าใจว่า หมอไม่ให้ทำงานเพราะเป็นวัณโรค    พูดถึงลุงมาที่ต้อง เดินทางมา หลายสิบกิโล เสียเงินหลายร้อยบาท  เพื่อมารับ ยาระบายเพียงขวดเดียว  เพราะไม่รู้การรักษาตัวเองที่ทำได้ง่าย ๆ    มีเรื่อง เบาหวาน โรคแห่งความขมขื่น  เรื่องที่อาจารย์เขียนไว้เมื่อ 30 ปีก่อน แต่เราก็ยังพบทุกวันนี้      ผมไม่แน่ใจว่าจะยังมีหนังสือเล่มนี้อีกหรือเปล่า อยากให้ทุกคนที่เป็นคนดูแลสุขทุกข์ ของคนได้อ่านกันจริง ๆ 

เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินคำว่า " รักษาโรค หรือรักษาคน " ปี 2532 ผมได้อ่าน " บนเส้นทางชีวิต "  ที่มีทั้งหมด 7 เล่ม  เป็นเรื่องเล่าที่ อาจารย์เล่าเรื่องที่ได้พบพาน ตลอดเส้นทางชีวิต ตั้งแต่เด็ก จนมาเป็นหมอ หนังสือทั้ง สองเรื่อง มีอิทธิพล ต่อผมอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้ง ๆ ที่ระยะหลังไม่ได้มีเวลาอ่านหนังสือดังกล่าวมานานมากจนลืมไปแล้ว 

การที่ผมต้องการบันทึก เรื่องที่เจอ เพราะเสียดาย ไม่อยากให้เรื่องต่างๆ ผ่านไป ก็คงเป็น เพราะ หนังสือ 2 เรื่องนี้  การที่เมื่อเจอ blog บันทึก เรื่องเล่า แล้วผม ปิ๊งทันที ก็คงเป็นเพราะอิทธิพลของเรื่องเล่าในหนังสือทั้ง 2 เล่มนั่นเอง   ที่สำคัญการที่ผมเลือกที่จะเป็นหมอ มีความสุขกับการ ทำงาน ปฐมภูมิ ทำงานกับ คน ทำงานเวชปฏิบัติครอบครัว ( ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้จบมา ) ผมก็รู้แล้วว่า เป็นเพราะอิทธิพลเรื่องเล่า ในหนังสือ 2 เล่มนี้นั่นเอง 

พอนึกขึ้นมาได้ ประติดประต่อ ก็ถึงร้านกาแฟ แถวสีคิ้วพอดี


 เราได้เรียนรู้อะไร

1. ผมยกให้ เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ " เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อยู่กับเบาหวาน อย่างมีความสุข และพอเพียง " ถึงแม้ไม่เกียวกับ topic ของงานเลย แต่มันเกิด ในส่วนกระบวนการของการเข้าร่วมงาน เพราะถ้าไม่มางานนี้ ก็ไม่ได้ถามตัวเองว่าทำไม่ถึงชอบเรื่องเล่าแบบฝังลึกนัก  แล้วก็คงไม่ได้นึกย้อนหลังไป ว่ามาเข้า gotoknow ได้อย่างไร   จนพบเรื่องสำคัญดังกล่าว

2. เรื่องเล่า ( Storytelling ) มีพลังมากกว่าที่คิด เป็นแหล่งแรงบันดาลใจ ที่ดีที่สุดแหล่งหนึ่งทีเดียว  เรื่องเล่าบางเรื่องมีอิทธิพลถึงขนาดที่สามารถกำหนดทิศทางชีวิตของคนบางคนได้ทีเดียว  ทั้ง ๆ ที่คนเล่าก็คงไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากเรื่องเล่าของตัวเองเช่นกัน

3. เมื่อมีแรงบันดาลใจ พบเรื่องดี ๆ จากการลงมือทำ  ที่รู้สึกว่าไม่น่าจะปล่อยให้ผ่านไป ควรบันทึกไว้ ( ใน gotoknow นี่แหละ ดี ) วันข้างหน้าอาจจะมีประโยชน์ต่อ ตนเองและผู้อื่นได้บ้าง