“สังคมเราเป็นสังคมความสัมพันธ์ ไม่ใช่สังคมหลักการ” ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย ลักษณะสังคมเช่นนี้มีตั้งแต่ชาวบ้านไปจนถึงผู้ที่มีความรู้ทั้งหลาย มันเป็นความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อผลประโยชน์เข้ามามากกว่าความสัมพันธ์ธรรมดา จนบางทีเราแยกแยะไม่ออกหากไม่อยู่วงในจริงๆ

สมัยทำงานที่ชนบททางภาคเหนือเมื่อปี พ.ศ. 2518 นั้น ผู้บันทึกต้องทึ่งกับวัฒนธรรมชาวบ้านชนบทที่เมื่อเห็นคนแปลกหน้าอย่างผมในหมู่บ้านก็ทักทาย  แม้กลางทางที่เดินสวนกัน อย่างน้อยก็ถามว่าจะไปไหน มาจากไหน มาทำอะไร เป็นการพูดคุยเพื่อสำรวจว่าเราเป็นใครมาทำอะไร เมื่อได้ข้อมูลชัดเจนและเขาเชื่อมั่นระดับหนึ่งแล้วก็จะแสดงความสนิทสนมอีกขั้นหนึ่ง เช่นเชิญดื่มน้ำ กินข้าว ไปเยี่ยมบ้าน  หากเข้าใจเป็นที่ชัดเจนและเชื่อมั่นที่สุดแล้วก็เชิญนอนพักที่บ้านได้ เพื่อนบ้านญาติพี่น้องก็จะแวะเวียนมาเยี่ยมดูตัวกัน  

หากใกล้ชิดสนิทสนมกันนานเป็นเดือนเป็นปี ก็จะเรียกเราเป็นลูกเป็นหลานไปเลย มีงานอะไรในหมู่บ้านก็จะบอกเราให้ไปร่วม หากเป็นงานตานก๋วยสลากละก้อ เตรียมเงินแบ้งค์ย่อยๆไว้ให้เต็มกระเป๋านะเพราะเขาจะมาเชิญให้ไปร่วมทุกหลังคาเรือน และเราก็ต้องร่วมทำบุญทุกหลังคาเรือน ไม่มากหรอกครับ 10-20 บาท เท่านั้นก็เป็นสินน้ำใจ  แต่หลายหลังคาเรือน หลายหมู่บ้านก็เล่นเอากระเป๋าเบาไปเลย บางเดือนกระเป๋าฉีกเลยครับโดยที่หน่วยงานไม่ได้รับผิดชอบค่าสังคมส่วนนี้ ผู้ปฏิบัติต้องสร้างทุนทางสังคมเอง 

แต่สิ่งที่ได้รับคือความรักความผูกพัน ความสนิทสนม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ลูกหลานเขาไม่สบายเราก็เอารถไปส่งให้โดยไม่คิดเงินทองอะไร เดือดเนื้อร้อนใจอะไรก็มาพูดมาคุย ปรึกษาหารือ ยิ่งเราใกล้ชิดชาวบ้านมากกว่าหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่สามารถคลุกคลี และให้เวลากับชาวบ้านได้มากเท่าเรา ก็ยิ่งเห็นความต่าง !!  

ความสนิทสนมกันเช่นนั้นน่าจะเป็นเรื่องดีดี เช่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำได้เต็มที่ไม่มีความกังวลว่า เองเป็นใครมาถามข้อมูลอะไรมากมาย แต่สังคมไทยเมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว ความสัมพันธ์นี้มีผลไปถึงส่วนอื่นๆมากมายรวมไปถึงลักษณะที่ผู้บันทึกสรุปเอาว่า สังคมเราเป็นสังคมความสัมพันธ์ ไม่ใช่สังคมหลักการซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย   ลักษณะสังคมเช่นนี้มีตั้งแต่ชาวบ้านไปจนถึงผู้ที่มีความรู้ทั้งหลาย มันเป็นความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อผลประโยชน์เข้ามามากกว่าความสัมพันธ์ธรรมดา จนบางทีเราแยกแยะไม่ออกหากไม่อยู่วงในจริงๆ  

อย่างผู้บันทึกเคยเล่าประสบการณ์ว่ามือปืนยุติการรับคำสั่งฆ่าเพราะรู้ว่าคนที่จะไปฆ่าเป็นผู้มีพระคุณมาก่อน สังคมแบบนี้จึงไม่มีขาวบริสุทธิ์ และไม่ดำสนิท นอกจากขาวขุ่นๆ และดำๆด่างๆ ในชุมชนชนบทมักจะไม่ค่อยเห็นความขัดแย้งแบบไม่เผาผีกันเลย แต่จะมี ความขัดแย้งแบบขลุกขลิกไปด้วยกัน อาจจะมีพูดจาเชือดเฉือนกันบ้างในที่ประชุม แต่ก็อยู่ด้วยกันได้ แต่ละชุมชนมีความแตกต่างกันในรายละเอียดตามลักษณะทางประวัติศาสตร์ชุมชนและโครงสร้างชุมชน เช่น บางชุมชนมีระบบเจ้าโคตร ที่ยังทำงานอยู่ ซึ่งซ้อนกับระบบการปกครองปัจจุบันที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.  

แต่บางชุมชนระบบเจ้าโคตรตายไปนานแล้ว เหลือแต่ผู้นำที่มีหัวทางธุรกิจการค้า และคบค้ากับผู้มีสี และมียศตำแหน่งเพื่อเสริมฐานะทางสังคมของตนเอง  ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญต่อกระบวนการทำงานที่หวังผลในพื้นที่ จะต้องออกแบบไม่เหมือนกัน ต้องเอาเงื่อนชุมชนเป็นตัวตั้งแล้วออกแบบให้เหมาะสมกับเงื่อนไขนั้นๆ ในแต่ละชุมชน ??   ดังนั้นผู้ทำงานจะมีเพียงความปรารถนาดี หรือมีอุดมการณ์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องรอบรู้และจัดเจนด้วย เครื่อมือทางวิชาการที่เรียนมาก็ช่วยได้มากทีเดียว เช่นการทำ Sociometrix เราก็จะทราบ Human node ในด้านต่างๆ และนั่นคือ Key person หรือ Key informant ที่เราต้องศึกษาจากท่านอย่างละเอียด 

สาระด้านนี้ทางหน่วยงานราชการที่ทำงานเกี่ยวข้องกับชุมชนคงไม่เอื้อที่จะทุ่มเทเวลามาทำความเข้าใจประเด็นเหล่านี้  กิจกรรมที่ออกแบบมาจากข้างบนก็สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำเหมือนกันทั่วประเทศ โดยไม่ได้แยกแยะว่าวิธีการกระบวนการขั้นตอนที่ทำนั้นต้องรื่นไหลไปตามเงื่อนไขของชุมชน แต่ระเบียบราชการไม่ได้เอื้อต่อข้อเท็จจริงเหล่านี้ นี่คือส่วนหนึ่งที่ระบบใหญ่ ดังนั้นเราจะ Re engineering ระบบนี้อย่างไรดีครับ