เช้าวันที่ 19 ก.ค. 50 ปรอทความสุขของผมปุ่งปรู๊ด     จากการเข้าร่วมประชุมให้ข้อคิดเห็นต่อข้อเสนอโครงการ “การจัดการความรู้ด้านการสื่อสารเพื่อการสร้างภูมิคุ้มกันและพลังทางวัฒนธรรม” (C4SEC – Knowledge Management in Communication for Strengthening and Empowering Culture)      โดยมี ผศ. ดร. ภัสวลี นิติเกษตรสุนทร    ภาควิชานิเทศศาสตร์  มสธ.  และคณะ  เป็นผู้เสนอ

         ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย  รอง ผอ. สกว. กล่าวว่า  การวิจัยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง  หรือเพื่อการพัฒนา methodology ด้าน KM คุ้มค่ากว่า action research มาก     ต่อไปน่าจะกลายเป็น methology หลัก    

         นี่คือ “ร่องรอย” ของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้านวิธีวิทยาการวิจัย นะครับ     เป็นเรื่องใหญ่มาก  ที่ผมคิดมา 2 – 3 ปีแล้ว

         สรุปว่า ทีมวิจัยนี้ จะใช้เครื่องมือ KM ในการสร้างภูมิคุ้มกันและพลังทางวัฒนธรรม ให้แก่ชุมชน  
 
         ชุดโครงการ C4SEC จะทำงานผ่าน 3 ชุดโครงการย่อย  ได้แก่ ชุดโครงการ กลุ่มวิทยุชุมชน     ชุดโครงการ กลุ่มสื่อบุคคล     ชุดโครงการ กลุ่มสื่อพื้นบ้าน  

         ชุดโครงการใหญ่จะใช้เวลา 3 ปี    มีโครงการย่อย 38 โครงการ    แต่ในชั้นแรกจะเป็นการขอทุน PDG – Project Development Grant   เพื่อ
1. เสริมสร้างศักยภาพนักวิจัยเรื่อง KM   และบทบาทของ KM Facilitator
2. เพื่อทดลองนำกระบวนการ KM ไปใช้ในพื้นที่
3. เพื่อจัดกลุ่มโครงการวิจัยย่อยตามแนวทาง KM ที่เหมาะสม
4. เพื่อพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยย่อยของโครงการ C4SEC  

         โครงการ C4SEC อาจเป็น “หัวขบวน” ของการใช้วิธีการ KM ในการทำงานวิจัยเพื่อพัฒนา     เป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของเครื่องมือวิจัยในประเทศไทย

ศ. สุมน อมรวิวัฒน์ ให้ความเห็นว่า

1. กระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง     เป็น transformative learning   ต้องประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง  เพื่อให้เปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
2. มีข้อมูลแสดงการเรียนรู้  การเปลี่ยนแปลง     ทำบันทึกอย่างเป็นระบบ   
3. ปะทะกับสื่อกระแสหลัก    หาทางทำให้สื่อมีการเรียนรู้ เพื่อการเปลี่ยนแปลงได้  
4. ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลง      ต้นทุนทางวัฒนธรรมมี 2 ประเภท คือเป็น knowledge   กับที่เป็น wisdom     ส่วนที่เป็น wisdom มีการสั่งสมยั่งยืนสืบทอด
5. ต้องเชื่อมโยง “หัวปลาเล็ก”     ไม่ให้เป็นการแยกๆ กันทำ     
6. การถ่ายโยงความรู้เข้าสู่ประชาชน ต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต    ไม่แปลกแยกจากวิถีชีวิตจริง     
7. การสร้าง “กระบวนกร” (facilitator) เป็นกระบวนการต่อเนื่องและสะสม    แต่ละคนมีต้นทุนหรือปรีชาญาณของตน    จึงต้องดำเนินการอย่างยืดหยุ่น   
8. หาโฟกัสให้พบ
9. เก็บบทเรียนในพื้นที่ทดลองให้ดี     เชียงใหม่มีครบ 3 สื่อ ต้องวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างสื่อ    
10. “ตัวปลา” ให้เชื่อมโยงต้นทุนวัฒนธรรมในท้องถิ่น กับชุดความรู้ที่ได้    ว่ามีผลต่อกันอย่างไร   

ผมได้ให้ความเห็นดังต่อไปนี้
1. การใช้ BAR, AAR, Dialogue, AI, etc  เป็นเครื่องมือ “สกัดความรู้” ที่เป็น tacit knowledge
2. การใช้ บล็อก Gotoknow เป็นเครื่องมือ capture และ share ความรู้ ผ่าน storytelling 
3. การทำให้เป็นชุดโครงการ “เปิด”     ลปรร. กับสาธารณะ   ไปพร้อมๆ กับการดำเนินการโครงการ  
4. ควรใช้ OM (Outcome Mapping) หรือ MOM (Modified Outcome Mapping)  
 
ดร. อมรวิชช์ นาครทรรพ
1. ต้องตีความ “ภูมิคุ้มกัน” และ “พลังทางวัฒนธรรม” ให้ชัด     เรื่องวัฒนธรรมควรเน้นที่ living culture   
2. หัวใจคือ การเกิด impact ระดับชาติ    ไม่ใช่แค่ระดับชุมชน ซึ่งมีอยู่มากแล้ว    
3. ได้ให้มุมมองต่อวัฒนธรรมแนวของประเทศนิวซีแลนด์ 4 ประเด็น 
4. ควรได้ผลงาน เสนอการจัดการทางวัฒนธรรมระดับพื้นที่  ระดับประเทศ    โดยกลไกที่หลากหลาย     

รศ. ดร. กาญจนา แก้วเทพ
1. วิธีตั้งโจทย์ของงานวิจัยที่เป็น KM ไม่เหมือน  review literature    และ ฟัง “คุณกิจ” เล่า
2. การประเมินผล
3. การวิจัยในระบบ complexity ยาก     ผสมระหว่างวัฒนธรรมการสื่อสารแบบพื้นบ้านกับนักวิชาการ     
4. การมี shared understanding สำคัญที่สุด    โดยการสื่อสารบ่อยๆ    

ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย   
         การใช้สื่อเพื่อสร้างสรรค์พลังทางวัฒนธรรม   
         เครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลง    ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง    เครื่องมือของทีมกลางของโครงการย่อย  
         ทิศทาง   โยงสู่การเปลี่ยนแปลงสื่อกระแสหลัก    โยงสู่การ    เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในชุมชน    
         ไม่ควรทำชุดใหญ่เกินไป   

         ทีมวิจัยจะปรับข้อเสนอ     แล้วเสนอขอทุนจาก สกว.     ผมได้เสนอว่า สคส. ยินดีช่วยฝึกเทคนิค KM และ MOM ให้      โดยผมกระซิบ ดร. สีลาภรณ์ ว่า งานนี้ไม่ฟรีแล้วนะ

         ผมฝันเห็น KM ค่อยๆ เข้าไปเป็นเครื่องมือของการวิจัยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง    

วิจารณ์ พานิช
24 ก.ค. 50