วิธีการใช้ "การจัดการความรู้" ไปช่วยทำงานวิจัยชุมชน


ถ้าทำไม่เป็นต้องลองฝึกคิดและฝึกทำ ถ้าคิดไม่ออก ก็ลองไปฟัง ไปดู คนอื่นทำแบบว่า "ขอความรู้คนอื่น" ฟังแล้วเก็บประเด็นเงียบๆ ด้วยตนเอง ที่เรียกว่า "ฟังให้มากกว่า...พูด"

     วันนี้ได้เก็บประเด็นของการนำการจัดการความรู้ เข้าไปช่วยในการรวบรวมประสบการณ์และข้อค้นพบ "วิจัยชุมชน" ที่เจ้าหน้าที่นำเข้าไปใช้เป็นเครื่องมือทำงานกับเกษตรกรในเนื้อหาวิสาหกิจชุมชน

     มีการออกแบบกรอบการจัดเก็บข้อมูล คือ เรื่องกระบวนการปฏิบัติงาน  เรื่องการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน  เรื่องผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  เรื่องปัญหาอุปสรรคในการทำงานวิจัยชุมชนที่ผ่านมา และเรื่องกลยุทธ์/ทิศทางการทำงานวิสาหกิจชุมชน

           

     หลังจากนั้นจึงแบ่งกลุ่มเจ้าหน้าที่ตามความสนใจเข้าไประดมประสบการณ์ในกลุ่มของตนเอง ที่ตนเองได้ไปทำจริงมาตามกรอบเนื้อหาทั้ง 5 เรื่องดังกล่าว

      เมื่อแต่ละกลุ่มทำเสร็จแล้ว ก็มีการแลกเปลี่ยนและเติมเต็มข้อมูลกันโดยการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่และมีเจ้าของกลุ่มเนื้อหาเดิมเป็นคนเล่าให้ฟังก่อน แล้วจึงเปิดโอกาสให้ซักถามและเติมข้อมูล

     ซึ่งข้อมูลที่เกิดขึ้นได้สรุปโดยใช้เครื่องมือ Mind Map ที่ใช้เทคนิคการระดมสมอง และการสนทนากลุ่ม ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลก็ใช้วิธีการจัดหมวดหมู่ แยกแยะ และสรุปผล คือ

เรื่องที่ 1 กระบวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

           

เรื่องที่ 2  การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน

       

เรื่องที่ 3  ผลการเปลี่ยนแปลงเบื้องต้น

           

เรื่องที่ 4  ปัญหาอุปสรรคในการทำวิจัยชุมชนที่ผ่านมา

         

เรื่องที่ 5  กลยุทธ์/ทิศทางการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน

      

     ดังนั้น การสรุปผลข้อมูลทั้ง 5 เรื่อง จึงมาจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ที่ลงไปปฏิบัติกับเกษตรกร แล้วนำข้อเท็จจริงมาคุยแลกเปลี่ยนและสรุปร่วมกัน แล้วจัดเก็บเนื้อหาสาระดังกล่าวโดยใช้เครื่องมือ Mind Map

     จากการสังเกตและการร่วมกระบวนการปฏิบัติพบว่า

     1.  เจ้าหน้าที่ที่ลงมือทำจริง จะใช้เวลาในการคุยกันไม่นานก็เกิดเนื้อหาและสรุปข้อมูลได้

     2.  เจ้าหน้าที่ที่ผ่านประสบการณ์การปฏิบัติจริงค่อนข้างน้อย ยังมีกรอบคิดและกรอบการทำงานในเรื่องวิจัยชุมชน  เนื้อหาสาระของวิสาหกิจชุมชน  และบทบาทในงานส่งเสริมการเกษตร ที่ยังไม่ชัดเจน เช่น มุ่งเน้นที่การตีความ  มุ่งเน้นที่ความถูก/ผิด หรือ ใช่/ไม่ใช่ เป็นต้น

     3.  การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำจริง ถ้าได้ลงมือทำหลาย ๆ ครั้งก็จะทำให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจกันง่าย  แต่ถ้าลงมือทำเล็กน้อย การอธิบายก็ยังยึดกรอบวิธีคิดเดิมมาใช้ในการสื่อสาร จึงทำให้ความเข้าใจได้ยาก

     4.  การจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะของเจ้าหน้าที่ ต่างมีมุมมองประสบการณ์ และกรอบคิดเป็นของตนเอง รูปแบบและวิธีการจึงอยู่ที่หลักการและกระบวนการเพื่อเชื่อมประสบการณืเดิมกับสิ่งใหม่ได้ค่อนข้างยาก อาทิเช่น การทำงานกลุ่มกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน  การวิจัยเชิงปริมาณกับการวิจัยเชิงคุณภาพ  เป็นต้น

         

     การจัดการความรู้ จึงมิใช้แค่การท่องจำแล้วนำไปพูด  แต่การจัดการความรู้นั้นเมื่อสื่อสารออกมาแล้วจะทำให้คนฟังมองเห็นคุณค่าและสามารถหยิบไปใช้ต่อได้ทันทีจึงเรียกว่า "เนียนในเนื้องาน และเนียนในตัวบุคคล" ผู้ใช้การจัดการความรู้.

   [อ่าน : กระบวนการ ของครูผู้สอน]

หมายเลขบันทึก: 114125เขียนเมื่อ 24 กรกฎาคม 2007 17:14 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 18:11 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (2)

น้องศิริวรรณ ครับ

             สำหรับพี่แล้ว KM ทั้งร้อยเปอร์เซ็นเลยเป็นทักษะ ปฏิบัติ(ทำ) เท่านั้นแหละ จึงจะเนียนในงาน ในคน ได้ไม่ได้....เข้ามาแจมๆความคิดครับ  นานแล้วไม่ได้ทักทาย

เรียน ครูนง เมืองคอน

   ขอบคุณนะค่ะ ที่เข้ามาทักทายและแลกเปลี่ยนกัน

"เนียน KM ยากจริง ๆ ค่ะ เป็นเรื่องของทักษะ แต่ถ้าลองทำแล้วจะสนุก"

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี