วัดหนองบัวเจ้าป่า เป็นจุดเลือกที่เราไปทำบุญ ที่วัดเล็กๆแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจมาก เป็นวัดในหมู่บ้านที่มีพื้นเพชาติพันธุ์ของชุมชนคนส่วย ส่วยมีอาชีพทำนาหาของป่าและเลี้ยงช้างไว้รับจ้างลากไม้ซุง เมื่อสัก50ปีมาแล้ว บ้านหนองบัวเจ้าป่าคือหมู่บ้านช้างนั่นเอง เขาจะยกเรือนใต้ถุนสูง ด้านล่างก็จะเป็นคอกช้าง ตอนเด็กๆสนุกครับมาดูช้างเต็มหมู่บ้าน ช้างเดินเพ่นพ่านเข้าไปในตลาดเช้า-เย็น จนเกิดชื่อเรียกว่า"ถนนท่าช้าง"
ในสมัยที่บ้านเมืองยังไม่เจริญ การมีโบสถ์ขึ้นสักหลังหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงเศรษฐกิจของชุมชนแห่งนั้น ชาวบ้านเขาจะวัดความมั่งคั่งหรือฐานะหมู่บ้านตรงที่มีโบสถ์ สมัยที่ผมเป็นเด็กก็เห็นว่าทั้งอำเภอจะมีโบสถ์เพียง1-2แห่งเท่านั้น หลายตำบลมีวัดแต่ไม่มีโบสถ์ การสร้างโบสถ์เมื่อสมัย60-70ปีที่แล้ว เป็นเรื่องที่มีความสำคัญลำดับต้นๆของชุมชนเลยทีเดียว ปัจจุบันเราจะเห็นการก่อสร้างวัดวาอารามใหญ่โต โชว์วัตถุกันเต็มที่ แนวคิดนี้ก็ว่ากันไป.. แต่แนวทางการสร้างโบสถ์ วิหารเล็กๆกระชับให้ดูดี เหมือนนกน้อยทำรังแต่พอตัว ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่ง ในการเสริมสร้างทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาแบบพอเพียง
ผมพาครอบครัวไปตักบาตร ล้างทำความสะอาดห้องระบายทุกข์ให้วัด ทำให้เกิดมุมมองอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน เมื่อก่อนไปวัดก็จะดูเฉพาะสิ่งสวยงาม ส่วนที่อยู่ท้ายวัดมักจะไปไม่ถึง การไปทำความสะอาดให้วัดได้ประโยชน์อย่างมาก อย่างน้อยก็ได้ตรวจสอบสภาพจิตใจของตนเอง ว่าคนเรามาวัดตอนที่ยังเดินได้อย่างอิสระ กับมาวัดตอนที่พระเดินนำหน้านั้น มีผลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สรุปว่า
จะเข้าวัดเพื่อฟังธรรมะ หรือเข้าวัดเพื่อฟังพระสวดอภิธรรม
วัดแห่งนี้มีอุโบสถขนาดกะทัดรัดที่สวยงามมาก เข้าไปนั่งกราบพระได้คราวละประมาณ20คน ต้องขอชื่นชมช่างที่ออกแบบก่อสร้าง ในสมัยที่ยังเป็นป่าเขาอยู่นั้น ถนนหนทางก็ไม่มี วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างจะเข้ามาได้ทางเดียว คือใช้ช้างบรรทุก นับเป็นความอุตสาหะอย่างมาก จุดเด่นของโบสถ์นอกจากจะเล็กแบบพอเพียงแล้ว ลวดลายปูนปั้นเปรียบเทียบได้กับอุโบสถหรือสิมของวัดวุฒิวราราม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม มีมุขหน้าประดับลายปูนปั้น ทาสีทั้งหลัง หลังคาเป็นเครื่องไม้มุงด้วยกระเบื้องว่าว มีช่อฟ้านาคสะดุ้ง
โบสถ์หลังนี้สร้างในปีพ.ศ.2488 โดยช่างคนญวนที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปีพ.ศ.2491 ตามประวัติที่บันทึกไว้บอกว่า ชุมชนแห่งนี้ย้ายมาจากตำบลกระโพ อำเภอท่าตูมและบางส่วนอพยพมาจากอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เข้าใจว่าน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ติดตามช้างที่แตกหนีเข้าเขตเขาใหญ่ ผ่านมาเห็นทำเลเหมาะสมจึงปักหลักปักฐานสร้างบ้านแปลงเมือง
ดูก่อนท่านผู้เหลือกินเหลือใช้ทั้งหลาย เมื่อก่อนพระสงฆ์จะเดินเท้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ทำให้ท่านได้ออกไปพบปะใกล้ชิดกับครัวเรือนรอบๆบริเวณวัด ทุกวันนี้ ทุกวัดใช้รถยนต์บรรทุกพระไปยังตลาดตัวอำเภอ แล้วแยกย้ายกันเดินไปรับบาตรตามถนนซอกซอยต่างๆ เศรษฐกิจทุนนิยมนี่จะทำอะไรต้องลงทุนไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง กับอีแค่จะเสาะอาหารมาบริบาลสังขารก็ต้องถ่อร่างลำบากลำบน ปัจจุบันชุมชนทิ้งพระ พระจึงทิ้งชุมชนที่ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ชวนคนไปนอนป่าช้านั้นเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้านอนแล้วยังคิดไม่ได้ไม่ควรจะกลับมา ปล่อยให้นอนเป็นการถาวร อนิจจัง วัตสังขารา ไปเลย
ในขณะที่ทุกหมู่บ้านขยายตัวด้วยความเจริญ มีถนนลาดยาง มีไฟฟ้า มีประปาหมู่บ้าน มีโทรทัศน์ โทรศัพท์ มีโรงเรียน มีสถานีอนามัย มีร้านค้า มีที่ทำการองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นใหญ่โต แต่ชุมชนปล่อยให้พระทุกหมู่บ้านนั่งรถบรรทุกเข้าไปบิณฑบาตในเมือง บางแห่งห่างไกลนับสิบกิโลเมตร
มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมชนบท มันแร้นแค้นหรือว่าละเลยที่จะดูแลทะนุบำรุงพุทธศาสนา แล้วที่เย๊วๆต้องการให้บรรจุพระพุทธศาสนาลงไว้ในรัฐธรรมนูญ บรรจุไว้หาวิมานอะไรมิทราบ ในเมื่อไม่ดูดำดูดีปล่อยปะละเลย ให้พระตุรัดตุเร่ไปขออาหารบ้านอื่นปะทังชีวิต มันเป็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ สังคมเป็นสุข สังคมยั่งยืน สังคมชาวพุทธ วิถีพุทธอยู่ตรงไหน เห็นมีแต่..อามิตรพุทธ..
เพื่อไม่ให้มีข้อครหาว่าผีเจาะปากพูด ในการชุมนุมเฮฮาศาสตร์ครั้งที่2 เราจะชวนพันธมิตรที่รักไปทำบุญตักบาตร เยี่ยมชมวัด ทำความสะอาดห้องน้ำวัด ปล่อยนกปล่อยปลา อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เกิดชาติหน้า หน้าตาจะได้ดูดี จิตใจดี มีชาติตระกูล อิอิ..
รายนามผู้ที่มาเฮฮาศาสตร์ ครั้งที่2
1 ท่านบางทราย 2 คนที่ท่านบางทรายรัก 3 ท่านสายลม 4 ท่านสายใจมากับสายลม 5 ท่านเม็กดำ1 6 ท่านที่เม็กดำรัก 7 หนูหนิง 8 หนูเอก 9 อ.สำเนียง 10 อ.พันดา 11 อ.แป๋ว 12 อ.อ้อย 13 สะ-มะ-นึ-กะ 14 ครูเสือ 15 แตงโม 16 พี่องุ่น 17อ.สมพิศ 18คุณดอกแก้ว 19 หนูนิด 20 ครอบครัวดร.กมลวัลย์ 21อ.Handy22 ศน.กุ้ง 23 ตาหยู 24 ท่านสิงห์ป่าสัก 25คุณKra pook ฯลฯ อ.ขจิต เติมๆๆๆ..
ครูบาฯที่เคารพ
อยากให้ผู้สันทัดกรณีอย่างอ๊อตมาดู กรมศิลปกรเพิ่งมาซ่อมเมื่อปีที่แล้ว