วันนี้ไม่ได้ไปไหนอยู่ที่คณะฯ เพราะมีอบรมการสอนกฎหมายที่คณะ โดยอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ(มากๆ)ของพวกเราชาวนิติศาสตร์คือ ท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ผู้โด่งดังในยุครัฐบาลทหารคมช. ซึ่งเป็นทั้งปลัดกระทรวงยุติธรรมและสสร.ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ (ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะหมู่หรือจ่า จากการลงประชามติ) และเป็นผู้ที่เสนอแนวคิดเรื่องการแก้วิกฤตการณ์ของบ้านเมืองโดยสถาบันตุลาการอันลือลั่นเมื่อหลายเดือนก่อน
สำหรับดิฉันแล้ว ท่านอาจารย์จรัญเป็น idol ของดิฉันมาตั้งแต่เมื่อเรียนเนติกับท่านตั้งแต่โรงเรียนเนติของพวกเรายังอยู่ที่สนามหลวง จนกระทั่งย้ายมาตั้งสำนักอยู่ที่ตลิ่งชัน(ในปัจจุบัน) แน่นอนดิฉันก็ต้องตามมาเรียนอีก เดี๋ยวความรู้ไม่แน่น รวมสิริเรียนไป 4 ปี เพราะหายไปทำงาน 1ปี พอจะครบปีที่ 4 เลยต้องกลั้นใจใส่ชุดขาวดำไปนั่งเรียนตอนกลางวัน จนจบมาได้ จำได้ว่าปีนั้น ท่านอาจารย์จรัญเป็นเลขาสำนักอบรมฯปีแรก จึงได้ท่านขานชื่อดิฉันและพรรคพวกเนติเข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรเนติจากสมเด็จพระบรมฯ ความประทับใจของดิฉันคือเราได้อาจารย์ที่สอนเรามากับมือ แล้วยังได้มาเรียกเราให้ออกมารับพระราชทานประกาศนียบัตรอีก จึงเป็นความรู้สึกที่ผูกพันกันหลายซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย ที่สำคัญคือเราได้หลักคิดทางกฎหมายจากท่าน ทำให้เราเข้าใจตัวบทในวิชาพยาน โดยไม่จำต้องท่องหรือดูตัวบท พูดง่ายๆคือเราดำน้ำได้ นอกจากนี้การเรียนหนังสือกับท่าน ทำให้เราเข้าถึงอาชีพผู้พิพากษาว่าก็เป็นบุคคลธรรมดา จะพิเศษก็ตรงที่ท่านมีวิสัยทัศน์ มีความเข้าใจในชีวิตที่ค่อนข้างลึกซึ้ง แต่ก็เป็นคนที่จริงจังกับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาตรงหน้า (นักศึกษาเนติสมัยที่ 52-54 คงจะรู้ดีกว่าใคร) ดังนั้นคนธรรมดาอย่างเราๆก็เป็นผู้พิพากษาได้ .....ถ้าสอบได้ (แต่ไม่รู้ว่าชาตินี้หรือชาติหน้านะ)
วันนี้คณะได้รับเกียรติจากท่านอย่างมากที่กรุณามาถ่ายทอดแนวคิดและวิทยายุทธ์ในการเตรียมการสอนจนถึงการประเมินและวัดผล เลคเชอร์เต็มเหยียดเช้า-บ่าย แต่ฟังไม่เบื่อเลย เป็นการฟังคำบรรยายในรอบหลายปีทีตั้งใจฟังและจดคำบรรยายได้ เพราะเนื้อหายังคงทันสมัยและเป็นอุดมคติที่ครูอาจารย์แม้ไม่ใช่สาขานิติศาสตร์ก็น่าจะได้ประโยชน์ เพราะ ท่านสอนหลักคิดและความเข้าใจในมนุษย์ และแน่นอนต้องให้กำลังใจครูอาจารย์บ้านนอกอย่างเรา เพราะอนาคตของประเทศชาติในอีก20 - 30 ปีข้างหน้าจะอยู่ในมือของลูกศิษย์เราในรุ่นนี้ (อยากจะมีเวลาถ่ายทอดคำบรรยายให้ชาว learner ได้อ่าน แต่ไม่กล้ารับปาก เพราะยังเตรียมสอนไม่เสร็จ....แฮ่ แฮ่)
เพื่อนอาจารย์คนหนึ่งบอกว่า ดีมากเลย ท่านมาพูดแทนเรา ไม่ได้แอบอ้างนะ ขอยืนยัน หากจะรู้ว่าท่านพูดแทนเราในเรื่องอะไรบ้าง ก็คงต้องลงรายละเอียดกัน ก็ตามอ่านกันไปวันละ 5-10 บรรทัดแล้วกัน ความหมายของบรรทัดนี้ก็คือ คำพูดหรือประโยคเดียวกัน คนส่วนใหญ่มักดูว่าใครเป็นคนพูด ถ้าเป็นคนที่มีชื่อเสียง เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ก็เทหัวใจให้ก่อนเลยที่จะเชื่อ แต่ประโยคเดี๋ยวกัน ถ้าผู้พูดเป็นเด็กก็อาจไม่ได้รับการใส่ใจเลย ดังนั้นเมื่อมีผู้ใหญ่อย่างท่านมาพูดสิ่งที่ตรงกับใจของเรา จึงทำให้รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ที่บ้านของเราเอง นั่งสนทนากันภายในครอบครัวของเราด้วยแนวคิดในกรอบเดียวกัน จึงไม่ได้พลัดถิ่นอย่างที่แล้วๆมา และมันจึงนำมาซึ่งความสุขใจ เพราะเราไม่ได้โดดเดี่ยว ความคิดของเราไม่ใช่ของเราคนเดียวอีกต่อไป มีกำลังใจขึ้นมาอีกขีดหนึ่ง แต่การมีชีวิตอยู่กับการสร้างผลงานมีวิธีการที่ต่างกัน เพราะการมีชีวิตอยู่ เราไม่ทะเลาะกับตัวเองก็โอแล้ว แต่การสร้างผลงานนอกจากจะต้องสามัคคีกับคนอื่นแล้ว (ยิ่งกว่าไม่ทะเลาะนะ) ยังต้องทำอะไรบางอย่างที่จะเรียกศรัทธาจากประชามหาชนให้มาช่วยกันสร้างงานอีกแน่ะ ไม่ง่ายใช่มั๊ย สาธุ!!!
เนื่องจากได้รับคำแนะนำว่าให้เขียนทุกวันๆละ 5 บรรทัด ดีกว่าเขียนเดือนละ 20 บรรทัด ดังนั้นคืนนี้จึงต้องลองดูสักหน่อย(รู้สึกว่าจะครบแล้วนะ)
และแล้วก็ได้กลับมาเขียนอีก หลังจากเน็ทล่มไป 2 วันเต็มๆ พอเห็นข่าวฝนตกที่กรุงเทพฯเมื่อเช้าก็เลยรู้ว่าทำไมเน็ทจึงล่ม
หลักการสอนที่ท่านอาจารย์จรัญนำมาถ่ายทอดคือ ความพอดีในการนำเสนอบทเรียนระหว่างความเข้าใจเฉพาะจุดกับความเข้าใจทั่วทั้งหมดอย่างรอบด้าน ที่ใช้ภาษิตโบราณของท่านอาจารย์ธานินทร์ ไกรวิเชียรว่า เห็นไพร ไม่เห็นพฤกษ์ หรือเห็นพฤกษ์ ไม่เห็นไพร คือเห็นแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งความพอดีของการเรียนการสอนคือ ต้องเห็นทั้งป่า และต้นไม้เป็นต้นๆด้วยแต่ไม่จำเป็นต้องเห็นต้นไม้ทุกต้น ซึ่งก็คือรายละเอียด(DETAILS) เพราะอาจทำให้หลงอยู่ในป่านั้น จนหาทางออกไม่ได้ หากครูสอนกฎหมายของเราสอนลูกศิษย์ให้เห็นทั้งป่าและรู้จักต้นไม้ในป่าได้แล้ว ความสมบูรณ์แบบก็จะเกิดขึ้นในสมองน้อยๆของนักศึกษา
ทำไมท่านจึงฝากประเด็นว่า ให้สอนลูกศิษย์ให้เป็นนักยุติธรรม โดยใช้กฎหมายเป็น mean เพราะการสอนนิติศาสตร์ต้องสอนให้มากกว่า/ใหญ่กว่ากฎหมาย เพื่อจะใช้กฎหมายเป็นทางไปสู่ความยุติธรรม เพราะมิฉะนั้นเราก็อาจถูกblockด้วยภาษาหรือคำในกฎหมาย ซึ่งมีความหมายที่แคบกว่าความยุติธรรม เช่นในคดีวิสามัญฆาตกรรมตามวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 วรรคท้าย ที่กฎหมายบัญญัติให้อัยการสูงสุดเป็นผู้สั่งฟ้องเท่านั้น หากปรากฏว่าในคดีหนึ่ง อัยการจังหวัดดันไปสั่งฟ้องเอง แล้วศาลไปยกฟ้องเพราะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามวิอาญาแล้ว ความยุติธรรมจะอยู่ตรงไหนล่ะ เพราะข้อเท็จจริงก็ชัดแจ้งอยู่แล้ว ตำรวจผู้ทำวิสามัญฯไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถามว่าญาติพี่น้องของผู้ตายจะได้รับความยุติธรรมอย่างไร
ในเรื่องนี้ดิฉันเห็นว่า การที่กฎหมายบัญญัติเรื่องวิธีพิจารณาความอาญา ตลอดจนวิธีพิจารณาความอื่นๆ ก็เพื่อเป็นนิติวิธีให้แก่สังคม เพื่อให้เราเป็นชนศิวิไลซ์ทั้งเนื้อหาและวิธีการ ซึ่งสังคมเราก็ผ่านยุคนั้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ผู้ต้องหารับสารภาพด้วยการตอกเล็บ บีบขมับ หรือทรมานทางกายด้วยวิธีต่างๆนานา ดังนั้นในคดีดังกล่าวเราคงจะตำหนิศาลไม่ได้ แม้จะเป็นการยึดอยู่กับตัวอักษรไม่กี่ตัวในกฎหมาย แต่เราคงต้องทำอย่างที่ท่านแนะนำว่า ให้สอนความยุติธรรมแก่นักนิติศาสตร์รุ่นเยาว์ให้เข้าใจถึงแก่นของกฎหมาย รวมทั้งจรรยาบรรณของวิชาชีพ เพราะคนเหล่านี้จะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสายธารของกระบวนการยุติธรรมในวันข้างหน้าไม่ว่าจะเป็นศาลหรืออัยการ !!!!
การฟังบรรยายครั้งนี้อาจทำให้หลายคนตัวลอย เพราะท่านอาจารย์บอกว่า งานกฎหมายเป็นงานของเทพยุติธรรม ฟังดูแล้วช่างเป็นอุดมคติทางกฎหมายที่สูงส่งยิ่งนัก แต่มันจะยากไปมั๊ยนี่ เพราะเราต้องทำงานให้บรรลุถึงความยุติธรรม(เป้าหมาย)และเป็นธรรมขึ้นบนแผ่นดินด้วยวิถีทางที่บริสุทธิ์ เช่นที่เป็นmotto ของชาวนิติโดมที่ว่า บริสุทธิ์และยุติธรรม ฤาว่านี่คือฝันให้ไกล ไปให้ถึง , shall we ?
อีกเรื่องที่ถูกฝากไว้คือ อย่าลืมสอนลูกศิษย์ให้มีวิถีชิวิตที่ปลอดภัย เป็นที่พึ่งของตนเองและสังคมเป็นขั้นต่ำ เพราะถ้าปลอดภัยแล้ว เขาก็จะพัฒนาตนไปสู่ชีวิตที่รุ่งเรืองได้ด้วยตนเอง แต่ถ้าเราทำได้ถึงขั้นที่สองนี้ก็ดี(เยี่ยม) แต่ไม่ใช่requirement requirement คือให้นักศึกษาอยู่รอดปลอดภัยเป็นนักยุติธรรมที่ไม่หลงทางไปกับอบายมุข เมื่อได้ฟังแล้วก็รู้สึกสบายใจว่าสิ่งที่เราสอนนักศึกษาในเรื่องอื่นๆ ตั้งแต่ต้องกินข้าวเช้าก่อนเข้าห้องเรียน วิธีดำเนินชีวิตทั่วๆไป และอื่นๆจิปาถะแล้วแต่ว่าวันนั้นจะมีข้อเท็จจริงอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างนั้น ใช่แล้ว ถูกต้องแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าบางทีก็ไม่แน่ใจ จนบางครั้งต้องถามตัวเองว่า สิ่งที่สอนกับสิ่งที่บ่นเป็นอย่างเดียวกันหรือเปล่า (เพราะกลัวคนจะว่าแก่)
เรื่องหนึ่งที่สอนลูกศิษย์คือ บางทีต้องยอมขาดทุน และอย่าเอาทองไปลู่กระเบื้อง เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อะไรที่เราจะเอาชนะคนพาลหรือคนที่ด้อยกว่าเรา อย่างมากที่เราจะได้ก็คือเสมอตัว ดังนั้นอยู่เปล่าๆดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ถ้าครูไม่ดีแล้ว ลูกศิษย์จะดีได้อย่างไร ดังนั้นถ้าใครชมว่าเราดี ก็ขอโมทนาผลบุญนี้ให้แก่บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งที่ยังอยู่ในภพเดียวกัน และท่านที่สละโลกนี้ไปแล้วด้วย
และทั้งหมดคือเหตุผลที่ไม่ได้พลัดถิ่นทั้งที่ก็ยังเป็นอุบลราชธานีที่เดิม
รออ่านค่ะ
มีอัดเทปไหม ต้องมีแน่นอน
กรุณาจัดหาให้ด้วยนะคะ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
เดี๋ยวจัดให้ค่ะ
มานั่งอ่านแล้วนะครับอาจารย์ตุ๊กก็ขอบคุณท่านอาจารย์ตุ๊ฏที่สอนศิษย์ให้เป็นคนดีเเละมีความยุติธรรมาตลอดจนพวกเรารหัส49ชาวนิติม.อุบลขอเรียกว่าท่านอ.เเม่แล้วกันนะครับ