ถ้าเราศึกษาถึงที่มาของ Competency หรือสมรรถนะ ก็คงต้องรู้เรื่อง Iceberg Model ของแมคคลีลแลนด์ ที่อธิบายข้อสรุปถึงคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่ทำให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติงานได้ผลที่โดดเด่น
       โดยใช้
โมเดลภูเขาน้ำแข็งแสดงให้เห็นว่า ยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาประมาณ 10-20% นั้น คือภาพลักษณ์ภายนอกของบุคคล ที่แสดงออกถึงความรู้(Knowledge) และทักษะ(Skill) ที่มองเห็นและประเมินได้เด่นชัด แต่อีกส่วนหนึ่งที่เป็นภูเขาน้ำแข็งส่วนใหญ่ที่จมอยู่ใต้น้ำ(ที่เรือไททานิคชนจม) ร่วม80-90 % นั้นคือ ภาพลักษณ์ภายในของบุคคลที่มีผลต่อความสำเร็จในการปฎิบัติงานมากที่สุด อันได้แก่ Social Role , Self-Image , Traits และMotives
        ซึ่งจะเห็นว่าภาพลักษณ์ภายในเป็นเรื่องที่ต้องสั่งสม ซึมซับ จะพัฒนาหรือประเมินก็ทำได้ยาก แต่มีผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานของบุคลากรมากที่สุด จึงต้องหาเทคนิคและวิธีการที่เหมาะสมในการพัฒนาหรือประเมิน
          เรื่องภูเขาน้ำแข็งยังใช้อธิบายเรื่องอื่นๆได้อีก เช่น
เรื่องการจัดการความรู้(KM) ที่เราแบ่งความรู้เป็น 2 ประเภท คือ ความรู้เด่นชัด(Explicit Knowledge) เช่นความรู้ที่มาจากเอกสาร คอมพิวเตอร์ ฯลฯ แต่เราเอามาใช้ในการทำงานค่อนข้างน้อย เทียบกับส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ที่โผล่ขึ้นมา 10-20 % ส่วนความรู้อีกประเภทหนึ่งคือ ความรู้ฝังลึก(Tacit Knowledge) ที่สั่งสมอยู่ในตัวคนแต่ละคน ซึ่งเป็นส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำร่วม 80-90 % ที่เราต้องหาวิธีการให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเกิดขึ้น
         อีกมิติหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งเราสามารถใช้ในการมองปัญหาในเชิงบริหารว่า
ปัญหาที่เด่นชัด คือภูเขาน้ำแข็งส่วนที่โผล่พ้นน้ำออกมา ถ้าผู้บริหารมองแต่เพียงปัญหาส่วนนี้โดยละเลยปัญหาที่เป็นภูเขาน้ำแข็งจมอยู่ใต้น้ำ คือปัญหาซ่อนเร้น และปัญหาอำพราง ก็จะมองปัญหาไม่รอบด้านและทำให้การบริหารล้มเหลวได้