ได้เล่าไว้ที่ http://gotoknow.org/blog/thaikm/112252 ว่า วันที่ 23 ก.ค. 50 ผมจะไปร่วม Colloquium on Happiness, Public Policy and Technology ครั้งที่ 1 ซึ่งเขาจะพูดกันเรื่องสุขภาวะ (health)
เวลาพูดเรื่องสุขภาวะกับเทคโนโลยี เรามักคิดถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ และคิดถึงบุคลากรสาธารณสุข ผมจึงขอพลิกกลับทาง ขอมองเทคโนโลยีเกี่ยวกับการทำมาหากินของชาวบ้าน และมองเน้นตัวชาวบ้านเอง ไม่มองเน้นที่หมอ พยาบาล เภสัช และขอเสนอความเห็นผ่านเรื่องเล่า
นักเรียนโรงเรียนชาวนาที่สุพรรณบุรี รวมตัวกันเรียนรู้และปฏิบัติการทำนาแบบไม่ใช้สารเคมี แทนที่จะใช้เทคโนโลยี ที่คนอื่นหยิบยื่นให้ กลับรวมตัวกันสร้าง และ ลปรร. เทคโนโลยีแบบไร้สารพิษขึ้นใช้เองในการทำนา ผลคือโรคภัยไข้เจ็บหายไปถึง 90% มีเวลาว่างมากขึ้น หนี้สินลดลง จิตใจสบายขึ้น ความเครียดลดลง มีเวลาร่วมกันฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน มีความรักใคร่กลมเกลียวกันในชุมชนมากขึ้น
ผมตีความว่า เรื่องเล่านี้บอกเราว่า เทคโนโลยีแห่งความสุขคือ
• เทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นใช้เอง ไม่ใช้เทคโนโลยีของผู้อื่นทั้งดุ้น
• เทคโนโลยี KM หรือเทคโนโลยีการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ
• เทคโนโลยีสะอาด ไร้สารพิษ
• เน้นที่ “ไร้พิษ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิษต่อจิตวิญญาณ
ผมเดาว่า ฝรั่งที่มาชวนเราคุยเรื่องความสุข เขาต้องการมาทำ Knowledge Mining หรือ Technology Mining ในเรื่อง เทคโนโลยีด้านความสุข เป็น เทคโนโลยีตะวันออก ที่โลกตะวันตกไม่มี และผมคิดว่า เราเองที่เป็นคนตะวันออก ก็ไม่รู้ว่าเรามีเทคโนโลยีนี้ลึกอยู่ในวัฒนธรรมของเรา
ฝรั่งต้องการมา ขุด เทคโนโลยีความสุข เอาไปใส่เครื่อง คือเอาเข้า ICT ซึ่งก็มีประโยชน์ แต่ผมสนใจการเอา ICT เป็นเครื่องมือ เสริมสร้าง “ความสุข” ที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมไทย และช่วยกระตุ้นวัฒนธรรมความรู้แนวใหม่ ที่โรงเรียนชาวนามูลนิธิข้าวขวัญสุพรรณบุรี ค้นพบ ให้วัฒนธรรมนี้แพร่กระจายไปทั่วแผ่นดิน
เทคโนโลยีที่ต้องการคือ เทคโนโลยีที่ช่วยทำให้มนุษย์ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น มี “มนุษย์สัมผัสมนุษย์” ได้ง่ายหรือสะดวกขึ้น เกิดการ ลปรร. ง่าย สะดวก และ ลึก ยิ่งขึ้น เกิดการ capture & leverage ความรู้จากการปฏิบัติ ได้ง่ายยิ่งขึ้น
เส้นผมบังภูเขา คือ อย่าหลงเทคโนโลยีที่พรากมนุษย์ ออกจากมนุษย์ อย่าหลงเทคโนโลยีที่ล่อให้มนุษย์ หลง “เครื่อง” หรือหลงวัตถุ/เครื่องจักร ยิ่งขึ้น
วิจารณ์ พานิช
17 ก.ค. 50 ปรับปรุงแก้ไข 18 ก.ค. 50