สหายระดับปัญญา
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จาคะ นำไปสู่ปัญญา.
เพราะลักษณะแห่งจาคะ คือ การสละออกไป การละความตระหนี่ออกไป แต่เพียงบางส่วน.
ความตระหนี่ มีลักษณะเกาะเกี่ยวเหนียวแน่น ก็คือ ความยึดถือไว้มั่นนั่นเอง เป็นลักษณะของอุปาทาน.
ส่วนลักษณะแห่งปัญญาก็คือ การสละออกอย่างไม่เหลือหรอ ทั้งธรรมอันดี ทั้งธรรมอันร้าย ทั้งธรรมอันไม่ดีไม่ร้าย. ปราศจากความเกาะเกี่ยวเหนียวแน่นในอารมณ์ใดๆอยู่. ทุกข์ย่อมไม่แปะเปื้อนบุคคลผู้มีปัญญาเยี่ยงนั้น. อันพ้นไปจากวิสัยแห่งศรัทธาอันเป็นเบื้องต้น ศีลอันเป็นท่ามกลาง จาคะอันเป็นบทค่อนปลาย แต่อยู่ในวิสัยแห่งปัญญาอันเป็นยอดแห่งคุณธรรมเหล่านั้น.
ก็เพราะความมุ่งหมายของการแสวงหามิตรหาสหาย ก็ด้วยหมายจะได้รับการเกื้อกูลจากเขา เพื่อบรรเทาหรือดับลงซึ่งทุกข์ของเรา.
เมื่อพิจารณาโดยอัตถ์ โดยความมุ่งหมายแล้ว สหายที่เราแสวงหาจริงๆ ก็คือ ผู้มีปัญญา. ซึ่งปัญญาอันเป็นยอดนั้น เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก จึงต้องได้ไล่เรียงดูไปโดยลำดับ คือ ดูจากศรัทธา ดูจากศีล ดูจากจาคะ จนจิตช่ำชองในการจำแนกแยกแยะความต่างแห่งอารมณ์ต่างๆแล้ว จึงสามารถแลเห็นปัญญาได้ และปัญญาเหล่านี้ แทรกแฝงอยู่กับการแสดงออกทุกบทบาท ทางถ้อยคำการถามตอบปัญหา นี่พอจะจับดูได้.
พิจารณาปัญญาจากอะไร?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา…คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ดังนี้ นี้เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร
บุคคลบางคนในโลกนี้ สนทนากับบุคคลย่อมรู้อย่างนี้ว่า ความลึกซึ้งของท่านผู้นี้เพียงไร อภินิหารของท่านผู้นี้เพียงไร และการถามปัญหาของท่านผู้นี้เพียงไร ท่านผู้นี้ปัญญาทราม
ท่านผู้นี้ไม่มีปัญญา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านผู้นี้ไม่อ้างบทความอันลึกซึ้ง อันสงบ ประณีต ที่สามัญชนคาดไม่ถึง ละเอียด อันบัณฑิตพึงรู้ได้
อนึ่ง ท่านผู้นี้กล่าวธรรมอันใด ท่านผู้นี้ไม่สามารถจะบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้น ซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้นได้ โดยย่อหรือโดยพิสดาร ท่านผู้นี้มีปัญญาทราม ท่านผู้นี้ไม่มีปัญญา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ที่ฝั่งห้วงน้ำ พึงเห็นปลาเล็กๆ ผุดอยู่ เขาพึงทราบได้ว่า กิริยาผุดของปลาตัวนี้เป็นอย่างไร ทำให้เกิดคลื่นเพียงไหน และมีความเร็วเพียงไร ปลาตัวนี้เล็ก ไม่ใช่ปลาตัวใหญ่ ดังนี้ ฉันใด
บุคคลเมื่อสนทนากับบุคคลก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ความลึกซึ้งของท่านผู้นี้เพียงไร ฯลฯ ท่านผู้นี้มีปัญญาทราม ท่านผู้นี้ไม่มีปัญญา ดังนี้
ส่วนบุคคลในโลกนี้ สนทนาอยู่กับบุคคลย่อมรู้อย่างนี้ว่า ความลึกซึ้งของท่านผู้นี้เพียงไร อภินิหารของท่านผู้นี้เพียงไร การถามปัญหาของท่านผู้นี้เพียงไร ท่านผู้นี้มีปัญญา ท่านผู้นี้ไม่ใช่ทรามปัญญา ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร
เพราะท่านผู้นี้ย่อมอ้างบทความลึกซึ้ง สงบ ประณีต สามัญชนคาดไม่ถึง ละเอียด อันบัณฑิตพึงรู้ได้ และท่านผู้นี้ย่อมกล่าวธรรมใด ท่านผู้นี้เป็นผู้สามารถเพื่อจะบอก เพื่อแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้น ซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้น ทั้งโดยย่อหรือพิสดารได้ ท่านผู้นี้เป็นผู้มีปัญญา ท่านผู้นี้หาใช่เป็นผู้มีปัญญาทรามไม่ ดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ที่ฝั่งห้วงน้ำ พึงเห็นปลาตัวใหญ่กำลังผุด เขาพึงรู้อย่างนี้ว่า กิริยาผุดของปลาตัวนี้เป็นอย่างไร ทำให้เกิดคลื่นได้เพียงไหน มีความเร็วเพียงไร ปลาตัวนี้ใหญ่ หาใช่ปลาตัวเล็กไม่ ดังนี้ ฉันใด
บุคคลสนทนาอยู่กับบุคคลก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ความลึกซึ้งของท่านผู้นี้เพียงไร ฯลฯ ท่านผู้นี้มีปัญญา หาใช่เป็นผู้มีปัญญาทรามไม่ ดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวว่า ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา…คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ดังนี้ นี้เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=4991&Z=5844
เป็นอันว่า พิจารณาปัญญาจากการสนทนา คือ การถามการตอบปัญหาซึ่งกันและกัน.
ผู้ไม่มีปัญญา ในการถาม ย่อมกระทำปัญหาให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นบทเริ่มต้นแห่งการสนทนาไม่ได้. เพราะอย่างนั้น คนผู้มีปัญญาเสมอกันจึงจะเห็นกัน และเห็นกันได้ก็ต่อเมื่อได้สนทนากันแล้วเท่านั้น. เพราะหากต่างคนต่างมีปัญญา แต่ยังไม่ได้สนทนา ก็ยังไม่เห็นกันอยู่ตราบนั้น. ประดุจปลาในห้วงน้ำ แม้มีตัวโตๆ แต่เมื่อมันไม่โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ เพื่อทำน้ำให้กระเพรื่อม แม้บุรุษผู้มีจักษุบนฝั่งจะแลดูอยู่ ก็ไม่อาจรู้ว่า ห้วงน้ำนั้น มีปลาเล็กหรือปลาใหญ่ แต่เมื่อใดมันเปิดโอกาส ขึ้นมาสู่ผิวน้ำ กระทำน้ำให้กระเพรื่อม นิมิตนั้น ย่อมเป็นเครื่องแสดงขนาดของมัน.
การกระทำการสนทนาให้ไหวไปนั้นเอง คือการขึ้นสู่ผิวน้ำแห่งห้วงจิต จิตอันปัญญาอบรมแล้ว. เมื่อจิตนั้นไม่กระเพรื่อมขึ้นมาสู่ผิว ก็ยากที่ใครๆจะรู้ได้ว่า จิตนั้นของบุคคลนั้น อันปัญญามากน้อยเท่าไรอบรมแล้ว. ต่อเมื่อมันกระทำการสนทนาให้ไหวไป ความกระเพรื่อมแห่งบทปัญหาและคำตอบ ย่อมปรากฏแผ่ออกไป หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง ลึกซึ้งบ้าง ไม่ลึกซึ้งบ้าง ตามกำลังปัญญาของท่านนั้นๆ.
หญิงผู้ใด ปรารถนาจะมีสามีผู้มีปัญญา หญิงผู้นั้น พึงเป็นผู้ฉลาดในการถาม ฉลาดในการตอบ รู้ข้อประสงค์ของตน รู้ข้อประสงค์ของผู้อื่น ในข้อที่ถามตอบกันนั้น. กระทำปัญหาที่ปกปิด ให้เปิดเผยด้วยคำตอบ ให้ชัดเจนด้วยคำอธิบายขยายความ ให้วิจิตรงดงามด้วยบทอุปมาอุปไมย.
แม้ชายใดผู้ปรารถนาจะมีภรรยาผู้มีปัญญา ก็พึงเป็นผู้มีปัญญาในการถาม การตอบ รู้คำถาม รู้คำตอบ รู้ความประสงค์ของคำถาม รู้ความประสงค์ของคำตอบ. เช่นกัน.
ดุจดังมโหสถบัณฑิตผู้มีปัญญา และอมราเทวีผู้เป็นภริยา. ท่านผูกปัญหาและตอบปัญหาแก่กันและกัน ด้วยบทใบ้มือบ้าง ด้วยปริศนาบอกทางบ้าง ด้วยปริศนาแห่งชื่อบ้าง ด้วยการทดลองด้วยความสามารถในการสะกดความโกรธ ความน้อยใจบ้าง.
เพราะลักษณะแห่งคนผู้มีปัญญานั้น ใจคอหนักแน่น มั่นคง เพราะมีความรู้แจ้งชัด รู้คุณรู้โทษ รู้ความประสงค์ของตน. ใครจะชักจะลากท่านเหล่านั้นไปด้วยกลไกแห่งถ้อยคำ ไม่ใช่สิ่งที่จะกระทำได้โดยง่าย เพราะปัญญามันชำแรกไป ไม่ติดขัดหมดแล้ว.
เหมือนอย่างนางอมรา ภริยาของมโหสถ ที่มโหสถบอกให้สหายท่านไปจีบ ไปหว่านล้อมด้วยถ้อยคำต่างๆ แต่นางก็ไม่มีเอนเอียงไปตามด้วย แม้เล็กน้อย. เพราะความที่นางเป็นผู้มีปัญญามาก รู้ถ้อยคำ รู้ความประสงค์ ทั้งของตน ทั้งของคนอื่น. จิตใจจึงไม่โลเลหวั่นไหวไปตามถ้อยคำเกี้ยวพาราสีเหล่านั้น.
ชายเป็นอันมากปรารถนาภริยาผู้ทรงปัญญา แม้หญิงเป็นอันมากก็ปรารถนาสามีผู้ทรงปัญญา. แต่คนมีปัญญาในโลกนี้ มีน้อยกว่าคนทรามปัญญามาก. การแสวงหาคนมีปัญญา เหมือนหาเพชรที่หล่นลงในมหาสมุทร ซึ่งไม่รู้หลักแหล่งแห่งหน. หาพบได้แสนยาก.
คนผู้มีปัญญาย่อมชื่นชมกับคนผู้มีปัญญา และร่วมเป็นสหายกันด้วยเหตุแห่งปัญญา. ความเป็นสหายในท่านผู้มีปัญญา ย่อมไม่มีอันโยกคลอนหวั่นไหว เพราะรู้แจ้งชัดในสภาวธรรม เป็นสหายกันโดยไม่อาศัยความเกาะเกี่ยว หากแต่อาศัยธรรมเท่านั้น. ปัญญา ทำความเป็นสหายให้ตั้งมั่น</p>
สหายระดับปัญญา
คนผู้มีปัญญาย่อมชื่นชมกับคนผู้มีปัญญา และร่วมเป็นสหายกันด้วยเหตุแห่งปัญญา. ความเป็นสหายในท่านผู้มีปัญญา ย่อมไม่มีอันโยกคลอนหวั่นไหว เพราะรู้แจ้งชัดในสภาวธรรม เป็นสหายกันโดยไม่อาศัยความเกาะเกี่ยว หากแต่อาศัยธรรมเท่านั้น. ปัญญา ทำความเป็นสหายให้ตั้งมั่น
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
แป้ง · 18 ก.ค. 2550
s_mrabri07 · 18 ก.ค. 2550
บ้านสวนพอเพียง · 18 ก.ค. 2550
Boo · 18 ก.ค. 2550
แป้ง · 18 ก.ค. 2550
Prof. Vicharn Panich · 18 ก.ค. 2550