อันเนื่องมาจากบันทึกความจำทำให้การทำซ้ำกลายเป็นเรื่องที่จำเจ ของอ.ประพนธ์ ทำให้อยากเขียนมุมมองของตัวเอง กับการทำงานประจำบ้าง สัปดาห์นี้รับหน้าที่ verify ออกผลการตรวจที่จะออกมาจากเครื่องตรวจโดยอัตโนมัติพร้อมๆกับพิมพ์ผลออกมาบนกระดาษด้วย เราต้อง
- ตรวจสอบว่าผลจากเครื่องไม่มีสัญลักษณ์แสดงการเตือนถึงความผิดปกติใดๆ เช่น ค่าสูงเกินความจำกัดในการวัดของเครื่อง ต้องเจือจางตัวอย่างตรวจ, ค่าต่ำหรือ ติดลบวัดไม่ได้ อาจจะเพราะตัวดูดของเครื่องไปเจอกับไฟบรินในน้ำเลือด ฯลฯ
- จากนั้นจึงตรวจสอบใบแล็บแต่ละใบ เริ่มตั้งแต่วันที่ เวลาลงถูกไหม คนไข้ในหน้าจอกับในใบแล็บชื่อ นามสกุลเดียวกันหรือเปล่า (เพราะคนลงทะเบียนอาจเบลอ กดเลข HN ผิดตัวแล้วไม่ทันดูซ้ำ) หอผู้ป่วยหรือคลินิกที่ส่งมาตรงกันหรือไม่ สิ่งตรวจที่ส่งมาถูกต้องตรงกับ test ที่สั่งตรวจหรือเปล่า รายการตรวจแล็บที่มีในใบมีจำนวนเท่ากับบนหน้าจอหรือเปล่า มีอะไรตกหล่นขาดเกินหรือไม่
- ตรวจสอบทุกอย่างนี้แล้ว ถึงจะดูผลตัวเลขค่าแล็บที่ออกมาว่า ไปด้วยกันหรือเปล่า เหมาะสมกับคำวินิจฉัยที่บอกมาในใบแล็บไหม ถ้าค่าผิดปกติ เป็นค่าที่พบได้ไหม เหมือนของเดิมหรือเปล่า สมควรตรวจซ้ำก่อนออกผลหรือไม่ เรียบร้อยครบถ้วนกระบวนความแล้ว
- ถ้าเห็นว่าออกผลได้ก็จัดการลงรหัสตัวเอง ออกผลให้ทางหอผู้ป่วยและคลินิกเปิดดูจากหน้าจอได้
ในการออกผลแต่ละราย แม้จะเป็นการทำอะไรที่ดูเหมือนซ้ำๆกัน แต่สิ่งที่ทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อหรือเห็นว่าจำเจ ก็คือ "ใจ"ของเรานี่เองค่ะ เมื่อใจอยู่กับสิ่งที่ทำ เราจะพบว่า แต่ละใบแล็บก็เหมือนคนไข้แต่ละคนที่เราพบ บางคนชื่อเพราะ บางคนชื่อแปลก บางคนนามสกุลแปลก หลายๆครั้งเป็นคนที่เรารู้จัก ทุกคนเปรียบเสมือนใครที่เรารู้จัก กำลังรอผล บางคนอาจจะนั่งรออยู่ที่คลินิก บางคนอาจจะนอนรออยู่ที่หอผู้ป่วย ผลหลายๆอย่างต้องใช้เพื่อการตัดสินใจที่จะทำอะไรต่อ บางอย่างเป็นการติดตามการรักษา บางอย่างก็เอาไว้ให้แพทย์ตัดสินใจว่าจะให้กลับบ้านได้หรือยัง เช่นผล Microbilirubin ของเด็กทารก
เรียกได้ว่า ยังไม่เคยมีวันไหนไม่พบอะไรที่ทำให้เราสนุกกับการทำงานนี้ เป็นงานที่ผลของมันเป็นที่ต้องการและมีส่วนช่วยคนอื่นแน่นอน คงไม่มีใครอยากจะโดนเจาะแขนเอาเลือดมาตรวจแล้ว ไม่อยากรู้ว่าผลเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นคนสั่งตรวจหรือคนถูกตรวจ ถ้าเราคิดถึงแค่ใบแล็บกับหน้าจอ เราคงไม่รู้สึกเช่นนี้แน่นอน
เชื่อว่างานประจำทุกอย่าง ไม่ว่างานอะไร เป็นงานที่ส่งผลให้เกิดงานอื่นๆต่อไป คิดถึงผล คิดถึงว่าถ้าเป็นเราคือผู้รับผลนั้น เราจะรู้สึกอยากให้เป็นยังไง งานไหนๆก็ไม่มีวันจำเจแน่นอนค่ะ สรุปว่า "ใจ"คือสิ่งที่กำหนดทุกอย่างจริงๆ ขอให้มองให้ลึกลงไปภายใต้ตัวงานจำเจ ให้ถึง "ใครสักคน" ที่จะเป็นผู้รับผลแห่งงานนั้นจริงๆ เท่านั้นเอง
สวัสดีครับ
มาบอกย้ำว่า ใจที่ฝึกมาดี จะทำให้คนไม่เบื่องาน ที่ดูเหมือนดูจำเจได้จริงๆครับ .. เช่นที่พี่เขียนไว้ ในบันทึกนี้ ว่า …
”….. การใช้เครื่องมือ สื่อ ICT ถ้าให้ดี ต้องมีเป้าหมายว่าจะช่วยให้เขาทำประโยชน์ผู้อื่น ได้อย่างไร เพราะ การทำเพื่อประโยชน์ตนเป็นหลัก จะบ่มเพาะความเห็นแก่ตัว
การให้เขาได้เรียนรู้ ความสุขจากการให้ สำคัญอย่างยิ่ง ฝึกได้ ทำได้ตั้งแต่ชั้นอนุบาลขึ้นไป
ทำต่อเนื่อง อย่าให้ขาดตอน ในที่สุด เขาจะกลายเป็นคนรักงาน และ ที่รักมากก็คือ งานเพื่อประโยชน์ของคนอื่นๆ หรือ สังคม ครับ “
สวัสดีด้วยความระลึกถึงอย่างยิ่งค่ะพี่โอ๋
ตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้อ่านเรื่องน่าชื่นใจ เลยต้องล็อกอินเข้ามาบอกอีกทีว่าอ่านแล้วชื่นใจจังเลยค่ะ ขอยกมาอีกที เอาไว้เตือนใจตัวเอง แล้ววันนี้จะเอาไปฝากเด็กๆที่สอนด้วย
งานประจำทุกอย่าง ไม่ว่างานอะไร เป็นงานที่ส่งผลให้เกิดงานอื่นๆต่อไป ........ขอให้มองให้ลึกลงไปภายใต้ตัวงานจำเจ ให้ถึง "ใครสักคน" ที่จะเป็นผู้รับผลแห่งงานนั้นจริงๆ..... (พี่โอ๋)
ใจที่ฝึกมาดี จะทำให้คนไม่เบื่องาน ที่ดูเหมือนดูจำเจได้จริงๆ .... การให้เขาได้เรียนรู้ ความสุขจากการให้ สำคัญอย่างยิ่ง (อาจารย์Handy )
ปรมาจารย์สองท่านมาต่อยอดความคิดกันได้สวยงามแท้ "ใจ"คือสิ่งที่กำหนดทุกอย่าง จริงๆค่ะพี่โอ๋ กว่าจะผ่านไปได้แต่ละวัน ไม่ง่ายเลย.....
แต่คงไม่เกินความสามารถ หากเรา"ตั้งใจ"จริง.....
คิดได้อย่างนี้แล้วรู้สึกรื่นเริงบันเทิงใจขึ้นมาอีกหลายเท่า วันนี้จะได้ไปทำงานประจำยืนบ่นหน้าชั้นอย่างสนุกสนาน เพราะคิดถึงใครตาแป๋วๆอีกหลายคนที่จะได้ "รับผลแห่งงานนั้น" เหมือนที่พี่โอ๋ว่า.....
ขอบพระคุณพี่โอ๋ และท่านอาจารย์Handy มากค่ะ : )
สวัสดีครับ คุณน้องทั้งสอง
คุณน้อง โอ๋-อโณ นั้น .. ผมเรียกจนชินและ อิน กับการเรียกอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว .. แต่ คนหลัง นี่เป็นการเรียกครั้งแรก โดยไม่มีการขออนุญาต เพราะรู้สึกอึดอัดมานานที่ไม่ได้เรียก .. จึง บังคับเรียก เอาดื้อๆครับ .. คนบ้าอำนาจ มักเป็นเช่นนี้