นี่เป็นบทความที่สามของผมเกี่ยวกับเรื่องทำแท้ง ที่ลงในสารสูตินรีแพทย์สัมพันธ์ ก่อนที่ผมจะไปเรียนที่สิงคโปร์
                  เป็นเวลากว่าขวบปี หลังจากที่มีการประกาศข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ตามมาตรา ๓๐๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๔๘ เรามาลองวิเคราะห์กันเล่นๆดูว่า มีความเปลี่ยนแปลงอะไรให้เห็นกันบ้างในแวดวงสูตินรีแพทย์อันทรงเกียรติแห่งสยามประเทศนี้

1.       สูตินรีแพทย์ทุกท่านทราบว่ามีข้อบังคับฯนี้ คำตอบคือ ไม่ แต่เริ่มรู้บ้าง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p>2.       สูตินรีแพทย์ที่ทราบว่ามีข้อบังคับฯนี้ เข้าใจเนื้อหาใจความ คำตอบคือ ไม่แน่ แต่ส่วนหนึ่งเข้าใจดี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p>3.      สูตินรีแพทย์ที่เข้าใจเนื้อหาดี ได้ปฏิบัติตามแนวทางที่เขียนไว้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่แน่ใจ เพราะเข้าใจข้อบังคับฯ แต่ใจยังไม่ค่อยแน่ใจในตัวเองนัก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p>4.       แพทย์อื่นๆทราบบ้างหรือไม่ คำตอบคือ เริ่มรู้เรื่องมากขึ้นแล้วเหมือนกัน  ในความเป็นจริง ผมเชื่อว่าราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับแพทยสภาฯ และกรมอนามัย ได้มีความพยายามที่จะเผยแพร่เรื่องราวของข้อบังคับฯ ฉบับนี้แก่มวลสมาชิกอยู่แล้ว รวมถึงแพทย์ท่านอื่นๆด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่า คงไม่สามารถที่จะประกาศออกไปอย่างอึกทึกครึกโครมเช่นเดียวกับการประกาศความสำเร็จทางการแพทย์หลายๆอย่าง เพราะในทัศนคติของคนในสังคมไทยเรานี้ ยังมีความคิดว่าการทำแท้งคือการทำลายเท่านั้น การประกาศข้อบังคับฯออกไป ก็เท่ากับว่า เราอาจจะต้องประสบกับการต่อต้านเหมือนดั่งเช่น ประกาศข้อเท็จจริงทางการแพทย์ของแพทยสภาที่ผ่านมานั่นประไร คนในสังคมเราส่วนหนึ่งที่มีพลัง มีเสียงใหญ่ มักจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการกระทำมาให้เห็นหลายต่อหลายครั้งแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 18pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ความเป็นจริงอีกข้อหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือ การประกาศข้อบังคับแพทยสภา มิใช่การประกาศให้แพทย์เปลี่ยนทัศนคติครับ เหมือนกับการที่เราอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาว่ากันว่าดีนักหนา คนอ่านมาจากร้อยพ่อพันแม่      การตีความ การเกิดความซาบซึ้ง และการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตย่อมต่างกันนั่นเอง ความเป็นจริงใน ข้อนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้หญิงของเราอย่างหลีกหนีไม่พ้น ตัวอย่างก็มีให้เห็นกันบ่อยจากที่ประชุมหรือการสัมมนา มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ราชวิทยาลัยสูติฯ ร่วมกับมูลนิธิเพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งประเทศไทย และ กองอนามัยการเจริญพันธุ์ (เจ้าเก่า) ได้ไปจัดอบรมเรื่องการป้องกันการแท้งที่ไม่ปลอดภัย ภายหลังการประกาศใช้ข้อบังคับฯ  งานนี้ทั้งคนจัดและคนเข้าร่วมอบรมรู้สึกสนุก บรรยากาศดีมาก ในวันสุดท้ายก็มีการเสวนากัน มีแพทย์ท่านหนึ่งเสนอว่าการที่จะยุติการตั้งครรภ์ให้สตรีจำเป็นต้องมีคณะกรรมการที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย  ไม่ว่าจะเป็น อบต. ครู ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน กลุ่มสตรี ......ได้ยินเท่านี้ ก็เลยอึ้งกันไปตามๆ กัน กลายเป็นว่า งานนี้ผู้จัดไม่สามารถสื่อให้กับผู้เข้าร่วมประชุมได้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของข้อบังคับแพทยสภาฯเลยหรืออย่างไร  คำตอบก็คงจะไม่ใช่อีกเช่นเดียวกัน ผมคงไม่ต้องขยายความว่าทำไม รู้แต่ว่ากรรมการชุดนั้นคงเป็น คณะกรรมการระงับการยุติการตั้งครรภ์ (เรียกให้ดูหรูว่า stop termination of pregnancy committee) โดยแน่แท้ และคงแถมการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์ให้ด้วยอย่างหลีกหนีไม่พ้น    (อย่าลืมนะครับว่า แพทย์ต้องรักษาความลับของผู้ป่วยเสมอ)   ผมยังมีประเด็นในการนำข้อบังคับแพทยสภาฯมาใช้ให้เกิดประโยชน์มาเล่าให้ฟังอีกเรื่องหนึ่งครับ ผู้หญิงคนหนึ่งได้รับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขาเป็นผู้มีสิทธิประกันตนตามโครงการประกันสังคม อยากจะขอทบทวนว่า ขณะนี้ผู้ประกันตนต้องชำระเงินเองตลอดระยะเวลาการฝากครรภ์จนถึงคลอด ซึ่งเขาจะไปเบิกจ่ายเองหลังคลอดแบบเหมาจ่ายเป็นเงินจำนวน 12,000 บาท จากสำนักงานประกันสังคม ผู้รับบริการรายนี้ได้รับบริการตรวจทารกในครรภ์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง พบว่า ทารกมีความผิดปกติแต่กำเนิดอย่างรุนแรงที่สมอง แพทย์ผู้ดูแลสงสัยว่าอาจจะเกิดจากการติดเชื้อปริกำเนิด จึงคุยกับผู้รับบริการและสามี  ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะรับบริการยุติการตั้งครรภ์ แต่โรงพยาบาลเอกชนต้นสังกัด (ที่รับเงินประกันสังคมที่เขาต้องจ่ายทุกเดือน) บอกว่าไม่สามารถใช้สิทธิ์รักษาได้ เนื่องจากความผิดปกติของทารกในครรภ์นั้น ไม่ส่งผลต่อสุขภาพมารดา เขาจึงมาที่โรงพยาบาลรัฐบาลเพราะค่าบริการยุติการตั้งครรภ์ถูกกว่ามาก ผมจึงเขียนจดหมายถึงโรงพยาบาลแห่งนั้นเพื่อบอกว่า การยุติการตั้งครรภ์ในผู้รับบริการรายนี้สามารถทำได้ภายใต้กรอบข้อบังคับแพทยสภาฯ พร้อมทั้งส่งสำเนาประกาศแนบไปด้วย เพื่อที่จะขอให้เขาได้สิทธิ์ในการที่จะไม่ต้องเสียเงิน (เราจะยุติการตั้งครรภ์ให้เอง โรงพยาบาลผมจะเรียกเก็บเงินจากโรงพยาบาลของท่านนะครับ) แต่เราก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ เพราะความผิดปกติของทารกในครรภ์นั้น ไม่ส่งผลต่อสุขภาพมารดา สำนักงานสิทธิประโยชน์ผู้ป่วยของโรงพยาบาลผมจึงส่งเรื่องหารือกับสำนักงานประกันสังคมส่วนกลางที่กรุงเทพฯ ก็ได้รับคำตอบว่า ผู้ประกันตนรายนี้และรายอื่นๆ สามารถใช้สิทธิ์ยุติการตั้งครรภ์ในกรณีเช่นนี้ได้แน่นอน เนื่องจากการพบว่าทารกในครรภ์มีหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะมีความพิการอย่างรุนแรง หรือเป็นหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรมอย่างรุนแรง เมื่อหญิงนั้นได้รับการตรวจวินิจฉัยและการปรึกษาแนะนำทางพันธุศาสตร์ (genetic counseling) และมีการลงนามรับรองในเรื่องดังกล่าวข้างต้น....ให้ถือว่าหญิงมีครรภ์นั้นมีปัญหาสุขภาพจิต (อ้างตามข้อบังคับแพทยสภาฯ) จากนั้นทางส่วนกลางก็ดำเนินการเรียกเก็บเงินให้ครับ เรื่องทัศนคตินี่ เข้าใจยากมากนะครับ หากเราปิดประตู ปิดหัวใจที่จะยอมรับหรือเข้าใจในเรื่องที่เราเคย    คิดว่ามันชั่ว มันไม่ดีเสียอย่างแน่นหนา ก็คงจะยากมากที่เราจะมองผู้ประสบปัญหาที่มาหาเราอย่างเป็นธรรมและเข้าใจ เราจะไม่สามารถมองเขาในมุมอื่นได้เลย เช่น หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 24 สัปดาห์มาบอกเราว่า      เขาถูกข่มขืน เราก็อาจจะคิดว่า ทำไมเพิ่งมา บางคนยังวิเคราะห์ไปเสียไกลว่า ใจแตก ไปขายตัวมาล่ะสิท่า    อะไรทำนองนี้ครับ สารพัดไม่ดีทั้งหมดจะตกอยู่ที่ผู้หญิงคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าเราทั้งนั้น อย่างนี้แล้วเขาจะไปพึ่งใครได้  ถ้าไม่ใช่สถานบริการเถื่อนที่มีอยู่อย่างเกลื่อนกลาดตามมุมมืดและซอกหลืบของสังคม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 18pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>แพทย์เราหลายคนมองว่าสังคมสมัยนี้มันเสื่อมลง วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็มาก การตั้งครรภ์   ในวัยเรียนก็เยอะ ลองย้อนกลับมามองเสียหน่อยว่า แล้วเรากับสังคมได้กระทำอะไรเพื่อเขาบ้าง การรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยก็ถูกมองว่าเป็นการยั่วยุหรือส่งเสริมให้เขามีเพศสัมพันธ์มากขึ้น จะติดตั้งถุงยางอนามัยหยอดเหรียญในโรงเรียนเขาก็ต่อต้านอย่างรุนแรง คุณครูก็สอนเพศศึกษาไม่เป็นหรือไม่เข้าถึงใจเด็ก หมอเองก็ทำงานเฉพาะในโรงพยาบาลหรือคลินิกส่วนตัว ไม่ค่อยหรือไม่เคยออกไปให้ความรู้กับเขาเลย ท้ายที่สุดแล้วเราก็มามองคนที่ท้องเมื่อไม่พร้อมว่าเลวนั้น อาจจะไม่ยุติธรรมเลยครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 18pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>สุดท้าย ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ก็คงไม่ต่างอะไรกับกระดาษธรรมดาใบหนึ่ง สังคมก็คงยังขับเคลื่อนไปด้วยแรงดันของวัตถุนิยมและการทำกำไรสูงสุด   ผู้หญิงไทยส่วนหนึ่งก็ยังคงตั้งครรภ์และไปรับบริการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยตามสถานที่ต่างๆด้วยตัวเอง ตาดีได้   ตาร้ายก็เสียไป ลองมาตอบคำถามดูสิครับ เราเรียนแพทย์เพื่ออะไร ช่วยโดยไม่มีเงื่อนไข ช่วยด้วยหวังผลกำไรสูงสุด หรือปล่อยวาง ตัวใครตัวมัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ส่งท้าย (จริงๆ) ผมไม่ได้หวังให้แพทย์สนับสนุนหรือมีความยินดีกับการให้บริการยุติการตั้งครรภ์นะครับ แต่แพทย์ควรมองผู้มาขอรับบริการอย่างเป็นธรรมและเข้าใจ อย่าด่วนตัดสินเขาว่าดีหรือไม่ดี คำว่า provide safe abortion care ของ WHO มิใช่หมายความว่าเราต้องทำแท้งให้เขา แต่เราสามารถให้คำแนะนำปรึกษา หรือหาทางออกอื่นๆ รวมทั้งแนะนำสถานที่ที่เขาสามารถไปรับบริการได้อย่างปลอดภัยต่างหากครับ    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 18pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"></p>