กม.ใหม่ห้าม ขรก.สังกัด ลูกพรรคถอดถอน หน.ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (12 ก.ค.) การประชุมคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มี นายเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานอนุกรรมาธิการฯ ที่ประชุมได้พิจารณาหลักการของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง โดยที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันว่า    ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเน้นเรื่องความเป็นประชาธิปไตยของพรรคการเมือง โดยให้สมาชิกพรรคมีความสำคัญที่สุดในพรรค สามารถที่จะขอเรียกประชุมเพื่อเสนอถอดถอนหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคได้ รายละเอียดของการเรียกประชุมและการลงมติจะกำหนดรายละเอียดอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการคัดเลือกผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง จะต้องคัดเลือกจากผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคและเป็นผู้ที่สมาชิกพรรคให้ความเห็นชอบด้วย นอกจากนี้ ยังแสดงความเห็นว่า ควรจะมีการจัดระเบียบของสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการสวมชื่อสมาชิกพรรคจนกลายเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง ที่จะนำไปพิจารณารวมกับเงินสนับสนุนจากกองทุนพรรคการเมือง โดยจะกำหนดให้การสมัครสมาชิกพรรคการเมือง ตัวบุคคลจะต้องมาสมัครด้วยตัวเอง และต้องตั้งอัตราค่าธรรมเนียมในการสมัคร รวมทั้งค่าบำรุงรายปี หรือ    ค่าต่ออายุสมาชิก เพื่อให้ประชาชนที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคมีความรู้สึกหวงแหนพรรคการเมือง และเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารด้านการเงิน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบในการเสนอให้กำหนดห้ามข้าราชการสังกัดพรรคการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางทางการเมืองไว้ โดยจะเสนอให้กรรมาธิการยกร่างฯ พิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง  ทั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ที่อนุญาตให้ข้าราชการสามารถสังกัดพรรคการเมืองได้ แต่ห้ามมีตำแหน่งบริหารในพรรค จากนั้นที่ประชุมได้หารือเรื่องการเงินของพรรคการเมือง โดยระบุว่า เงินที่ได้จากเอกชนจะต้องทำบัญชีรายงานให้ชัดเจน ห้ามรับเงินบริจาคจากต่างชาติโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังให้อำนาจ กกต.ประสานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้ตรวจสอบการโอนเงินบริจาคจากบริษัทได้ หากมีกรณีสงสัย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมไม่เห็นด้วยที่จะให้ กกต. ต้องรับภาระหน้าที่ในการตรวจสอบบัญชีเงินบริจาคของ   พรรคการเมืองทั้งหมด แต่จะเปิดกว้างให้พรรคการเมืองแสดงบัญชีเข้ามา หากมีการตรวจสอบว่ามีการปลอมแปลงหรือมีการทุจริต จะต้องรับโทษหนัก สำหรับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจากรัฐนั้น ให้เลิกเกณฑ์เดิมที่คำนวณจากฐานสมาชิก สาขาพรรค และจำนวน ส.ส.โดยอาจจะให้กำหนดให้เงินสนับสนุนต้องไม่เกินจากรายได้จากยอดบริจาค เพื่อเป็นเงินสมทบทุนการทำกิจกรรมทางการเมือง เพื่อป้องกันพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมารอเงินสนับสนุนจากรัฐอย่างเดียวและแต่งบัญชีสมาชิก สาขาพรรคขึ้นมาได้

ไทยรัฐ  13  ก.ค.  50