ความรู้เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของผม

ครอบครัวผมไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่เชื่อในเครื่องรางของขลัง ตอนเป็นเด็กจำได้ว่าปู่
(นายเสี้ยง พานิช หรือนามปากกาว่า “ท่านางสังข์” มีข้อเขียนอยู่ใน นิตยสาร พุทธศาสนา
 ช่วงปี ๒๔๙๐) จะพูดเยาะเย้ยดูถูกคนที่เชื่องมงายในเรื่องเหล่านี้    เช่นพูดว่าใครว่าพระเครื่อง
องค์ไหนศักดิ์สิทธิ์ ให้เอาไปทิ้งน้ำและบอกให้พระแสดงอภินิหาริย์ไม่จมน้ำให้ดู    บ้านพ่อผม
และพี่น้องผมไม่มีศาลพระภูมิเพราะสั่งสอนต่อๆ กันมาว่าพระภูมิเจ้าที่ช่วยอะไรเราไม่ได้ ถ้าเรา
ไม่ช่วยตัวเอง ไม่ประพฤติตนเป็นคนดี ให้เป็นที่เชื่อถือของคนอื่น    คือครอบครัวผมสอนกันมา
ให้มุ่งพึ่งตนเองโดยหมั่นเรียนและทำงานทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น  

ตอนนี้ถ้าใครถามผมว่าผมเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ผมจะตอบว่า “ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ”
 ซึ่งเป็น “การตอบแบบ KM”     คงจะเห็นนะครับว่าผมเป็นโรค “KM ขึ้นสมอง” ขนาดไหน   

ความรู้ (คำว่า ความรู้ ในที่นี้หมายถึง “ความรู้ปฏิบัติ” หรือ “ความรู้บูรณาการ” ซึ่งรวมเอาความเชื่อ
ไว้ด้วย) เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรูปแบบเดิมที่ผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากครอบครัวยังคงเดิม
อย่างเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย     คือไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะมาช่วยคนบนบานศาลกล่าว 
รอความช่วยเหลือแบบงอมืองอเท้า      แต่ผมเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แบบที่เข้ามาบันดาลให้เกิด 
“ปิ๊งแว้บ” หรือปัญญาแบบไม่คิด (intuition – ปัญญาญาณ)   และจินตมยปัญญา (ปัญญาจากการ
คิด)     ผมมีประสบการณ์ตรงมากมายที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบนี้เข้ามาช่วยให้ผมทำหลายสิ่งหลาย
อย่างที่ตัวผมเองไม่มีสติปัญญาทำให้เกิดได้    ไม่มีสติปัญญาที่จะคิดออก     แต่ก็เหมือนมีใคร
มากระซิบว่าน่าจะลองทำอย่างนั้นอย่างนี้     แต่ “ปิ๊งแว้บ” นี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดบ่อยนะครับ    และเรา
ก็ไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะให้เกิดเมื่อไร     มันอยู่เหนือการควบคุมของเรา     ผมจึงถือเป็น 
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ไงครับ

ความศักดิ์สิทธิ์แบบนี้จะมาปรากฏตัวต่อเมื่อเราใช้ความพยายามสุดขีด คิดอย่างเอาจริงเอาจัง
     แล้วหยุดคิด ผ่อนคลายจิต  “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” จะมาบอกเราเอง     คือ “ปิ๊งแว้บ” ขึ้นมาแบบไม่มี
ปี่ไม่มีมีขลุ่ย    ถ้าคิดหรือเชื่อแบบนี้ ความศักดิ์สิทธิ์ ก็อยู่ในตัวเราเอง     แต่อยู่ลึกมากจนเราไม่รู้
จัก    และในสภาพจิตยุ่งๆ เราก็ไม่มีทางได้พบเห็น     รวมทั้งถ้าสภาพจิตมุ่งมั่นไม่เพียงพอ ก็ไม่มี
โอกาสพบเห็น    ความศักดิ์สิทธิ์แบบนี้อาจเรียกว่า ภาวนามยปัญญา หรือ สมาธิปัญญา ก็น่าจะได้

ความศักดิ์สิทธิ์อีกแบบหนึ่งที่ผมเชื่อ คือ “ความศักดิ์สิทธิ์รวมหมู่” คือถ้ามีคนจำนวนมากเคารพ
บูชา ก็จะเกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น     คือมีผลทางจิตใจคนอย่างแปลกประหลาด    คือมีพลังจิตของ
คนจำนวนมากเข้ามารวมอยู่ที่คนใดคนหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะเกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในคนนั้น
หรือสิ่งนั้น     เช่นต้นไม้  ก้อนหิน  จอมปลวก  หรือสถานที่

โดยความเชื่อแบบนี้ ต้นตอของความศักดิ์สิทธิ์จึงอยู่ภายในตัวคนนั่นเอง และสามารถแสดง
ออกมาในรูปของความศักดิ์สิทธิ์เฉพาะบุคคล  และความศักดิ์สิทธิ์รวมหมู่  

ผมสนใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบนี้สำหรับนำมาใช้ทำงานยากๆ ที่เชื่อว่าเป็นการทำความดีให้แก่สังคม
 ผมมีข้อสังเกตว่าเมื่อไรก็ตามที่ผมบอกตัวเองว่าเรื่องนี้คิดจนเต็มที่แล้ว แต่ยังคิดไม่ออก แต่จะ
ต้องหาทางดำเนินการให้ได้ เพราะจะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง     “สิ่งศักดิ์สิทธิ์”
 จะมาช่วยบอก ช้าบ้าง เร็วบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง อยู่เสมอ

ผมคิดว่านี่คือมิติด้านจิตวิญญาณที่มีคุณค่าต่อการทำความดี เป็นมิติของ “ความรู้” อีกรูปแบบ
หนึ่ง ที่เป็น “ความรู้ปฏิบัติ” แบบที่เราควบคุมสั่งการไม่ได้     แต่เอื้ออำนวยให้ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” 
มาช่วยได้
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ธค. ๔๘