ต้องทำแบบ "ลึกและเนียน"
มหาวิทยาลัยวิจัยกับการสื่อสารผลงานวิจัย
การสื่อสารผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวิจัยในต่างประเทศตามที่ผมได้รับคำบอกเล่าจาก ศ. นพ. Bert Sakman แห่งมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์ก (ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์) เขาทำในแนวของการสร้าง visibility ให้แก่มหาวิทยาลัย และทำอย่างเอาจริงเอาจังมาก เขาไม่ได้เน้นวิธีการแบบ “ประชาสัมพันธ์” อย่างที่เราทำกัน เขาเน้น การสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบ “สองทาง” (two – way communication) เพื่อให้เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ระหว่าง ชุมชน สังคม และมหาวิทยาลัย เขาทำในลักษณะที่มหาวิทยาลัยเข้าไปยกย่องชุมชน แสดงความยินดีที่ชุมชนหรือครอบครัวมีคนที่มาเติบโตเป็นนักวิจัยสร้างผลงานอยู่ในมหาวิทยาลัยและได้รับการยกย่อง มหาวิทยาลัยก็จะส่งหนังสือถึงครอบครัว / ชุมชน (เช่นนายกเทศมนตรี) บ้านเกิดของนักวิจัยผู้นั้น แสดงความยินดีที่ครอบครัว / ชุมชนนั้นได้ให้กำเนิดและเลี้ยงดู “คนพิเศษ” ให้แก่สังคม ซึ่งหมายความว่า ครอบครัว / ชุมชน / สังคม ก็จะได้รับรู้ความสำคัญของผลงานวิจัยนั้น และจะเป็นการสร้างความรู้สึกเห็นคุณค่าของความรู้ / วิชาการ / การวิจัย และชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยไปในตัว
นอกจากนั้น มหาวิทยาลัย จะมีข้อมูล และหน่วยศึกษา / จัดการ เรื่องรางวัลต่างๆ ที่ให้แก่นักวิจัย และคอยจัดการเสนอชื่ออาจารย์ / นักวิจัย ของตนที่มีผลงานเข้าข่าย เข้าไปให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณา คือเขาจัดการเชิงรุกเพื่อให้คนของตนได้รับรางวัล ซึ่งก็หมายความว่าหน่วยงานนั้นของมหาวิทยาลัยต้องมีข้อมูลผลงานวิจัยที่ทันสมัย และเข้าใจระดับความสำคัญของผลงานนั้น โดยนัยนี้การจัดการเชิงรุกดังกล่าวก็จะมีผลให้ผลงานเด่นๆ ของมหาวิทยาลัย ได้เข้าไปสู่ความสนใจของวงการพิจารณาผลงานเด่นเพื่อให้รางวัล และเมื่อได้รับรางวัลก็จะเกิดชื่อเสียงในวงกว้าง เป็นการสื่อสารผลงานวิจัยทางอ้อม แต่ได้ผลมาก
ในประเทศไทยแทบจะไม่มีคนมีทักษะ (ศาสตร์และศิลป์) ในการทำงานสื่อสารผลงานวิจัยโดยตรงต่อสาธารณชน เรามักคิดว่าคนที่จบมาทางด้านประชาสัมพันธ์ หรือนิเทศศาสตร์ / สื่อสารมวลชน จะทำงานนี้เป็น จริงๆ แล้วคนที่จะทำงานนี้ได้จริงต้องการความรู้ความสามารถหลายอย่าง ที่สำคัญต้องมีความสามารถในการทำความเข้าใจผลงานวิจัยในระดับที่ลึก ให้เข้าใจความหมาย และผลกระทบของผลงานวิจัย โดยที่ตัวเขาเองจะไม่รู้ลึกขนาดนั้น แต่จะต้องรู้ว่าจะไปหาข้อมูลหรือคุยกับใครให้ได้ข้อมูลหรือความหมายของการวิจัยหรือผลงานวิจัยที่ตนต้องการ จนในที่สุดตนกระจ่างแจ้งในความหมายของผลงานนั้น แล้วจึงเอามาคิดถ้อยคำและยุทธศาสตร์ / วิธีการสื่อสาร ในประเทศไทยผมเห็นแต่คุณเปา (ปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร) ประชาสัมพันธ์ สกว. ที่มีพื้นความรู้ปริญาตรีชีววิทยา ปริญญาโทชีวเคมี และ MBA ที่ได้สั่งสมประสบการณ์จากการทำงาน “ประชาสัมพันธ์” ให้แก่ สกว. มานานกว่า ๘ ปีแล้ว มหาวิทยาลัยวิจัยทั้งหลายน่าจะสร้างคนแบบนี้ขึ้นมาทำงานสื่อสารผลงานวิจัยต่อสังคมให้มากขึ้น และมีผลดีทั้งต่อมหาวิทยาลัย และต่อสังคมภาพรวมมากขึ้น
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ธค. ๔๘
การสื่อสารผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวิจัยในต่างประเทศตามที่ผมได้รับคำบอกเล่าจาก ศ. นพ. Bert Sakman แห่งมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์ก (ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์) เขาทำในแนวของการสร้าง visibility ให้แก่มหาวิทยาลัย และทำอย่างเอาจริงเอาจังมาก เขาไม่ได้เน้นวิธีการแบบ “ประชาสัมพันธ์” อย่างที่เราทำกัน เขาเน้น การสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบ “สองทาง” (two – way communication) เพื่อให้เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ระหว่าง ชุมชน สังคม และมหาวิทยาลัย เขาทำในลักษณะที่มหาวิทยาลัยเข้าไปยกย่องชุมชน แสดงความยินดีที่ชุมชนหรือครอบครัวมีคนที่มาเติบโตเป็นนักวิจัยสร้างผลงานอยู่ในมหาวิทยาลัยและได้รับการยกย่อง มหาวิทยาลัยก็จะส่งหนังสือถึงครอบครัว / ชุมชน (เช่นนายกเทศมนตรี) บ้านเกิดของนักวิจัยผู้นั้น แสดงความยินดีที่ครอบครัว / ชุมชนนั้นได้ให้กำเนิดและเลี้ยงดู “คนพิเศษ” ให้แก่สังคม ซึ่งหมายความว่า ครอบครัว / ชุมชน / สังคม ก็จะได้รับรู้ความสำคัญของผลงานวิจัยนั้น และจะเป็นการสร้างความรู้สึกเห็นคุณค่าของความรู้ / วิชาการ / การวิจัย และชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยไปในตัว
นอกจากนั้น มหาวิทยาลัย จะมีข้อมูล และหน่วยศึกษา / จัดการ เรื่องรางวัลต่างๆ ที่ให้แก่นักวิจัย และคอยจัดการเสนอชื่ออาจารย์ / นักวิจัย ของตนที่มีผลงานเข้าข่าย เข้าไปให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณา คือเขาจัดการเชิงรุกเพื่อให้คนของตนได้รับรางวัล ซึ่งก็หมายความว่าหน่วยงานนั้นของมหาวิทยาลัยต้องมีข้อมูลผลงานวิจัยที่ทันสมัย และเข้าใจระดับความสำคัญของผลงานนั้น โดยนัยนี้การจัดการเชิงรุกดังกล่าวก็จะมีผลให้ผลงานเด่นๆ ของมหาวิทยาลัย ได้เข้าไปสู่ความสนใจของวงการพิจารณาผลงานเด่นเพื่อให้รางวัล และเมื่อได้รับรางวัลก็จะเกิดชื่อเสียงในวงกว้าง เป็นการสื่อสารผลงานวิจัยทางอ้อม แต่ได้ผลมาก
ในประเทศไทยแทบจะไม่มีคนมีทักษะ (ศาสตร์และศิลป์) ในการทำงานสื่อสารผลงานวิจัยโดยตรงต่อสาธารณชน เรามักคิดว่าคนที่จบมาทางด้านประชาสัมพันธ์ หรือนิเทศศาสตร์ / สื่อสารมวลชน จะทำงานนี้เป็น จริงๆ แล้วคนที่จะทำงานนี้ได้จริงต้องการความรู้ความสามารถหลายอย่าง ที่สำคัญต้องมีความสามารถในการทำความเข้าใจผลงานวิจัยในระดับที่ลึก ให้เข้าใจความหมาย และผลกระทบของผลงานวิจัย โดยที่ตัวเขาเองจะไม่รู้ลึกขนาดนั้น แต่จะต้องรู้ว่าจะไปหาข้อมูลหรือคุยกับใครให้ได้ข้อมูลหรือความหมายของการวิจัยหรือผลงานวิจัยที่ตนต้องการ จนในที่สุดตนกระจ่างแจ้งในความหมายของผลงานนั้น แล้วจึงเอามาคิดถ้อยคำและยุทธศาสตร์ / วิธีการสื่อสาร ในประเทศไทยผมเห็นแต่คุณเปา (ปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร) ประชาสัมพันธ์ สกว. ที่มีพื้นความรู้ปริญาตรีชีววิทยา ปริญญาโทชีวเคมี และ MBA ที่ได้สั่งสมประสบการณ์จากการทำงาน “ประชาสัมพันธ์” ให้แก่ สกว. มานานกว่า ๘ ปีแล้ว มหาวิทยาลัยวิจัยทั้งหลายน่าจะสร้างคนแบบนี้ขึ้นมาทำงานสื่อสารผลงานวิจัยต่อสังคมให้มากขึ้น และมีผลดีทั้งต่อมหาวิทยาลัย และต่อสังคมภาพรวมมากขึ้น
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ธค. ๔๘