ผมชอบมากเลยครับท่านที่เคารพ ผมชอบระบบแท็กซี่ที่เมืองดงฮา และกวางจินี่ คือ รถแท็กซี่จะไม่ตระเวนขับหาผู้โดยสารเหมือนบ้านเรา แต่จะจอดอยู่ที่ศูนย์ตามจุดต่างๆทั่วเมือง แล้วในรถจะมีวิทยุ มีมิเตอร์วัดระยะทางที่ใช้ อยากนั่งแท็กซี่ก็โทรเข้าที่ศูนย์บอกว่าคุณอยู่ตรงไหน เดี๋ยวเดียวก็มา คอยไม่ถึง 5 นาที ไปส่งตามที่ต้องการ คิดเงินตามมิเตอร์แล้วเขาก็เข้าศูนย์ที่ใกล้ที่สุดไปคอยคำสั่งต่อไป ประหยัดพลังงาน ทำให้จำนวนรถบนท้องถนนไม่หนาแน่น และที่ตามมาคือ ลดมลภาวะ

 

ท่านลองทายซิว่าอะไรที่อยู่ติดผนังบนหัวเตียง

เมื่อตื่นนอนและทำธุรกิจส่วนตัวในห้องน้ำกระจกขุ่นที่ประตูนั่นแล้ว ลองออกไปหาอาหารเช้าแบบเวียตนามกินหน่อย แต่เนื่องจากมีนัดกับเพื่อชาวฮอลแลนด์จึงตัดสินใจใช้ห้องอาหารที่โรงแรมที่พักนั่นเอง  ปรากฏว่าเป็นห้องอาหารง่ายๆเปิดโล่งกว้างขวางและมีกลุ่มทัวร์พวกฝรั่งและญี่ปุ่นนั่งอยู่ก่อนแล้ว 7-8 โต๊ะ พนักงานมาสอบถามเราก็ขอเมนู เมื่อเราบอกว่าเราเป็นพวกกินผัก หรือ VG หรือ Vegetarian นั่นเองเขาก็ชี้ให้ดูว่ามีอะไรบ้าง ลองสั่ง Noodle and Vegetables กับกาแฟใส่นม  

นั่งคอยสักพักใหญ่ๆได้มา พบว่าเป็นเส้นบะหมี่คล้ายบะหมี่สำเร็จรูปบ้านเรา อยู่ในถ้วยก๊วยเตี๊ยวขนาดกลาง มีผักหั่นฝอยๆสักครึ่งกำมือโปะหน้าเอาน้ำร้อนใส่เข้าไปแค่นั้นเอง ไม่มีเครื่องปรุงที่เป็นซองๆสารพัดรสแบบบ้านเรา หรือเครื่องปรุงที่เป็นชุดสำเร็จก็ไม่มี เรามองหน้าฝรั่งที่นั่งโต๊ะข้างๆเห็นเขาสั่งขนมปังฝรั่งเศสและเนยก้อนเล็กๆ บางคนก็สั่งอย่างเรา   

ทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้น้ำร้อนแผ่ความร้อนไปทั่วเส้นบะหมี่ เอากิน ....จืดเสียไม่เมี๊ยะ...เติมอะไรก็เติมไม่ได้เพราะไม่มีเครื่องเติม เอ้ากินเข้าไป มาธุระ ไม่ใช่มาแสวงหาของกินเลิศรส... กาแฟก็รสชาติแปลกๆ หากเป็นบ้านผู้บันทึกก็คงเททิ้ง ชงเองดีกว่า แต่ก็ฝืนกลืนกินเข้าไป ถือว่ามาเรียนรู้ต่างวัฒนธรรมก็แล้วกัน ต้องปรับตัวให้ได้  ก็มันไม่ใช่บ้านเรานี่นา..คิดเสียอย่างนี้ ค่อยโอเคแม่ใหญ่ศรีหน่อย... เมื่อเรียกมาเก็บเงิน ผมคำนวณมาเป็นเงินบาท โอย...ท่านที่เคารพมันแค่ 9 บาทไทยเองครับ..!! 

เพื่อนมารับเราไปพบผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองกวางจิ ที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการความช่วยเหลือจากประเทศฟินแลนด์ที่นั่น โอโฮ..ห้องรับรองเป็นแบบทางการเปี๊ยบเลย ต้องนั่งตรงข้ามด้านกว้างของโต๊ะประชุม บนโต๊ะมีขวดน้ำวางอยู่ประจำทุกเก้าอี้ มีแก้วน้ำ มีที่รองแก้วครบ มีล่ามภาษาอังกฤษ-เวียตนาม เก่งมากครับเป็นล่ามแบบ Simultaneous translation ท่านผู้นี้มีตำแหน่งในรัฐบาลกลางด้วยครับ การพูดคุยเป็นไปด้วยดี 

เมื่อเสร็จสิ้นเพื่อนก็ชวนไปทานอาหารกลางวัน โดยนั่งรถแท็กซี่ไป  ผมชอบมากเลยครับท่านที่เคารพ ผมชอบระบบแท็กซี่ที่เมืองดงฮา และกวางจินี่ คือ รถแท็กซี่จะไม่ตระเวนขับหาผู้โดยสารเหมือนบ้านเรา แต่จะจอดอยู่ที่ศูนย์ตามจุดต่างๆทั่วเมือง แล้วในรถจะมีวิทยุ มีมิเตอร์วัดระยะทางที่ใช้  อยากนั่งแท็กซี่ก็โทรเข้าที่ศูนย์บอกว่าคุณอยู่ตรงไหน เดี๋ยวเดียวก็มา คอยไม่ถึง 5 นาที ไปส่งตามที่ต้องการ คิดเงินตามมิเตอร์แล้วเขาก็เข้าศูนย์ที่ใกล้ที่สุดไปคอยคำสั่งต่อไป  ประหยัดพลังงาน ทำให้จำนวนรถบนท้องถนนไม่หนาแน่น และที่ตามมาคือ ลดมลภาวะ  ผู้บันทึกนึกถึงบ้านเราว่า ที่กรุงเทพฯ หากทำแท็กซี่ระบบนี้กันทั้งหมดก็จะช่วยมลภาวะ ลดความหนาแน่นจราจร ประหยัดพลังงาน และลดค่าใช้จ่าย  แต่ได้แต่คิด..ยากที่จะทำเพราะมันเลยจุดนั้นมานานแล้ว..เฮ่อประเทศชาติ ..ประชาชน..หนอ.. 

อาหารกลางวันไปกินที่ร้านแบบห้องแถวบ้านเรา เพื่อนเขาสั่งผัดเส้นสปาเก็ตตี้ใส่ผักมาให้ทาน ตามร้านจะมีเด็กเชียร์หน้าร้านเชิญชวนเข้าร้านเขาและมีเด็กคอยบริการขัดรองเท้าหนังให้เพื่อแลกเงิน เหมือนบ้านเราสมัยก่อน เดี๋ยวนี้บ้านเราไม่มีภาพนี้แล้ว(หรือมีก็ไม่รู้แต่ผู้บันทึกไม่เห็นนานแล้ว) ก็มีคนใช้บริการและก็ให้เงินเด็ก ที่ร้านอาหารแบบนี้มีเครื่องเติมให้ครับเพิ่มรสชาติตามต้องการได้  แต่สภาพร้านค่อนข้างสกปรก เพราะเขาใช้กระดาษกันเปลืองมากเลยและปลิวว่อนลงพื้นด้วยเพราะพัดลมบนเพดานนั่นเอง 

บ้านที่เพื่อชาวฮอลแลนด์พักอยู่ติดบึงกลางเมืองต้นไม้เต็มพื้นที่ ลมพัดตลอดเวลาน่าอยู่มากครับ มองไปตรงข้ามอีกฟากหนึ่งของที่พักเพื่อนเป็นป่าสน เพื่อนเลยออกปากชวนไปเดินเที่ยวเย็นนี้  เมื่อถึงเวลาเพื่อนออกปากชวนเพื่อนร่วมงานเขาซึ่งเป็นชาวเวียตนามสตรีหน้าตาคล้ายฟิลิปปินส์ เพราะไม่ขาวหม๊วยเหมือนสาวเวียตทั่วไปและบึกบึน เธอเรียนจบที่ฟิลิปปินส์ พูดอังกฤษออกฟิลิปปินส์ด้วยแต่คล่องปรื๊อ  เราสามคนท่องป่าสนกัน  ผู้บันทึกแปลกใจว่าป่าสนทำไมมาอยู่กลางเมืองดงฮา น่าจะอยู่ป่าเขาโน้น..เขาบอกว่าหลังสงครามเวียตนามที่อเมริกันถล่มทลายเมืองด้วยลูกระเบิดจาก B52 ที่บินไปจากอู่ตะเภาบ้านเรานั้น เมืองราบเรียบไม่เหลืออะไรเลย ที่เห็นทั้งหมดนั้นสร้างขึ้นมาใหม่ และอเมริกันก็สร้างป่าสนนี้ขึ้นมาชดเชยการทำลายป่าด้วยฝนเหลืองด้วย 

เป็นป่าสนที่เหมือนบ้านเราทางภาคเหนือตั้งแต่เพชรบูรณ์เป็นต้นไปจะมีสนชนิดนี้ อาจจะเรียกสนเกี๊ยะแบบทางเชียงใหม่ก็ได้เพราะมีน้ำยางสนมาก และที่นี่ก็เจาะเอาไปทำการค้าด้วย แต่ทำแบบถูกหลักวิชาการ ฝรั่งเรียก เรซินขนาดพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต เดินทั้งวันคงไม่ทั่ว คุณ ฮุง เพื่อนเวียตนามสตรีที่ไปด้วยยังบ่นว่าเดินไม่ไหวแล้ว เจ็บเท้าแล้ว เราเลยเดินกลับอีกทางหนึ่งเพื่อย่นทางให้สั้นเข้าโดยเพื่อนฝรั่งนำทาง แต่พบว่าหลงป่าครับต้องย้อนกลับทางเดิม เล่นเอาเหนื่อย เหงื่อโทรมหลังเลย..

แต่ผมชอบป่าสน เดินไปก็ได้กลิ่น เรซิน หากโตเต็มที่น่าที่จะเป็นสวนป่าที่ดีสำหรับเมืองดงฮาครับ..บนทางกลับพบสาวชาวบ้านมาหาฟืนและใบไม้ป่า ผู้บันทึกเดาว่าน่าที่จะเป็นอาหารของเขาครับ...แต่ไม่เห็นมีเห็ด หน่อไม้เหมือนดงหลวงเลย...หากมีผมจะช่วยเขาเก็บน่ะ..อิ..อิ..