ท่านลองทายซิว่าอะไรที่อยู่ติดผนังบนหัวเตียง
เมื่อตื่นนอนและทำธุรกิจส่วนตัวในห้องน้ำกระจกขุ่นที่ประตูนั่นแล้ว ลองออกไปหาอาหารเช้าแบบเวียตนามกินหน่อย แต่เนื่องจากมีนัดกับเพื่อชาวฮอลแลนด์จึงตัดสินใจใช้ห้องอาหารที่โรงแรมที่พักนั่นเอง ปรากฏว่าเป็นห้องอาหารง่ายๆเปิดโล่งกว้างขวางและมีกลุ่มทัวร์พวกฝรั่งและญี่ปุ่นนั่งอยู่ก่อนแล้ว 7-8 โต๊ะ พนักงานมาสอบถามเราก็ขอเมนู เมื่อเราบอกว่าเราเป็นพวกกินผัก หรือ VG หรือ Vegetarian นั่นเองเขาก็ชี้ให้ดูว่ามีอะไรบ้าง ลองสั่ง Noodle and Vegetables กับกาแฟใส่นม
นั่งคอยสักพักใหญ่ๆได้มา พบว่าเป็นเส้นบะหมี่คล้ายบะหมี่สำเร็จรูปบ้านเรา อยู่ในถ้วยก๊วยเตี๊ยวขนาดกลาง มีผักหั่นฝอยๆสักครึ่งกำมือโปะหน้าเอาน้ำร้อนใส่เข้าไปแค่นั้นเอง ไม่มีเครื่องปรุงที่เป็นซองๆสารพัดรสแบบบ้านเรา หรือเครื่องปรุงที่เป็นชุดสำเร็จก็ไม่มี เรามองหน้าฝรั่งที่นั่งโต๊ะข้างๆเห็นเขาสั่งขนมปังฝรั่งเศสและเนยก้อนเล็กๆ บางคนก็สั่งอย่างเรา
ทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้น้ำร้อนแผ่ความร้อนไปทั่วเส้นบะหมี่ เอากิน ....จืดเสียไม่เมี๊ยะ...เติมอะไรก็เติมไม่ได้เพราะไม่มีเครื่องเติม เอ้ากินเข้าไป มาธุระ ไม่ใช่มาแสวงหาของกินเลิศรส... กาแฟก็รสชาติแปลกๆ หากเป็นบ้านผู้บันทึกก็คงเททิ้ง ชงเองดีกว่า แต่ก็ฝืนกลืนกินเข้าไป ถือว่ามาเรียนรู้ต่างวัฒนธรรมก็แล้วกัน ต้องปรับตัวให้ได้ ก็มันไม่ใช่บ้านเรานี่นา..คิดเสียอย่างนี้ ค่อยโอเคแม่ใหญ่ศรีหน่อย... เมื่อเรียกมาเก็บเงิน ผมคำนวณมาเป็นเงินบาท โอย...ท่านที่เคารพมันแค่ 9 บาทไทยเองครับ..!!
เพื่อนมารับเราไปพบผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองกวางจิ ที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการความช่วยเหลือจากประเทศฟินแลนด์ที่นั่น โอโฮ..ห้องรับรองเป็นแบบทางการเปี๊ยบเลย ต้องนั่งตรงข้ามด้านกว้างของโต๊ะประชุม บนโต๊ะมีขวดน้ำวางอยู่ประจำทุกเก้าอี้ มีแก้วน้ำ มีที่รองแก้วครบ มีล่ามภาษาอังกฤษ-เวียตนาม เก่งมากครับเป็นล่ามแบบ Simultaneous translation ท่านผู้นี้มีตำแหน่งในรัฐบาลกลางด้วยครับ การพูดคุยเป็นไปด้วยดี
เมื่อเสร็จสิ้นเพื่อนก็ชวนไปทานอาหารกลางวัน โดยนั่งรถแท็กซี่ไป ผมชอบมากเลยครับท่านที่เคารพ ผมชอบระบบแท็กซี่ที่เมืองดงฮา และกวางจินี่ คือ รถแท็กซี่จะไม่ตระเวนขับหาผู้โดยสารเหมือนบ้านเรา แต่จะจอดอยู่ที่ศูนย์ตามจุดต่างๆทั่วเมือง แล้วในรถจะมีวิทยุ มีมิเตอร์วัดระยะทางที่ใช้ อยากนั่งแท็กซี่ก็โทรเข้าที่ศูนย์บอกว่าคุณอยู่ตรงไหน เดี๋ยวเดียวก็มา คอยไม่ถึง 5 นาที ไปส่งตามที่ต้องการ คิดเงินตามมิเตอร์แล้วเขาก็เข้าศูนย์ที่ใกล้ที่สุดไปคอยคำสั่งต่อไป ประหยัดพลังงาน ทำให้จำนวนรถบนท้องถนนไม่หนาแน่น และที่ตามมาคือ ลดมลภาวะ ผู้บันทึกนึกถึงบ้านเราว่า ที่กรุงเทพฯ หากทำแท็กซี่ระบบนี้กันทั้งหมดก็จะช่วยมลภาวะ ลดความหนาแน่นจราจร ประหยัดพลังงาน และลดค่าใช้จ่าย แต่ได้แต่คิด..ยากที่จะทำเพราะมันเลยจุดนั้นมานานแล้ว..เฮ่อประเทศชาติ ..ประชาชน..หนอ..
อาหารกลางวันไปกินที่ร้านแบบห้องแถวบ้านเรา เพื่อนเขาสั่งผัดเส้นสปาเก็ตตี้ใส่ผักมาให้ทาน ตามร้านจะมีเด็กเชียร์หน้าร้านเชิญชวนเข้าร้านเขาและมีเด็กคอยบริการขัดรองเท้าหนังให้เพื่อแลกเงิน เหมือนบ้านเราสมัยก่อน เดี๋ยวนี้บ้านเราไม่มีภาพนี้แล้ว(หรือมีก็ไม่รู้แต่ผู้บันทึกไม่เห็นนานแล้ว) ก็มีคนใช้บริการและก็ให้เงินเด็ก ที่ร้านอาหารแบบนี้มีเครื่องเติมให้ครับเพิ่มรสชาติตามต้องการได้ แต่สภาพร้านค่อนข้างสกปรก เพราะเขาใช้กระดาษกันเปลืองมากเลยและปลิวว่อนลงพื้นด้วยเพราะพัดลมบนเพดานนั่นเอง

บ้านที่เพื่อชาวฮอลแลนด์พักอยู่ติดบึงกลางเมืองต้นไม้เต็มพื้นที่ ลมพัดตลอดเวลาน่าอยู่มากครับ มองไปตรงข้ามอีกฟากหนึ่งของที่พักเพื่อนเป็นป่าสน เพื่อนเลยออกปากชวนไปเดินเที่ยวเย็นนี้ เมื่อถึงเวลาเพื่อนออกปากชวนเพื่อนร่วมงานเขาซึ่งเป็นชาวเวียตนามสตรีหน้าตาคล้ายฟิลิปปินส์ เพราะไม่ขาวหม๊วยเหมือนสาวเวียตทั่วไปและบึกบึน เธอเรียนจบที่ฟิลิปปินส์ พูดอังกฤษออกฟิลิปปินส์ด้วยแต่คล่องปรื๊อ เราสามคนท่องป่าสนกัน ผู้บันทึกแปลกใจว่าป่าสนทำไมมาอยู่กลางเมืองดงฮา น่าจะอยู่ป่าเขาโน้น..เขาบอกว่าหลังสงครามเวียตนามที่อเมริกันถล่มทลายเมืองด้วยลูกระเบิดจาก B52 ที่บินไปจากอู่ตะเภาบ้านเรานั้น เมืองราบเรียบไม่เหลืออะไรเลย ที่เห็นทั้งหมดนั้นสร้างขึ้นมาใหม่ และอเมริกันก็สร้างป่าสนนี้ขึ้นมาชดเชยการทำลายป่าด้วยฝนเหลืองด้วย

เป็นป่าสนที่เหมือนบ้านเราทางภาคเหนือตั้งแต่เพชรบูรณ์เป็นต้นไปจะมีสนชนิดนี้ อาจจะเรียกสนเกี๊ยะแบบทางเชียงใหม่ก็ได้เพราะมีน้ำยางสนมาก และที่นี่ก็เจาะเอาไปทำการค้าด้วย แต่ทำแบบถูกหลักวิชาการ ฝรั่งเรียก “เรซิน” ขนาดพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต เดินทั้งวันคงไม่ทั่ว คุณ “ฮุง” เพื่อนเวียตนามสตรีที่ไปด้วยยังบ่นว่าเดินไม่ไหวแล้ว เจ็บเท้าแล้ว เราเลยเดินกลับอีกทางหนึ่งเพื่อย่นทางให้สั้นเข้าโดยเพื่อนฝรั่งนำทาง แต่พบว่าหลงป่าครับต้องย้อนกลับทางเดิม เล่นเอาเหนื่อย เหงื่อโทรมหลังเลย..

แต่ผมชอบป่าสน เดินไปก็ได้กลิ่น “เรซิน” หากโตเต็มที่น่าที่จะเป็นสวนป่าที่ดีสำหรับเมืองดงฮาครับ..บนทางกลับพบสาวชาวบ้านมาหาฟืนและใบไม้ป่า ผู้บันทึกเดาว่าน่าที่จะเป็นอาหารของเขาครับ...แต่ไม่เห็นมีเห็ด หน่อไม้เหมือนดงหลวงเลย...หากมีผมจะช่วยเขาเก็บน่ะ..อิ..อิ..
สวัสดีครับน้อง
ขจิต ฝอยทอง
สวัสดีครับท่านครูบา
ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
สวัสดีคะพี่บางทราย
เห็นภาพใน blog พี่ทีไรแล้วรู้สึก สดชื่น เพลินตาเพลินใจทุกที เห็นต้นไม้แล้วร่มรื่นมากคะ
ลองสอบถามชาวเวียตนามแล้วเขาก็ยังไม่แน่ใจ แต่บอกว่าบางคนจะชอบอ่านหนังสือ แล้ววางหนังสือไว้บนไม้ หรือเอาไว้วางของอื่นๆ เช่น โทรศัพท์ พบได้ในโรงแรมบางแห่งคะ ไม่แน่ใจว่าจะถูกต้องหรือเปล่านะคะ
สวัสดีครับน้อง
กมลนารี
ได้อ่านบันทึกของพี่บางทรายแล้วอยากหิ้วกระเป๋าตามไปด้วยครับ
ที่ติดอยู่บนหัวเตียงน่าจะเป็นหลอดไฟครับ เพิ่มความสว่างเวลาอ่านหนังสือครับ
สวัสดีครับน้อง อาจารย์
ภูคา
สวัสดีค่ะ
เห็นป่าสนแล้วสดชื่น ชอบป่าสนค่ะ
แต่ไม้ที่อยู่หัวเตียงนี่นึกไม่ออกว่ามีไว้ทำไมค่ะ
สวัสดีครับท่าน
sasinanda
สวัสดีครับพี่บางทราย
สบายดีไหมครับ เข้ามาติดตามสนุกๆ ไปด้วยครับ ผมเห็นสภาพของเวียดนามแล้ว พอเห็นป่าสนก็นึกถึงที่เยอรมัน แต่ที่เยอรมันเป็นป่าดำครับ ที่กรุ๊ปของโปรเฟสเซอร์จะจัดสัมมนากันทุกปีครับ และจะมีวันหนึ่งครึ่งวันจะไปเดินในป่าดำ สนุกมากๆ ครับ หาเห็ดในป่าไปด้วยครับ เดินไปด้วย คุยไปด้วยครับ ได้ประสบการณ์เสมอๆ ในป่าครับ
ที่เรียกว่าป่าดำ เพราะเข้าไปในป่าแล้วจะรู้สึกว่ามืดไปเลยครับ เพราะต้นสนขึ้นหนาแน่น กลางคืนคงมืดตึ๊บครับ
ตอนผมไปเวียดนามครั้งแรกผมไปเจอพืชชนิดหนึ่งชื่อว่า โคราบี้ เป็นหัวสีเขียวๆ ครับ แล้วมีขายที่เวียดนามด้วยครับ คือปลูกที่เวียดนามด้วย เลยคิดถึงสภาพอากาศว่าสงสัยจะหนาวในตอนเหนือ พร้อมๆ กับตอนนั้นที่ไป ก็หนาวเช่นกันครับ โคราบี้หัวเขียวๆ มีใบคล้ายๆ ใบคะน้า ตัวหัวกินดิบๆ ก็ได้ หรือว่าจะเอามาต้มเหมือนต้มฟักก็ได้ครับ ส่วนก้านใบแกงส้มหรือ ผัดใบกับน้ำมันหอย อิๆๆๆ ได้ใส่หมูกรอบด้วยนะครับพี่ อิๆๆๆ
โม้มานาน ท่อนไม้หัวเตียงนี่ไม่เคยเห็น อิๆ ว่าแต่ว่าเป็นมูลี่ คลี่พับเก็บได้หรือเปล่าครับ
หรือว่าเป็นแท่งไม้สน เอาไว้สูดดมๆ โล่งจมูกตอนนอนหลับ อิๆๆๆ
หรือว่าเอาไว้ออกกำลังขายแบบโหนหลังตื่นนอนครับ อิๆๆๆ
พอก่อนแล้วกันครับ เดี๋ยวจะพาเข้าเปลวครับ...อิๆๆๆ
ขอบคุณมากๆ นะครับผม ดงหลวงดงฮา.... แล้วเข้าดงฮา แล้วหัวเราะกันตลอดทางหรือเปล่าครับ เพราะแค่ชื่อนี้ก็ฮาแล้วครับ อิๆๆ