ในฐานะผู้บริหารโรงเรียนที่จำเป็นต้องนำพาบุคลากรทุกคนไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามวิสัยทัศน์และภารกิจของโรงเรียน จึงได้นำ KM มาใช้ในโรงเรียนตั้งแต่ ปี พ.ศ.2549 เนื่องจากโรงเรียนพระมารดานิจจานุเคราะห์เป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่มาก จึงต้องแบ่งงานให้ผู้ช่วยฝ่ายต่างๆ มีหน้าที่รับผิดชอบ เมื่อนำ KM มาใช้ก็ต้องดูให้เหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของกลุ่ม คณะผู้ช่วยทุกคนได้ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ส่วนใดที่ใครถนัดและมีความสามารถก็รับไปดูแลกลุ่มนั้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมเพรียงและความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นบุคลากรที่มีคุณค่าและเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน
สำหรับบรรยากาศของการฟังเรื่องเล่าเร้าพลัง ซึ่งถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้ร่วมงานสู่เพื่อนครูก็สร้างเสริมให้เกิดการแบ่งปันทางความคิดและผลงาน ทำให้ได้เรียนรู้จักกันและกันมากยิ่งขึ้น ได้ค้นพบศักยภาพที่ดีเด่นในตัวของแต่ละคน ได้นำเอาเทคนิควิธีการที่ใช้ได้ผลแล้วไปปฏิบัติบ้าง แม้จะยังไม่ประสบความสำเร็จทุกอย่าง แต่ก็ทำให้ทุกคนมีการพัฒนางานของตน มีความภาคภูมิใจในผลงานและมีการร่วมงานกันในลักษณะที่เป็น Team Work สร้างพลังกลุ่มสู่พลังใจในการทำงาน
นอกจากนี้การทำ KM ในโรงเรียนพระมารดานิจจานุเคราะห์ยังเสริมสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบกัลยาณมิตร ซึ่งเดิมก็มีปรากฏอยู่แล้วแต่เพิ่มความเด่นชัดยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านเจาะลึกที่กระบวนการจัดการเรียนการสอนและการปฏิบัติงานของกลุ่ม / ฝ่ายต่างๆ นับเป็นวิธีการที่มีคุณประโยชน์ยิ่งต่อการทำงานร่วมกัน
ท่านอธิการิณี เซอร์อัลเฟรด วรศิลป์