UKMควรเป็นเวทีกระตุกเพื่อสร้างการเรียนรู้ในกระบวนทัศน์แบบเครือข่าย ยืดหยุ่น ลื่นไหล มองกระบวนการ ระบบความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับผลลัพท์ที่ไม่มีพรมแดน มิใช่ธรรมเนียมตามสุภาษิตขี่ช้างจับตั๊กแตนหรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

เมื่อวาน(9ก.ค.)น้องเมย์จากหน่วยพัฒนาองค์กร มวล.นัดหารือเตรียมประชุมUKM11ที่ม.มหาสารคามวันที่23-24ส.ค.2550

มีผู้เข้าร่วมหารือ5คนคือรองอธิการฯดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร ผอ.ศบว.ดร.วันสุรีย์ พรหมภัทร บรรจงวิทย์ เมย์และผม

ผมอ่านเอกสารแนบของดร.วิบูลย์จากมน.และอ.วิจารณ์จากสคส.แล้วผมจึงเสนอให้ใช้UKM11มาเสริมการจัดระบบงานบริการวิชาการกับชุมชนที่มวล.ดำเนินการอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่เป็นระบบนัก
โดยผู้เข้าร่วมประชุมช่วยกันเสนอว่ามีใครบ้างที่ทำงานบริการวิชาการกับชุมชน(คุณกิจตัวจริง) ซึ่งก็อยู่ในแวดวงคนที่ผม(ในฐานะเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการวิชาการ)คุ้นเคยทั้งนั้น ซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก

ข้อมูลนี้บอกอะไร
1)ความเข้าใจในประเด็นงานบริการวิชาการกับชุมชนของผู้ร่วมประชุมเป็นอย่างไร?
2)จำนวนอาจารย์ที่ให้บริการวิชาการกับชุมชนที่เป็นคุณกิจตัวจริงในมวล.มีเท่าไร?

ผมเห็นว่าควรใช้โอกาสนี้ทำนโยบายของมวล.ให้ชัดเจนและพัฒนาระบบจัดการที่เกี่ยวข้องกับกลไกการจัดการของมวล.ให้สอดประสานกัน เพื่อให้เกิดมรรคผลในมหาวิทยาลัยและเป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมโยงเป็นชมรมในเรื่องนี้ของเครือข่ายUKM (ที่เป็นเพียงเวทีพบปะราย3เดือนแบบงานเชงเม้งที่ถี่เกินไป)
ความเห็นของผมมักจะเกินหน้าที่ที่เป็นอยู่ แต่ผมก็หวังลึกๆว่า คนที่มีหน้าที่โดยตรงในเชิงระบบจะทำหน้าที่คุณกิจของตัว เป็นชั้นๆไป

ผมยึดหลักของอ.พุทธทาส3คำว่า หน้าที่ ถูกต้อง พอใจ

ผมขอให้เมย์ประสานคุณกิจตัวจริงในเรื่องนี้มาหารือกันเพื่อสร้าง   เครือข่ายภายใน (ถ้าเป็นรายชื่อเท่าที่มี เราก็ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว)

ประสบการณ์บอกผมว่า ชมรมที่อ.วิจารณ์และคณะคาดหวังคงทำได้แบบโรงเรียนคุณอำนวยมืองคอน คือ เป็นความสนใจส่วนตัว
(หน่วยงานไม่เกี่ยว)

ซึ่งถ้ามองพ้นโครงสร้างแบบแข็งออกไป เราก็ทำหน้าที่นั้นอยู่แล้ว       คือการสนับสนุนและเข้าร่วมโรงเรียนคุณอำนวยเมืองคอนนั่นแหละเป็นตัวอย่างหนึ่ง

ผมเห็นว่าปัญหาอยู่ที่การมอง หรือการมองที่เป็นปัญหา

ระหว่างกระบวนทัศน์แบบมีโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ในขอบเขตชัดเจนกับกระบวนทัศน์แบบเครือข่าย ยืดหยุ่น ลื่นไหล มองกระบวนการ ระบบความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับผลลัพท์ที่ไม่มีพรมแดน

ทำให้เรื่องราวที่มีคุณค่าหลายเรื่องไม่อยู่ในความสนใจ หรือมอง      ไม่เห็นคุณค่าของคนในเรื่องราวที่มีคุณค่า

UKM ควรเป็นเวทีกระตุกเพื่อสร้างการเรียนรู้ในเรื่องนี้    มิใช่ธรรมเนียมตามสุภาษิตขี่ช้างจับตั๊กแตนหรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ