เงินเดือนกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย

การเบิกจ่ายเงินเดือน            เมื่อพูดถึงการเบิกจ่ายเงินเดือน  สิ่งสำคัญที่จะต้องทำพร้อมกันไปก็คือ  การหักภาษี  เมื่อวางฎีกาเงินเดือน ในรายละเอียดฎีกานอกจากเป็นจำนวนเงินเดือนที่เบิกทั้งหมดแล้ว จะต้องมีรายละเอียดการหักภาษี ณ  ที่จ่ายไว้ด้วยกัน  ซึ่งส่วนราชการผู้เบิกก็จะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีเงินงบประมาณของหน่วยงานเฉพาะเงินเดือนสุทธิหลังหักภาษีแล้ว ส่วนภาษีก็โอนเงินไปกรมสรรพากร*   ในส่วนของ สพท.ลพบุรี เขต 1 นั้น  ในการเบิกจ่ายเงินเดือนในปัจุบันได้นำ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โปรแกรมการคำนวณภาษีของสรรพากรเข้ามาใช้แทนการคำนวณภาษีแบบเดิมเพราะกรมสรรพากรมีนโยบายให้จัดทำภาษีผ่านระบบอิเลคทรอนิคแทนแบบรายงานเป็นกระดาษ  ซึ่งจะทำให้ลดภาระการจัดเก็บเอกสารของเจ้าหน้าที่การเงินของส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ของสรรพากร รวมถึงจะช่วยทำให้ข้อมูลการหักภาษีของข้าราชการแต่ละรายถูกต้องตรงกับความจริงและสามารถบันทึกข้อมูลภาษีย้อนหลังไว้ได้และสดวกในการค้นหาภาษีย้อนหลังในปีภาษีก่อน ๆ  ซึ่งส่วนใหญ่ในการยื่นภาษีข้าราชการในสังกัดจะไม่ค่อยมีใครถ่ายเอกสารหนังสือรับรองไว้   บางครั้งที่ทางกรมสรรพากรสุ่มตรวจแล้วอาจจะมีข้อสงสัยหรือขอเอกสารตรวจสอบ  ผู้เสียภาษีก็จะไม่สามารถหามาได้  หรือก็สำเนาจากหน่วยงานบางครั้งการเก็บเอกสารเป็นกระดาษซึ่งปริมาณมากการจัดเก็บก็จะยากแก่การค้นหา  แต่เมื่อได้นำโปรแกรมมาใช้แล้วการจัดเก็บข้อมูลและการนำส่ง ภงด. 1 ก. พิเศษ เพื่อรายงานสรรพากรในสิ้นปีภาษีก็ไม่ได้ส่งเป็นกระดาษเป็นหลายพันแผ่น   จะนำส่งเพียงแผ่นบันทึกข้อมูล    ซึ่งถ้าการรายงานภาษีแบบเดิมที่ไม่ใช้โปรแกรมจะต้องจัดทำข้อมูลการหักภาษีรายตัว  และแบบสรุปเงินได้และภาษีหัก ณ ที่จ่าย  จำนวนข้าราชการในสังกัดมี 3,000  กว่าราย  จะเป็นการยุ่งยากและเสียเวลา เสียแรงงานบุคลากรมาก เพราะต้องบวกข้อมูลภาษีเป็นรายเดือนและเป็นรายบุคคล  แต่ในปัจจุบันการคำนวณโดยใช้โปรแกรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจะใช้เวลาในการบันทึกข้อมูลและค่าลดหย่อนต่าง ๆ เป็นรายบุคคล  ครั้งแรกเท่านั้น ในเดือนต่อ ๆ ไปก็จะบันทึกข้อมูลในบางรายที่มีการย้าย ตาย ลาออก  และการเปลี่ยนแปลงเงินเดือนและค่าลดหย่อน เท่านั้น  จะเป็นการประหยัดเวลาในการปฏิบัติงานได้มาก  และจะสามารถออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายให้กับข้าราชการที่ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ ใน สพท.  อื่น ๆ  ได้เลย โดยที่ข้าราชการผู้นั้นไม่ต้องกังวลว่าเมื่อสิ้นปีจะต้องไปตามขอหนังสือรับรองจากต้นสังกัดเดิม  แต่ในการใช้โปรแกรมคำนวณภาษี  ก็มีปัญหาอยู่บ้าง  ในเรื่องในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย  ซึ่งเดิมผู้มีเงินได้  จะเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินที่จะให้หน่วยงานหักภาษี  โดยพอใจจะให้หักเดือนละเท่าไร  ก็จะแจ้งข้อมูลมาให้หน่วยงานทราบในเดือนมกราคมของทุกปี  และส่วนที่เหลือจะนำไปชำระตอนสิ้นปี  ถ้ามากกว่า  3,000  บาท ก็จะขอผ่อนชำระเป็นงวด   ซึ่งในเรื่องนี้  เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่เบิกจ่ายเงินเดือนของ สพท. ลพบุรี  เขต  1  จะต้องคอยชี้แจงและทำความเข้าใจอยู่ตลอดเวลา เพราะยังมีบางหน่วยงาน  ที่ยังไม่ได้ใช้โปรแกมของสรรพากร  ก็จะทำให้เกิดข้ออ้างว่าทำไมหน่วยงานอื่นจะหักหรือไม่หักก็ได้  แต่ความเป็นจริงทางกรมสรรพากรเองก็พยายามจะให้ใช้แกรมให้ได้ทุกหน่วยงาน    ผลดีของการใช้โปรแกรมคำนวณภาษี  โปรแกรมจะคำนวณและหักไว้เฉลี่ยเป็นรายเดือน  และเมื่อสิ้นปีผลรวมภาษีจะยอดพอดีกับที่จะต้องชำระภาษีทั้งหมด  เมื่อถึงเวลาต้องยื่นแบบเสียภาษี  ผู้มีเงินได้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเตรียมเงินไว้ชำระค่าภาษี   ในปัจจุบันเงินเดือนของข้าราชการครูสังกัด  สพท. ลบ. 1  ค่าเฉลี่ยมากกว่าเดือนละ 25,000  บาทขึ้นไป   ฐานภาษีที่ชำระบางรายถึงร้อยละ 20   ทำให้ดูเหมือนว่า  เจ้าหน้าที่เงินเดือนหักภาษีรายเดือนมากเกินไป</p>  คำถามที่มากที่สุดคือ  ทำไมหักภาษีหักรายเดือนมากจัง    ทำไม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อาจารย์คนนั้นเงินเดือนเท่ากันแต่ทำไมหักภาษีน้อยกว่า    ทำไมเงินเดือนเท่ากัน ค่สมรสก็มีเงินเดือนเหมือนกัน มีบุตรเท่ากันแต่ภาษีไม่เท่ากัน  Ø    ในคำถามข้างต้น  เจ้าหน้าที่ก็จะชี้แจงว่า อาจารย์คะ ภาษีจะหักมากหรือน้อยไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้อย่างเดียวนะคะ  จะต้องดูว่า  ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของอาจารย์มีมากน้อยแค่ไหน   ในส่วนค่าใช้จ่ายที่จะนำมาหักออกจากเงินได้ของ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ข้าราชการที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว  (ยื่นแบบ ภงด. 91)  ก็จะมีหักค่าใช้จ่าย 40  %  แต่ไม่เกิน  60,000  บาท และมีเงินสะสม  กบข.  ถ้าไม่เป็นสมาชิก กบข.  ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้  และให้ไปดูว่าค่าลดหย่อน  เช่น  ลดหย่อนผู้มีเงินได้  30,000  บาท  ลดหย่อนคู่สมรสในการณีไม่มีเงินได้  30,000  บาท  (ถ้าคู่สมรส</p><p>มีเงินได้แยกยื่นภาษีก็จะหักเฉพาะลดหย่อนตนเอง)   ค่าลดหย่อนบุตร  ซึ่งมีบุตรที่ยังไม่ได้ศึกษาหรือศึกษาต่างประเทศ หักได้คนละ  15,000  บาท  บุตรที่กำลังศึกษาในประเทศ  หักได้คนละ  17,000  บาท  ถ้าแยกยื่นก็หักได้คนละครึ่ง,   เลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้หรือบิดามารดาของคู่สมรส (ต้องอายุ 60 ปีขึ้นไปมีเงินได้ต่ำกว่าปีละ 50,000 บาท)   หักได้คนละ 30,000  บาท,  ค่าเบี้ยประกันชีวิต,  ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมระยะยาว,  ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย,  และนอกจากนี้ก็ยังมีเงินค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา  (หักได้ 2 เท่าของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง  แต่ไม่เกินร้อยละ  10  เงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนแล้ว), เงินสนับสนุนการกีฬา  (หักได้ 1.5 เท่าของจำนวนที่จ่ายไป แต่ไม่เกิดร้อยละ 20  ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายละค่าลดหย่อน    และยังมีเงินบริจาคเพื่อสาธารณกุศลต่าง ๆ ตามที่กรมสรรพากรกำหนด  (ได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่หักได้ไม่เกินร้อยละ 10  ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย  ค่าลดหย่อน  เงินสนับสนุนการศึกษา  เงินสนับสนุนกีฬา)  เมื่อดูตามรายการเหล่านี้แล้ว  ยังต้องตรวจสอบอีกว่าข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้  ได้แจ้งเข้ามาปรับปรุงในฐานภาษีของหน่วยงานแล้วหรือยัง  ซึ่งถ้าไม่แจ้งหรือไม่ครบตามความเป็นจริงข้อมูลภาษีที่หัก ณ ที่จ่าย  ก็จะไม่ตรงกับการคำนวณเมื่อตอนสิ้นปีภาษี     บทสรุป  หลังจากอธิบายแล้วท่านอาจารย์เหล่านั้นก็เข้าใจตามหลักเกณฑ์ข้อมูลที่นำมาคำนวณทำให้ภาษีแตกต่างกัน  แต่ก็เกิดคำถามตามมาอีกว่าคำว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาคือค่าอะไรบ้าง  เพราะตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่การงานข้าราชการครูอยู่แล้ว  ในส่วนนี้เจ้าหน้าที่ก็ได้ไปศึกษาจากพระราชกฤษฎีกา  ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 420)  พ.ศ.  2547    กำหนดไว้ว่า  สำหรับบุคคลธรรมดา  ให้ยกเว้นภาษีเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามมาตรา  47 (1) (2) (3)(4)(5)หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร  เป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาแต่ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนดังกล่าวนั้น สำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาเป็นสถานศึกษาของทางราชการ  สถานศึกษาขององค์กรของรัฐบาล โรงเรียนเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน</p><p>เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาให้ความเห็นชอบและเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับรายการต่อไปนี้ <ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt">   จัดหาหรือจัดสร้างอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน  หรือที่ดินให้แก่สถานศึกษา  เพื่อใช้ประโยชน์ทางการศึกษา </div></li></ul></p><ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt">  จัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อการศึกษา  แบบเรียน  ตำรา  หนังสือทางวิชาการ  สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตลอดจนวัสดุและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาให้แก่สถานศึกษาตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด </div></li></ul>                     เมื่อได้ทราบรายละเอียดตามนี้แล้ว  ข้าราชการครูในสังกัด สพท.ลพบุรี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เขต  1  ซึ่งตามสภาพความเป็นจริงข้าราชการครูก็เป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนการศึกษาของโรงเรียนตนเองอยู่แล้วก็ขอให้เก็บหลักฐานการบริจาค  ใบอนุโมทนาบัตรต่าง  ๆ  ที่สถานศึกษาออกให้   นำไปยื่นลดหย่อนภาษีสิ้นปีได้</p>                  ในเรื่องการหักภาษี    ที่จ่ายของงานเบิกจ่ายเงินเดือนก็ยังมีข้อปัญหาและรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ  อีกมาก   อาจจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป                                                 …………………………………………..           <p> </p>