เวชศาสตร์การกีฬา

การเล่นกีฬาทุกชนิดมีผลทำให้ร่างกายบางส่วน หรือทุกส่วนต้องทำงานหนักขึ้นหรือเกิดภาวะเครียด (Tension) ความเครียดนี้หากเกิดขึ้นในระดับเหมาะสมกับภาวะร่างกายของนักกีฬา ก็จะเป็นผลดีในแง่ของการกระตุ้นให้มีการปรับตัวระหว่างการฝึกซ้อมหรือเล่นกีฬา ทำให้มีประสิทธิภาพและความสามารถในการเล่นสูงขึ้น แต่หากความเครียดนี้เกิดขึ้นในเวลาและปริมาณที่รวดเร็ว หรือหนักเกินระดับสมรรถภาพของร่างกายก็จะทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บขึ้นได้

การบาดเจ็บของเนื้อเยื้อต่างๆ ในร่างกายเป็นผลจากการได้รับแรงกระทบที่มีปริมาณเกินสมรรถนะของร่างกาย และด้วยกลไกที่แตกต่างกันในแต่ละกรณี ดังนั้นจึงอาจแบ่งประเภทของการบาดเจ็บจากสาเหตุ ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงลักษณะของการทำลายที่เกิดขึ้นกับเนื้อเยื้อได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท

1. การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาโดยตรง อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุภายใน หมายถึง การบาดเจ็บจากการกระทำของนักกีฬาเอง หรืออาจเกิดจากสาเหตุภายนอก หมายถึง การบาดเจ็บเนื่องจากการได้รับแรงกระทำจากภายนอก เช่น แรงปะทะจากคู่แข่ง จากอุปกรณ์เครื่องมือ

2. การบาดเจ็บที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากการบาดเจ็บเดิม เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ว่าการบาดเจ็บนั้นจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องแล้ว ภาวะแทรกซ้อนบางอย่างอาจเป็นผลโดยตรงของอันตรายที่เกิดขึ้น เช่น กรณีโดยตรงของการเกิดกระดูกหรือแคลเซียมจับที่กล้ามเนื้อหน้าขาภายหลังการฟกชำเนื่องจากกระแทกโดยตรง

3. ความผิดปกติหรือพยาธิสภาพต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคของการเล่นกีฬา ความผิดปกติ เช่น โรคข้อสันหลังอักเสบติดแข็ง ซึ่งพบบ่อยในประชาชนทั่วไปเป็นอุปสรรคต่อการเล่นกีฬา รวมทั้งการเคลื่อนไหวปกติ

ตะคริว

ตะคริวของกล้ามเนื้อมักจะเป็นปัญหาที่จะพบได้เสมอ โดยเฉพาะกับนักกีฬา อาจเกิดขึ้นระหว่างและหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก เช่น ระหว่างการแข่งขันฟุตบอล หรือวิ่งระยะไกล เป็นต้น

สาเหตุ

- ระหว่างการออกกำลังกายหรือทำการแข่งขันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในที่ที่อากาศร้อน ทำให้ร่างกายเสียเหงื่อ ก่อให้เกิดอาการขาดนำ ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งของการเกิดตะคริว

- นักกีฬาที่ทำการแข่งขันต่อเนื่องเป็นเวลานานย่อมมีผลต่อระบบกล้ามเนื้อ เช่น มีการฉึกขาดของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในนักกีฬาที่มีสุขภาพและความสมบูรณ์ของร่างกายไม่เต็มที่

- บางสาเหตุก็ไม่อาจทราบแน่ชัด แต่เข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบไหลเวียนเลือดก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งได้ เช่น การใส่ถุงเท้ารัดแน่นเกินไป ผุกเชือกรองเท้ารัดแน่นเกินไป การสะสมของกรดแลคติก (Lactic acid) ในกล้ามเนื้อ เส้นเลือดขอด อากาศเย็น และการติดเชื้อ เป็นต้น

การป้องกันและรักษา

- ป้องกันการเกิดตะคริวโดยการฝึกกล้ามเนื้อให้สมบูรณ์ และการอบอุ่นร่างกาย (warm up) ที่ดีก่อนการออกกำลัง ควรดื่มนำและเกลือแร่ให้เพียงพอ

- หยุดพักการเล่นทันทีที่เกิดอาการตะคริว ยืดกล้ามเนื้อส่วนที่เป็นตะคริว การยืดต้องอย่าทำด้วยความรุนแรง แต่ให้ค่อยๆ เหยียดออกจนกว่ากล้ามเนื้อนั้นจะคลายตัว ระหว่างที่ยืดจะต้องนวดกล้ามเนื้อไปพร้อมกันด้วย

- นักกีฬาที่เกิดอาการตะคริวบ่อยๆ ควรได้รับการตรวจอย่างละเอียดจากแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเมื่อได้รับการบาดเจ็บทั่วไป

1. ในกรณีที่มีเลือดออก จะต้องห้ามเลือดให้หยุดก่อน โดยยึดถือความสะอาดต่อบาดแผลเป็นหลัก

2. ประคบด้วยความเย็นใน 24-46 ชั่วโมงแรก เนื่องด้วยในขณะที่อวัยวะส่วนนั้นๆ ได้รับบาดเจ็บจะมีการฉีกขาดเส้นเลือดภายใน ซึ่งก่อให้เกิดอาการบวม ตึงและบาดเจ็บการฉีกขาดจะมากน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บนั้น จุดประสงค์ของการประคบเย็น ก็เพื่อให้ความเย็นไปลดอาการเลือดออกภายใน และช่วยลดความเจ็บปวด ระยะเวลาในการประคบเย็นให้ได้ผล จะเฉลื่ยประมาณ 20-40 นาทีต่อครั้ง และประคบซำทุกๆ 3-6 ชั่วโมง

ข้อควรจำ ไม่ควรวางก้อนนำแข็งลงบนผิวหนังโดยตรง แต่ควรห่อด้วยผ้าก่อนแล้วจึงนำมาประคบ

3. พันส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อกดห้ามเลือดและเพื่อช่วยพยุงให้ส่วนที่บาดเจ็บไม่เคลื่อนไหวมากเกินไป อาจโดยการพันด้วยผ้ายืดหรือติดพลาสเตอร์ยืดหรือพยุงข้อไว้

4. พักส่วนที่บาดเจ็บ โดยเฉพาะในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมงแรกของการได้รับบาดเจ็บในกรณีที่อาการบาดเจ็บ ปวดหรือบวมไม่ทุเลา ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา

5. ยกส่วนที่ได้รับบาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดอาการบวม

6. ใช้ความร้อนรักษา หลังได้รับบาดเจ็บแล้ว 48 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้หายเร็วขึ้น เช่น ประคบนำอุ่นหรือรักษาด้วยเครื่องมือทางกายภาพบำบัด

การปฐมพยาบาลที่ถูกวิธี โดยทันทีเมื่อได้รับบาดเจ็บจะช่วยให้อาการบาดเจ็บทั้งหลายหายหรือบรรเทาได้โดยเร็ว ในนักกีฬาที่ทำการเล่นหรือฝึกซ้อม ควรหยุดพักการเล่นหรือการฝึกซ้อมไว้ก่อน จนกว่าอาการบาดเจ็บจะหาย มิฉะนั้นจะเป็นเหตุเพิ่มความเสี่ยงของการได้รับบาดเจ็บที่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นในครั้งต่อไป

ข้อมูลจาก
วารสาารกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย