เน้นขับเคลื่อนกันไปทั้งองค์กร สร้างความสมดุลของส่วนต่างๆในโรงพยาบาล ไม่เน้นสร้างความเป็นเลิศเฉพาะจุดเล็กๆย่อยๆ แต่จะมองภาพรวมทั้งระบบ

                 ขุมทรัพย์แห่งอดีต ลายแทงสู่อนาคต เป็นการเล่าสรุปภาพอดีตที่ผ่านมาและ พยายามจะฉายภาพไปสู่อนาคตของโรงพยาบาลบ้านตากในมุมมองของผม และได้บันทึกแจ้งให้กับผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบ้านตากได้รับทราบ(รวมแล้ว 70กว่าข้อ) ดังต่อไปนี้

เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ <ol style="margin-top: 0cm">

  • การทำงานของผมในฐานะผู้บริหาร ผมจะเน้นขับเคลื่อนกันไปทั้งองค์กร สร้างความสมดุลของส่วนต่างๆในโรงพยาบาล ไม่เน้นสร้างความเป็นเลิศเฉพาะจุดเล็กๆย่อยๆ แต่จะมองภาพรวมทั้งระบบ ซึ่งจะทำยาก ทำได้ช้า แต่เมื่อเห็นผลจะออกดอกออกผลยั่งยืนกว่า คนของเราเองมีทั้งข้อเด่นข้อด้อย ถ้าทำเป็นทีมจะโดดเด่นมากกว่าเก่งคนเดียว ผู้บริหารต้องพยายามสร้างสมดุลของการเลือกใช้คนในการทำงานด้วย
  •  เมื่อปี 2540 เราเพิ่งยกฐานะเป็น 30 เตียง จะมีเจ้าหน้าที่มากขึ้นจากคนที่ย้ายมาอยู่ใหม่กับคนเก่าที่อยู่มาตั้งแต่ 10 เตียง ตอนนั้นคนไข้เฉลี่ยประมาณ 120 คน คุณหมอบุญส่งเคยไปหาผมที่แม่พริก และชวนผมมาเป็น ผอก. รพ.บ้านตาก หมอบุญส่งยังสงสัยเลยว่าที่แม่พริกประชากร 15,000 คน แต่มีคนไข้นอกเฉลี่ยเท่าบ้านตากที่มีประชากร 47,000 คน พอมาอยู่มีหมอ 2 คนในปีแรก เราตรวจคนไข้ตั้งแต่ 8.30 น. ตรงเวลาทุกวัน ผลัดกันราวน์วอร์ดคนละ 1 สัปดาห์ อยู่เวรคนละ 1 สัปดาห์สลับไป ปีที่สองมีหมอ 3 คน มีหมอศุภชัยมาอยู่ด้วย ปีที่สามมีหมอ 3 คน หมอบุญส่งย้ายไป ตสม. หมอศุภชัยไปเรียน ก็มีหมออาร์ทมาช่วยกับน้องเวียนเป็น 3 คน ปีนั้นตรงกับคศ. 2000 หมออาร์ทเป็นหัวหน้าทีมสำคัญในการซ้อมแผนปรับเปลี่ยนเวลาของเครื่องมือแพทย์ ปีนั้นแพทย์เวียน 3 คนๆละ 4 เดือนคือหมอเปิ้ล หมอหนึ่งและก็หมอบิ๊ก พอปีที่ 4 มีหมอหนึ่งกับหมอเปิ้ลมาอยู่ พอปีที่ 5 หมอหนึ่งไปเป็น ผอก.รพ.ท่าสองยาง หมอเปิ้ลอยู่เป็นรองผู้อำนวยการและเป็นประธานองค์กรแพทย์ เป็นผู้ที่ช่วยโรงพยาบาลอย่างมากในการเริ่มต้นพัฒนาคุณภาพHA ช่วงนี้เรามีหมอประจำ 2 คนและหมอเวียน 2 ต่อ 2 เดือน ต้องออกPCUกันคนละ 1 วัน อยู่ตรวจที่โรงพยาบาลวันละ 3 คน ถ้าวันไหนใครลาหรือผมไปประชุมงานจะหนักมาก หมอต้องรีบราวน์วอร์ดให้เสร็จแล้วก็รีบไปออกPCUทุ่งกะเชาะ ปีที่ 6 หมอเปิ้ลได้ทุนไปเรียนต่อEye คุณหมอปัญจภรณ์(นุก)เป็นรองผู้อำนวยการแทน อยู่ได้ปีหนึ่งพอปีที่ 7 ได้หมอซือมาเป็นประธานองค์กรแพทย์ พอปีที่ 8 หมอซือไปเรียนต่อก็มีหมอชูชาติมาช่วยได้ 2 ปี หมอชูชาติก็ได้ทุนที่ผมไปขอมาจากกระทรวงเป็นทุนกุมาร พอเรียนจบแล้วก็จะกลับมาที่เรา สัญญาว่าจะมาอยู่ที่บ้านตาก ในปีที่ 10 ก็มีหมอเฟ็บมาช่วยเป็นรองผู้อำนวยการ ก็เป็นความเป็นมาของแพทย์ที่มาอยู่ ในการราวน์วอร์ด เรามีลักษณะเด่นของเราคือไม่ใช่ใครadmitคนนั้นดู เราให้หมอประจำตึกเป็นคนดูทั้งหมด หลายโรงพยาบาลมีปัญหาเรื่องใครรับคนนั้นดู เวลาคนไข้อยากนอนก็ไม่ได้นอนเพราะหมอที่รับadmitต้องราวน์เอง หรือเวลาราวน์ก็จะมาพร้อมกัน พยาบาลวอร์ดก็ไม่รู้จะตามใครดี การทำเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพก็ทำได้น้อยลง หรือถ้าราวน์ไม่พร้อมกันคนไข้เตียงติดกันหมอคนละคนดู ก็จะรู้สึกว่าทำไมดูแต่เตียงนั้น ไม่ดูฉันด้วย และอีกอย่างก็คือหมอเราเป็นหมอทั่วไป ความชำนาญไม่ได้เฉพาะด้านเหมือนกับหมอโรงพยาบาลใหญ่ การที่คนadmitคนหนึ่ง คนดูในตึกคนหนึ่ง ก็จะทำให้เกิดSecond opinion ในการดูแลผู้ป่วย ทำให้เกิดมุมมองที่แตกต่างในการดูแลคนไข้และทำให้ไม่ผิดพลาดได้ ถ้าให้คนเดียวดูคนไข้นานๆในตึกอาจเกิดความจำเจและเริ่มไม่ค่อยค้นปัญหาผู้ป่วย ก็อาจmiss ได้ซึ่งเราเคยมีบทเรียนมาแล้ว และเราถือว่าคนไข้ในตึกเป็นของเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ต้องช่วยกันดูแลโดยมีหมอเป็นหัวหน้าทีม ทุกวิชาชีพจึงสามารถเข้าไปดูแลคนไข้และให้ข้อเสนอแนะแก่แพทย์ผู้รักษาได้
  • ในปี 2541 ผมได้บอกกับทีม กบร.ว่าผมรู้สึกว่าน่าจะมีคนมาบริจาคสร้างตึกผู้ป่วยในเพราะตอนนั้น เตียงเราล้น ต้องมีเตียงแทรกตลอด เราขยายเป็น 34 เตียง แต่ก็ไม่พอ ผมก็คิดหาทางจะขยายเป็น 60 เตียง แต่ติดนโยบายไม่ให้ขยายเตียงเพราะเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ประกอบกับ จ.18 ของเจ้าหน้าที่หลายคนไม่สามารถตัดมาอยู่ที่เราได้เพราะกรอบอัตรากำลังเต็ม และเริ่มมีข่าวว่าถ้าตัดมาไม่ได้จะให้กลับไปอยู่ที่เดิม ผมได้ศึกษาเรื่องกรอบอัตรากำลังแล้วพบว่าถ้าขยายเป็น 60 เตียงได้ กรอบจะว่างอีกมาก มีทางเดียวที่จะขยายเป็น 60 เตียงได้คือต้องสร้างตึกบริจาคที่ตรงตามแปลนของกระทรวงได้ หลังจากนั้นอีก 6 เดือน ผมก็ได้คุยกับลุงอู๋ที่มาหาผมที่บ้านแล้วบอกว่าครูบาพานจะบริจาคเงินสร้างตึกสงฆ์ให้สัก 1-2 ล้านบาท ผมก็เรียนลุงอู๋ไปว่า ถ้าเป็นตึกสงฆ์จะได้แต่เตียงที่พักเพิ่มแต่ไม่ได้อัตรากำลัง แต่ถ้าหลวงพ่อบริจาคสร้างตึกผู้ป่วยใน 30 เตียงจะได้ขยายขนาดโรงพยาบาลและได้คน ได้งบประมาณอื่นๆเพิ่มได้ง่าย ลุงอู๋ถามว่าใช้เงินเท่าไหร่ ผมบอกว่าประมาณ 3.5 ล้านบาท แกก็อึ้งไปพักหนึ่งแล้วก็บอกว่าจะไปพูดกับหลวงพ่อให้ สุดท้ายหลวงพ่อก็ตัดสินใจบริจาค 3 ล้าน และอีก 5 แสนโรงพยาบาลจะหาเอง แต่พอปรับที่ ดูแบบ ประมาณราคาแล้วประมาณ 4.5 ล้านบาท หลวงพ่อก็เห็นใจให้มาอีก 5 แสน และก็เอาบัญชีเงินส่วนตัวของท่านเอง(ไม่ใช่เงินวัด)มาให้ผมดู บอกว่าอาตมาให้หมอเกือบหมดเลยที่เก็บมาตลอดเวลาที่บวช เหลืออีก 5 แสนจะเอาไว้ทำถนนในวัดลงมากุฏิท่าน แล้วก็จะให้เงินผมมาดูแลทั้งหมด ผมเรียนกับท่านว่าขอเปิดบัญชีกองทุนโดยมีท่านกับผมเป็นคนลงนามถอนเงินได้ พอครบงวดก็เบิกเป็นงวดๆไป ส่วนเหลืออีก 1 ล้านผมไปปรึกษากับท่านผู้ว่าฮึกหาญ โตมรศักดิ์ ท่านก็ช่วยจัดการรวมๆกันก็ได้เงินครบ 4.5 ล้านบาทและเหลืออีก 1 ล้านได้ซื้อเครื่องมือแพทย์จนครบสามารถเปิดบริการได้ ห้องพิเศษห้องละ 5 หมื่นมีคนบริจาคเต็ม 7 ห้อง เตียง 30 เตียงๆละ 12,000 บาท มีคนบริจาคซื้อให้หมด จนเปิดบริการได้ในปี 2543 อาคารนี้จึงได้ชื่อว่าอาคารพระครูพิทักษ์บรมธาตุ เงินบริจาคทั้งหมดจัดทำบัญชีไว้ สามารถตรวจสอบได้และเวลาจะถอนเงินก็จะมีกรรมการเหมือนกับระบบราชการเลย มีประเด็นที่น่าสนใจอันหนึ่งก็คือ ตอนที่ผมเอาแบบไปคุยกับผู้รับเหมาคล้ายๆการตกลงราคา เขาเสนอผมมา 4.5 ล้าน แต่เราต้องทำการประกวดราคาโดยผู้ว่าฯลงนาม ปรากฎว่าเขาเสนอราคาสูงไปถึง 4.8-5.5 ล้านบาท แพงขึ้นไปอีก 3 แสน ผมก็เลยไปคุยกับรายต่ำสุดเขาบอกว่า 4.5 ล้านไม่ได้เพราะประกวดราคาเขาต้องจ่ายฮั้วเพิ่ม ผมเลยเสนอท่านผู้ว่าฯและเจ้าของเงินขอใช้วิธีพิเศษโดยให้เจ้าของระบุผู้รับเหมามาเลยแล้วก็ตกลงราคากันจนได้เหลือ 4.5 ล้านบาท การทำฐานรากอาคารยุ่งยากมากเพราะเป็นที่เหวลึกจากดินข้างเคียงถึง 5-6 เมตร ผมได้หารือพวกเราว่าจะถมดินให้สูงเท่าดินเดิมหรือจะทำใต้ถุนสูงให้พื้นด่านล่างต่ำกว่าพื้นที่ข้างเคียง สรุปพวกเราเลือกยกใต้ถุนสูง ทำให้เรามีที่จอดรถใต้ถุนอาคารได้ ในการหาเงินบริจาคนั้น ช่วงนั้นผมได้ไปจัดรายการวิทยุที่ สวท.ตาก ทุกวันพุธเช้า ผมก็ได้ใช้เวลาช่วงนี้ประชาสัมพันธ์การทำบุญสร้างตึกและซื้อเครื่องมือแพทย์ ปรากฎว่าได้ผลดีมาก ผู้บริจาคทั้งหมดผมไม่ได้ไปเดินขอเขาเลย เขาเห็นความสำคัญแล้วก็โทรมาบริจาคกับผมเลย อย่างห้องพิเศษนี่คุณอุดร ตันติสุนทร โทรมาบริจาค 5 ห้อง
  • </ol></span>